thansettakij
thansettakij
จากผืนดินแห่งรอยพระบาท สู่ House No.9 โมเดลสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยศาสตร์พระราชา

จากผืนดินแห่งรอยพระบาท สู่ No. 9 House โมเดลสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยศาสตร์พระราชา

09 ก.ค. 69 | 01:29 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 01:51 น.

ผู้หญิงตัวเล็กกับภารกิจใหญ่ สร้าง No. 9 House ต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เศรษฐกิจฐานราก เกษตรทฤษฎีใหม่เชื่อมท่องเที่ยว ชุมชน และเศรษฐกิจหัวหิน

KEY

POINTS

  • โครงการ No. 9 House ที่หัวหิน สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจและความศรัทธาในศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 บนผืนดินที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "ชั่งหัวมัน"
  • นำเสนอโมเดล "เกษตรทฤษฎีใหม่ในวิถีคนเมือง" โดยย่อส่วนและปรับใช้ปรัชญาของพระองค์ให้คนเมืองสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงแม้มีพื้นที่จำกัด
  • ภายในโครงการประกอบด้วยศูนย์เรียนรู้, King Gallery, คาเฟ่ และที่พัก เพื่อเป็นต้นแบบการสร้างเศรษฐกิจชุมชนและสืบสานพระราชปณิธาน

เขาว่ากันว่าความรักและความศรัทธา มักจะสร้างพลังวิเศษให้เราทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้เสมอ ตอนแรกผมก็ฟังผ่านๆ จนกระทั่งได้มาเจอผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กับความฝันของเธอทำเอาผมอยู่เฉยไม่ได้ ต้องขอมาเล่าต่อให้ทุกคนฟัง

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ "น้องแจง-เบญจนิษฐ์ พุ่มสุโขรักษ์" กับโปรเจกต์หัวใจของเธอที่ชื่อว่า "No. 9 House" (บ้านเลขที่ 9/9 ซอย 9 ตำบลทับใต้)

จากดินที่เกือบ "ช่างหัวมัน" สู่เกษตรทฤษฎีใหม่ฉบับวิถีคนเมือง

บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ตรงนี้ มีเรื่องราวซ่อนอยู่ ครั้งหนึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จฯ มาเพื่อปัดเป่าความทุกข์ยากของชาวบ้าน ดินแถวนี้เคยแห้งแล้งกันดารจนปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น หลายคนถอดใจบ่นว่า "ช่างหัวมัน" แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ก็ทรงพลิกฟื้นดินผืนนี้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์จนกลายเป็นโครงการ "ชั่งหัวมัน" และต่อยอดมาเป็น "เกษตรทฤษฎีใหม่"

จากผืนดินแห่งรอยพระบาท สู่ No. 9 House โมเดลสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยศาสตร์พระราชา

 

และน้องแจงนี่แหละ ที่หยิบเอาสิ่งแดนดินถิ่นนี้ได้รับ มาย่อส่วนลงใน No. 9 House ในสไตล์ "วิถีคนเมือง" และนี้คือที่มาของ “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ในวิถีคนเมือง”

"หนูไม่เคยปลูกต้นไม้ ไม่เคยทำสวนเลยในชีวิต" น้องแจงสารภาพปนยิ้ม

เธอเล่าว่าเป็นคนเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างดลใจให้เธอหันมาสนใจเรื่องราวของในหลวง ร.9 จนพาเธอมาเจอผืนดินแห่งนี้ แผ่นดินที่เคยรองรับรอยพระบาท และพื้นที่บริเวณแถบนี้ที่ได้สร้างภาพจำที่รถทรงงานของพระองค์ท่านติดหล่ม

ถ้ายกหูโทรศัพท์ปรึกษาใครตอนนั้น คงมีแต่คนห้าม แต่น้องแจงเลือกที่จะลุย ทันทีที่ย่างก้าวเข้ามา No. 9 House เราจะเห็นรถ Land Rover จำลองจอดเอียงๆ เหมือนติดหล่มอยู่ น้องแจงเล่าให้ฟังด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับว่า: "พี่ดูรถ Land Rover คันนี้สิ ทรงเหมือนพระองค์ท่านมากเลยนะ... เรียบง่าย แต่เท่สุดๆ"

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างที่นี่ขึ้นมา เพื่อบอกว่าลูกคนนี้ไม่เคยลืม "พ่อ" และอยากส่งต่อสิ่งที่พ่อทำไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น ... ในแบบฉบับของเธอเอง

