
ศาลเปิดทางพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘โจทย์จริง’คือใช้เงินอย่างไรให้เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
ศาลเปิดทางพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘โจทย์จริง’คือใช้เงินอย่างไรให้เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,217
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณได้
- ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่คือ การใช้เงินกู้เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูง
- ประสิทธิผลของเงินกู้ขึ้นอยู่กับการเลือกโครงการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และก่อให้เกิดผลิตภาพใหม่ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ เพื่อไม่ให้สร้างภาระหนี้ในอนาคต
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยมติ 7 ต่อ 2 เสียง ที่เห็นว่า พระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ถือเป็นการยุติข้อถกเถียงในประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย และเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนได้อย่างเต็มรูปแบบ
แต่คำตอบทางกฎหมาย ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของโจทย์ทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่รัฐบาลกำลังเผชิญ ไม่ได้มีเพียงภาระการกู้เงิน หากคือ การพิสูจน์ว่า เงินกู้ก้อนใหญ่จะสามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอมายาวนานได้จริงหรือไม่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตตํ่ากว่าศักยภาพ การลงทุนภาครัฐและเอกชนชะลอตัว ความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่ฐานการผลิตยังพึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นสัดส่วนสูง เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคานํ้ามันโลกจึงกลายเป็นตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรวดเร็ว ทั้งต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และ ดุลบัญชีเดินสะพัด
รัฐบาลจึงเลือกใช้วิธีออกพระราชกำหนดกู้เงิน โดยแบ่งวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาการนำเข้านํ้ามัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
ในเชิงนโยบาย แนวคิดดังกล่าวมีเหตุผลรองรับ เพราะประเทศไทยไม่สามารถควบคุมราคานํ้ามันโลกได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ ลดความเปราะบางของเศรษฐกิจจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า หากสามารถเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ พัฒนาโซลาร์ภาคประชาชน และลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ได้จริง ก็จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยชี้ให้เห็นว่า “การกู้เงิน” ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ “การใช้เงินให้เกิดผล” ต่างหากที่เป็นความท้าทาย
เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนต่อประเทศได้ก็ต่อเมื่อ มีการคัดเลือกโครงการที่เหมาะสม โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และมีตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน เพราะหากเงินกู้ถูกใช้ไปกับโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพใหม่ของเศรษฐกิจ ประเทศจะเหลือเพียงภาระหนี้สาธารณะที่คนรุ่นต่อไปต้องรับผิดชอบ
อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม คือ การลงทุนด้านพลังงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ หากไม่เดินหน้าปฏิรูปกฎระเบียบ ยกระดับทักษะแรงงาน เพิ่มผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงควรถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้น” มากกว่า “จุดสิ้นสุด” สิ่งที่สังคมต้องติดตามไม่ใช่เพียงรัฐบาลกู้เงินได้หรือไม่ แต่คือ รัฐบาลจะใช้เงินกู้ทุกบาทอย่างไร ให้สามารถลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างการลงทุนใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,217 วันที่ 12 - 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569







