
ถอดรหัสลับพืชสมุนไพร บำบัดสมองและกายาองค์รวมของศรีลังกา
ถอดรหัสลับพืชสมุนไพร บำบัดสมองและกายาองค์รวมของศรีลังกา คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- ศาสตร์อายุรเวทของศรีลังกาใช้สมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบองค์รวม โดยเน้นการฟื้นฟูสมอง ความจำ และสมดุลของร่างกาย ผ่านสมุนไพรสำคัญ เช่น ใบบัวบก แปะก๊วย พรมมิ และขมิ้นชัน
- การแพทย์แผนศรีลังกาให้ความสำคัญกับการจัด “ตำรับยา” ที่ผสมสมุนไพรหลายชนิดให้ทำงานร่วมกัน (Synergy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดผลข้างเคียง และช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารสำคัญได้ดีกว่าการใช้สมุนไพรชนิดเดียว
- การดูแลสุขภาพแบบ Wellness ของศรีลังกาผสานการใช้สมุนไพรกับการบำบัด เช่น โลงอบสมุนไพร การนวดน้ำมัน และอโรมาเธอราพี เพื่อช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ส่งเสริมการนอนหลับ ลดความเครียด และสนับสนุนการฟื้นฟูสมองและร่างกายของผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน
ในช่วงหนึ่งของการดูงานที่ศรีลังกา ที่ทางสถานทูตไทยในศรีลังกาจัดให้ผมไปดูงานด้าน Wellness and Hospitality ผมได้ไปดูงานที่สถานดูแลผู้สูงวัยด้วยสมุนไพรธรรมชาติของ AYUWANNA ซึ่งทางเจ้าภาพเขาได้เชิญเราไปเดินดูพืชสมุนไพร ที่เขานำมาดูแลรักษา ส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกับพืชสมุนไพรที่บ้านเรามีอยู่อย่างดาษดื่น เหตุผลเพราะศรีลังกากับไทยเราอยู่ในโซนเดียวกับนั่นเองครับ และเหตุผลที่เขาใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรคมายาวนานกว่าร้อยปี ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากเขาได้รับวัฒนธรรมอินเดียเป็นหลักนั่นเองครับ
เราทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สูงวัย การเปลี่ยนแปลงของร่างกายย่อมเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อวัยวะและระบบการทำงานต่าง ๆ ก็เริ่มเสื่อมถอยลง มวลกล้ามเนื้อและพละกำลังลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่จะตามมาและสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้สูงวัย รวมถึงผู้ดูแลมากที่สุด มักหนีไม่พ้นเรื่องของระบบประสาท ความจำ และสมรรถภาพทางกาย แต่ในยุคปัจจุบันที่การแพทย์แผนตะวันตก มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก ทว่ายังมีผู้คนจำนวนหนึ่งกลับเริ่มหันมาให้ความสนใจในศาสตร์ทางเลือก อย่าง “สมุนไพรและแพทย์แผนตะวันออก” เหตุผลอาจจะเนื่องจากสมุนไพรมีคุณลักษณะบำบัดที่นุ่มนวล ละมุนละไม และมุ่งเน้นการปรับสมดุลจากภายในสู่ภายนอก เพื่อผลลัพธ์ระยะยาวที่เป็นธรรมชาตินั่นเองครับ
บทบาทของพืชสมุนไพรในการฟื้นฟูและปกป้องสมองผู้สูงวัย ระบบสมองและความจำเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้น ๆ ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เมื่อเซลล์สมองและการไหลเวียนโลหิตส่วนปลายลดลง อาการหลงลืมหรือความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ย่อมทวีคูณขึ้น การนำพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์จำเพาะ เข้ามาช่วยประคับประคอง จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถแบ่งสมุนไพรระดับแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้คือ
ตัวแรกคือ ใบบัวบก (Gotu Kola) ขุมทรัพย์บำรุงประสาทแบบไทย ๆ ในตำรับยาไทยมักรู้จักใบบัวบกในแง่การแก้ช้ำใน แต่ในทางอายุรเวทและแพทย์แผนไทยระดับลึก หรือในศรีลังกา เขาถือว่าใบบัวบกเป็น “อาหารสมอง” ชั้นยอด เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณสูง มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในเส้นเลือดฝอย ที่นำพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้ระบบความจำมีประสิทธิภาพดีขึ้น ชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาทได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกตัวหนึ่งคือ แปะก๊วย (Ginkgo Biloba) ราชาแห่งการเพิ่มการไหลเวียนเลือดสมุนไพรจีน ที่แพร่หลายระดับสากล มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับอย่างหนาหูว่าเด่นชัดที่สุด ในเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และการไหลเวียนของกระแสเลือดในสมอง ช่วยให้สมองเกิดความตื่นตัว เพิ่มสมาธิ และช่วยฟื้นฟูความจำระยะสั้นในผู้สูงอายุได้อย่างดีเยี่ยม