ทุกตารางนิ้วคือความใส่ใจ

การมาเยือนที่แห่งนี้ เราไม่ต้องคิดมากว่าจะเจออะไร เพราะพอเดินผ่านประตูรั้วเข้ามา เราจะเห็นภาพวาดในหลวง ร.9 ทรงถือแผนที่และมีนิ้วชี้ตรงพระนาสิก พร้อมข้อความตัวโตๆ ว่า “Beloved King” และ “สานต่อที่พ่อทำ” เด่นตระหง่านมาแต่ไกล มิน่าเล่า น้องแจงถึงพูดหลายครั้ง หลายโอกาสว่าสำหรับเธอพื้นที่นี้คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเธอ

จากผืนดินแห่งรอยพระบาท สู่ No. 9 House โมเดลสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยศาสตร์พระราชา

 

“ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ วิถีคนเมือง” น้องแจงเนรมิตทุกรายละเอียดด้วยหัวใจ พื้นที่ 1 ไร่ถูกจัดสรรตามเกษตรทฤษฎีใหม่เป๊ะๆ มีอ่างน้ำเลี้ยงปลา มีปอเทืองช่วยยึดหน้าดิน มีแปลงข้าว พืชผัก และเล้าไก่เหนือบ่อน้ำ  

 

แต่ความเก๋คือ น้องแจงดีไซน์ออกมาให้ตอบโจทย์คนเมือง แปลงข้าวไม่ได้เป็นนาผืนใหญ่ แต่เป็นข้าวในกระถางและแปลงเล็กๆ สวนครัวแบบกะทัดรัด เป็นไอเดียที่คนอยู่ทาวน์โฮมหรือคอนโดมิเนียมเอาไปทำตามได้สบายมาก ตามมุมต่างๆ ก็จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของ รัชกาลที่ 9 ประดับอยู่แบบพอดีๆ ดูอบอุ่น

ตัวอาคารศูนย์ฯ เป็นอาคารสองชั้น พอเดินขึ้นไปชั้นบนจะพบว่าเป็น“King Gallery” ห้องที่แสดงภาพพระบรมสาทิสลักษณ์และรูปพระราชกรณียกิจต่างๆ จัดมุมไว้สวยและละมุนตาเหมือนคาเฟ่เล็กๆ ย้อนยุคหน่อย ๆ ให้เราได้ถ่ายภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ภาพที่มีทุกบ้าน” น้องเขาจัดอย่างไรไม่รู้ ผมบอกความรู้สึกได้ยาก แต่พอเดินเข้าไปในห้อง สิ่งที่น้องแจงตกแต่งในห้องนั้น ภาพทรงจำทั้งหมดที่เกี่ยวกับ “พ่อ” ทำให้พวกเราทั้งหมดก้มลงนั่งพับเพียบและกราบพระบรมรูปพระองค์ท่านด้วยความปิติที่ได้เกิดในแผ่นดินนี้

น้องแจงเล่าสตอรี่เบื้องหลังให้ฟังว่า เธอเดินสายตามหาภาพเก่าๆ ตามชุมชน ไปเจอภาพปฏิทินเก่าติดฝาบ้านคุณยายคนหนึ่ง พอจะขอซื้อและเล่าว่าจะเอามาทำอะไร คุณยายรีบยกให้ฟรีๆ พร้อมบอกว่า: "ถ้าอยู่กับยาย ก็มีแค่ยายกับครอบครัวที่เห็น แต่ถ้ามาอยู่ที่ศูนย์ฯ คนอีกเป็นร้อยเป็นพันจะได้มาชื่นชมพระบารมีร่วมกัน"

จากผืนดินแห่งรอยพระบาท สู่ No. 9 House โมเดลสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยศาสตร์พระราชา

 

ตอนน้องแจงเล่าเรื่องนี้ แววตาเธอเต็มไปด้วยความสุขฉายชัดออกมาจนคนฟังอย่างเรารู้สึกตามไปด้วยเลย

เมนูโปรดและห้องพักบทเพลงพระราชนิพนธ์

ส่วนชั้นล่างเป็นคาเฟ่โปร่ง โล่ง สบายตา ได้พี่ดุ๊ก (ภาณุเดช วัฒนสุชาติ) ดีไซเนอร์ชื่อดังมาช่วยออกแบบให้ เรียบง่าย เก๋ แฝงกลิ่นอายความรักที่มีต่อพ่อ แม้แต่ชื่อตั้งซะเก๋ “Beloved Café’ & Bistro” ที่ผนังห้องโดดเด่นด้วยรูปดอกดารารัตน์ (Daffodils) ดอกไม้ทรงโปรดที่พระองค์เคยพระราชทานให้สมเด็จพระพันปีหลวงเมื่อครั้งพบกันที่สวิตเซอร์แลนด์

