
“อะไรเอ่ยคืออะไร!” ฉากที่ 2
“อะไรเอ่ยคืออะไร!” ฉากที่ 2 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย... ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- ใช้สำนวน “อะไรเอ่ยคืออะไร!” เพื่อเตือนให้มองลึกถึงภัยแฝงที่อาจซ่อนอยู่ในเรื่องเล็กน้อย เหมือนการเหยียบตะปูสนิมที่อันตรายแท้จริงคือเชื้อบาดทะยัก
- ในยุค AI มนุษย์ต้องเข้าใจบทบาทและจุดแข็งของตนเองที่เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ จริยธรรม และความฉลาดทางอารมณ์
- เน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณสมบัติเฉพาะตัวของมนุษย์ เช่น อารมณ์ขัน ความเห็นอกเห็นใจ และไหวพริบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้
ผมว่า “อะไรเอ่ยคืออะไร!” กับ The joke is on someone หมายถึงคนตกเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว น่าจะจดจำเอาไว้เงียบๆ ว่า ถ้อยคำสำนวนทั้งสองอาจจะคนละอย่าง แต่แนวทางของปฏิกริยารู้สึกว่าจะคล้ายคลึง คำนำที่เพิ่งจะพึมพำไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรมากมายแต่ก็ไม่ควรจะมองข้าม
คนเราส่วนใหญ่เดินไปเดินมาฝ่าเท้ามักจะไม่เหยียบอะไรง่ายๆ ส่วนมากที่เคยเป็นข่าวบาดเจ็บแบบไม่ล้ม แต่มักจะทรุดลงไปดูว่าเหยียบอะไร ดูแล้วก็แค่รำคาญใจว่าเราเหยียบ “ลูกแม็ก” หรือ “ลวดเย็บกระดาษ” กลับไปถึงบ้านก็เอายาฆ่าเชื้อมาทาแล้วเอาพลาสเตอร์ยามาปิดทับ เจ็บนิดเจ็บหน่อยก็ช่างมัน
ผ่านมาสามวันก็มีอาการชัก หมอส่องดูแล้วแต่ช่วยไม่ทัน เพราะว่า “ลูกแม็ก” มันมี “สนิม ” เกาะแฝงอยู่ เราจะจับสนิมไปเข้าคุกผีกระสือก็คงจะขำ เนื่องจากสิ่งที่มีผลให้ถึงตายแบบตบโต๊ะใต้ตั่งเตียงได้เลยว่า สนิมไม่ได้เจตนาทำอะไรให้ใครสูญเสีย
เหตุที่ทำให้เกิดการเสียสูญมันอยู่ตรงที่ว่า สนิมเหล็กไม่ได้เป็นพิษโดยตรง แต่เขาเป็นพาหะนำเอา “เชื้อบาดทะยัก” แทรกซ้อนเข้ามาแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่ถ้าเราตีแตกว่า “อะไรเอ่ยคืออะไร!” จะฉุกใจว่า “เชื้อบาดทะยัก” ถึงตาย!
ขอบพระคุณที่ผมสอยมุกเอามาจาก AI โดยที่เขาไม่ว่าอะไรผมสักคำ คาดว่าคงจะมีใครปิดสวิทช์เอาไว้ (ฮา)
ออกมาลูกพี่ของ AI เขาแหย่ได้ตรงจุดว่า “ในยุค AI สมองของมนุษย์ทำงานกับอะไรบ้าง!” ผมอยากจะเมาท์เขย่า AI โทษฐานที่มาแย่งงาน แต่ทว่า สำนึกได้ทันเราก็พึ่งพาพัวพันกับเขาอยู่ จะทำอย่างนั้นได้ยังไง จึงไม่ควรฮึกฮัก อกตัญญู ขอโทษนะครับ ผมยังคาใจอีกหนึ่งกูรูว่า หมาในบ้านที่เห่าโฉงเฉงข่มขู่หมานอกบ้าน ครั้นเมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตูให้โอกาสก็หยุดกึกเงียบกริบ ถ้าเป็นหมาผม จะเลหลังเสียให้เข็ด! (อิๆ)
คำตอบสุดฮาของนักเรียนต่อการนอนหลับในห้องเรียน ผมได้มาจากท่าน AI โดย Meta เป็นผู้นำเสนอ
เขาตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า “นักเรียนขี้หลับ” ครูสังเกตเห็นอาการทั้งห้องรู้เห็นชัดเจนว่า ชิกะ เฮอหลับในชั้นเรียน
ครูตะโกนว่า “ชิกะ! ทำไมหนูถึงนอนหลับในห้องเรียนของครู” ชิกะ ลืมตาดูข้างหนึ่งแล้วเธอพูดแบบกันเองกับครูว่า “เพราะเสียงของคุณครูนุ่มนวลกว่าเพลงกล่อมเด็กของแม่หนูค่ะ” (ฮา!) ดูจากคำพูดโดยย่อมากพอที่จะประเมินได้ว่า เธอมีความแตกฉานตามรหัสลับ “อะไรเอ่ยคืออะไร!” ชาวบ้านเขาเรียกว่า “รู้แกว!”