ทีเด็ดคือเมนูอาหารอร่อยมาก! หลายจานเป็นเมนูทรงโปรด เช่น หลนปลากุเลา และผัดถั่วงอก แต่สำหรับผมแล้ว ขอแนะนำแกงคั่วสับปะรดและน้ำพริกสับปะรดครับ แต่ที่ผมสะดุดตาจนยิ้มตามคือป้ายกระดานดำน่ารักๆ ที่แบ่งเมนูเป็น “เมนูไม่เป็นสับปะรด” กับ “เมนูเป็นสับปะรด”เพราะสับปะรดคือของดีเมืองหัวหินนั่นเอง เมนูเครื่องดื่มห้ามพลาดเลยคือ “สับปะรดพริกเกลือปั่น” แปลกแต่อร่อยสดชื่นมาก สั่งมาดื่มเรียกพลังก่อนเลยค

สำหรับห้องพัก ที่นี่สะอาด สะอ้าน และสบายมาก รองรับได้ตั้งแต่ครอบครัวเล็กไปจนถึงก๊วนใหญ่ ความน่ารักคือน้องแจงตั้งชื่อห้องพักทุกห้องตามชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ เช่น ไกลกังวล ภิมรมย์รัก สายฝน ยามเย็น และเทวาพาคู่ฝัน ฯลฯ ซึ่งห้องได้วางตัวอยู่รอบ ๆ สระว่ายน้ำที่ไซร์กำลังพอออกกำลังกายสบาย ๆ 

“หนูเชื่อว่าฟ้ามีตา” 

ช่วงค่ำ ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับน้องแจงพร้อมกับน้องๆ อีกหลายคน เธอเล่าถึงแรงผลักดันหลังจากได้ไปตระเวนดูโครงการพระราชดำริต่างๆ จนตระหนักว่าพระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทยมาทั้งชีวิต เธอเลยตั้งปณิธานว่าขอเป็นแรงเล็กๆ ที่ทำพื้นที่ตรงนี้ถวายพระองค์

แต่การทำสิ่งนี้ด้วยใจบริสุทธิ์ไม่ได้แปลว่าทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบผืนดินแห่งนี้ผ่านอุปสรรคมาสารพัด ทั้งเรื่องข้อกฎหมายและคดีความต่างๆ

ตอนที่เล่าถึงตรงนี้ เสียงน้องแจงเริ่มสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า แต่ถ้าเรามองลึกลงไปในตาเธอ จะเห็นความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้เลยสักนิด

"หนูเดินมาขนาดนี้ด้วยใจบริสุทธิ์ที่อยากทำเพื่อในหลวงที่หนูรัก" น้องแจงพูดด้วยเสียงสั่นๆ "แต่ถ้าหากบุญของหนูมีไม่ถึง หรือมันเกินบารมีของหนูที่จะทำถวายท่านได้ หนูก็อยากให้สิ่งเหล่านี้ตกอยู่ในมือของคนที่รักและเทิดทูนในหลวงเหมือนกับหนู และช่วยสานต่อโครงการเพื่อให้คนไทยได้รู้ว่าพ่อหลวงทำอะไรให้เราไว้มากมาย"

พวกเรานั่งฟังกันเงียบกริบ หลายคนก้มหน้าตาแดงซึม ก่อนที่น้องแจงจะทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยวว่า: "แต่หนูเชื่อว่าฟ้ามีตา"

วันเดียวกับหนึ่งคืนที่ No. 9 House ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงพลังแห่งศรัทธาของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ เธอใช้หัวใจสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ ที่นำปรัชญาความพอเพียงมาปรับให้เข้ากับวิถีคนเมืองได้อย่างละมุนและงดงาม

ถ้าใครมีแพลนไปเที่ยวหัวหิน แวะไปเที่ยวกันนะครับ ไปชมความตั้งใจ ไปทานของอร่อย และที่สำคัญ... ไปช่วยกันส่งกำลังใจให้ "น้องแจง"ให้เธอได้รู้ว่า ยังมีคนไทยอีกมากมายที่รักและคิดถึง "คนที่อยู่บนฟ้า"เหมือนกับน้อง