นักปราชญ์จึงมีถ้อยคำมา ซ้ำเตือน! โดยมิได้ ซ้ำเติม! เพราะเท่าที่เป็นอยู่สังคมก็เปลี้ยพอแรงอยู่แล้ว (ฮา)
Guru ขนานแท้ แบแผนให้เราเอา สมองมนุษย์มาทำหน้าที่ กำหนดทิศทาง สร้างโจทย์ และ ตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการอะไร เช่น การสั่งงานด้วยกรอบความคิดที่ถูกต้อง
Guru ขนานทำ กางเส้นทางให้เราจัดเตรียมสร้าง ความคิดสร้างสรรค์ และ นวัตกรรม รู้แนวทางเชื่อมโยงเรื่องราวที่ยังไม่ปะติดปะต่อ อย่ามัวแต่รอเสียงหวอแล้วค่อยมาต่อเข้าด้วยกัน การสร้างไอเดียใหม่ๆ โดนแทรงเฉยเลยเราก็กระอัก อย่าลืม “ชูธงอารมณ์ขัน” ซึ่งก็เป็นรูปแบบที่มีแนวโน้มว่า AI เสียเปรียบเราอยู่พอควร ว่ากันว่า AI ทำได้เพียงแค่เลียนแบบ แต่ก็อย่าลืม “อะไรเอ่ยคืออะไร!” ระวัง “เชื้อบาดทะยัก” อยู่เสมอ
Guru ขนานท้า กล้าโชว์สำแดง จริยธรรม และ การตัดสินใจ โดยคำนึงถึงผลกระทบกระทั่งทางศีลธรรม ด้วยการถนอมความรู้สึกของผู้อื่น และ สถานการณ์ทางสังคม เราอย่าลืมว่าคอมพิวเตอร์ไม่มีความรู้สึกนึกคิด
Guru ขนานทุบ ความฉลาดทางอารมณ์ และ การสร้างความสัมพันธ์ การ เข้าใจ และ รุกเชิงบวก ไปให้ถึงในหัวจิตหัวใจของนานาอริยชน การสร้างแรงบันดาลใจ และ การเจรจาต่อรองบนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ที่ร่ายยาวมานั้น ล้วนเป็น สติการจัดเตรียมความพร้อม และ วิธีสร้างผลงานให้จับต้องได้
ผมชอบมุกนี้เพราะเขามีลีลา คลาสสิก หมายถึง สิ่งที่มีความงดงาม สมบูรณ์แบบ ชั้นเยี่ยม หรือ เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ ใครมองข้าม “คลาสสิก” เป็นไปได้ว่าจะเจอ “คลาดสุข” แปลว่า เคลื่อนจากจุดที่มุ่งหมาย ห่างหายจากกำหนดเวลา ไม่ตรงเป้าเข้ามาช้า ม้าจะคาบไปเคี้ยว (รู้สึกคุ้นๆใช่ไหม…ฮา)
เรื่องนี้ “ส่งท้าย” แต่จะเดินเรื่องด้วยการ “เอาหน้า” มาใช้เบิกทาง วันห้อยท้ายประจำสัปดาห์ อากาศอึมครึมและบรรยากาศในห้องเรียนก็เงียบเหงา ขณะที่ เธอ คือ ครู เดินเข้าไป ช่างสังเกตเห็นว่า หนูน้อยชิกะนั่งเงียบๆ ใบหน้าดูเศร้าหมอง ศีรษะวางอยู่บนแขน
ปกติแล้ว น้องหญิง จะเป็นคนแรกที่ทักทายครู ครูเดินเข้าไปใกล้และกระซิบ น้องหญิง ว่า “อรุณสวัสดิ์นะจ๊ะ ที่รัก” เธอมองขึ้นมาช้าๆ เมื่อครูยิ้มให้เธอ เธอก็ยิ้มตอบอย่างแผ่วเบา หลังเลิกเรียน เธอมาที่โต๊ะของครูและพูดว่า “คุณครูคะ หนูเศร้าเมื่อเช้านี้เพราะคุณแม่ดุหนู แต่พอคุณครูยิ้มให้หนู ความเศร้าก็หายไป
แต่.....เอ๊ะ ขอโทษนะคะ หนูว่าครูกำลังเศร้าซึมอะไรซักอย่าง ใช่หรือเปล่าคะเนี่ย” ครูยิ้มแล้วบอกว่า “ฉันสดชื่นที่เธอยิ้มรับเมื่อตอนเช้า แต่ครูฝันร้ายกลางวัน ครูเอาขนมมาตั้งไว้ที่โต๊ะ ไม่รู้ใครแอบมาจกเอาไปซะแล้ว”
เธอบอกกับครูว่า “ครูไปกับฉันสิคะ เราไปกันเงียบๆ หนูรู้ว่าขนมของครูอยู่ที่ไหน” เธอพาครูให้ไปนั่งรอที่ใต้ต้นไม้ใกล้ริมรั้ว เธอบอกครูว่า “ครูอย่ามองตามนะคะ ประเดี๋ยวเขารู้ว่าหนูช่วยครู หนูจะอยู่ลำบาก”
หายไปครู่เดียวเธอก็เอาขนมมาส่งให้ ครูแปลกใจจึงถามว่า “เธอรู้ได้ไง ใครบอกเธอเหรอ” เธอยิ้มแย้มแล้วรีบบอกครูว่า “พ่อเขามารออยู่ในร้านขนมเพื่อรับหนูกลับบ้าน พ่อเขารู้ว่าครูที่นี่ชอบขนมที่ครูเสียดาย หนูก็คว้าเอามาให้!” ครูก้มลงไปกอดด้วยความพอใจ เธอบอกครูว่า “ครูกอดผิดคนแล้วค่ะ หนูไม่ได้จ่ายตังค์เอง พ่อหนูเป็นคนจัดให้ค่ะ!” (ฮา)
ท่านใดแกะความหมายไม่ออกแสดงว่าทำงานหนัก สงสัยต้องเพิ่ม รีดอกซ์ จะได้หายมึน ควรจะฝึกทบทวนให้คุ้นเคย ผมเองก็เถอะ รู้อยู่เป็นนิสัย บอกกันเสมอว่า อย่าลืม “อะไรเอ่ยคืออะไร!” ระวัง “เชื้อบาดทะยัก”