ต่อมาอีกตัวคือ พรมมิ (Bacopa / Brahmi) อัศวินฟื้นฟูความทรงจำ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมายาวนาน ทั้งในศาสตร์อายุรเวทของอินเดียและศรีลังกา ปัจจุบันได้รับความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่อย่างมาก “พรมมิ” มีคุณสมบัติเด่นในการปกป้องเซลล์สมอง จากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่ และที่สำคัญคือมีฤทธิ์ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล ซึ่งเป็นปัจจัยขัดขวางการทำงานอันสมบูรณ์ของสมองผู้สูงอายุ
อีกตัวหนึ่งที่ทั้งไทยและศรีลังกานิยมกันมาก คือ ขมิ้นชัน (Turmeric) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันโรคสมองเสื่อม สารเคอร์คูมิน (Curcumin) ในขมิ้นชัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ทรงพลัง เทียบเคียงได้กับยาแผนปัจจุบันบางชนิด งานวิจัยระดับโมเลกุลพบว่า สารสกัดขมิ้นชันสามารถเข้าขัดขวางและลดการสะสมของโปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid protein) หรือ “พลัค” ในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุต้น ๆ ของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ครับ
จากการบอกเล่าของแพทย์ที่ประจำอยู่ที่ AYUWANNA ท่านเล่าว่า บ่อยครั้งที่ผู้บริโภคยุคใหม่มักเข้าใจผิดว่า การเลือกรับประทานสมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่ง ในรูปแบบ “พืชสมุนไพรเชิงเดี่ยว” (Single Herb) ในปริมาณมาก ๆ จะให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีและรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงของศาสตร์การแพทย์แผนตะวันออกนั้น การทานพืชสมุนไพรเชิงเดี่ยวต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างคาดไม่ถึง เนื่องจากสมุนไพรแต่ละชนิด มีรสยาและความร้อน-เย็นของธาตุที่ต่างกัน การรับประทานตัวเดียวเดี่ยว ๆ อาจทำให้ไฟธาตุในร่างกายแปรปรวน เช่น การทานสมุนไพรฤทธิ์เย็นจัด เพื่อลดความดันโลหิตนานเกินไป อาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารอ่อนแอ ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือมือเท้าเย็นเฉียบได้อย่างคาดไม่ถึงครับ
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง หัวใจสำคัญของแพทย์แผนศรีลังกาและอายุรเวท จึงอยู่ที่ “การตั้งตำรับยา” ซึ่งมีโครงสร้างการทำงานร่วมกันของสมุนไพร เปรียบเสมือนกลไกที่สมบูรณ์แบบ ดังนี้ ยาหลัก (King) ทำหน้าที่มุ่งตรงไปรักษาหรือฟื้นฟูรอยโรคหลัก เช่น พรมมิ หรือ บัวบก เพื่อบำรุงสมองยารอง หรือ ยาช่วย (Queen/Minister) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของยาหลัก ให้เห็นผลเด่นชัดยิ่งขึ้น ต่อมาก็คือ ยาคุมฤทธิ์ หรือ ยาลดพิษ (Assistant) ทำหน้าที่ในการหักล้างฤทธิ์ข้างเคียงของยาหลัก ไม่ให้ทำลายสมดุลส่วนอื่น ยังมี ยานำพา (Messenger) ทำหน้าที่นำพาสารสำคัญและตัวยาทั้งหมด มุ่งตรงเข้าสู่ระบบที่ต้องการบำบัด เช่น ระบบประสาท หรือหัวใจ เป็นต้นครับ
ตัวอย่างของการผสานฤทธิ์ (Synergy Effect) สารเคอร์คูมินในขมิ้นชันนั้น ร่างกายมนุษย์จะดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้ยากมาก แต่เมื่อขมิ้นชันถูกจัดเข้าตำรับร่วมกับ “พริกไทยดำ” สารพิเพอรีน (Piperine) ในพริกไทยดำจะช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมของขมิ้นชัน เข้าสู่กระแสเลือดได้มากกว่าเดิมถึงสองพันเท่าตัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมยาแผนไทยหรือยาแผนศรีลังกา จึงต้องใส่สมุนไพรหลายชนิดร่วมกัน เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของศาสตร์ยาสมุนไพรในยุคปัจจุบันรูปแบบสมุนไพรข้อดี จุดเด่น ข้อจำกัด และข้อควรระวังยาตำรับดั้งเดิมแบบปลอดภัยสูง มีความสมดุลในตัวเอง มีตัวยาช่วยคุมฤทธิ์และลดผลข้างเคียงต่อตับและไต ร่างกายดูดซึมได้ง่ายในรูปแบบน้ำต้มรับประทานยากเนื่องจากมีรสขม ฝาด หรือกลิ่นฉุน จัดเก็บรักษายากหากมีความชื้น และควบคุมปริมาณสารสำคัญให้คงที่ได้ยากกว่าสารสกัดเชิงเดี่ยวมาตรฐาน(Standardized Extract)เห็นผลลัพธ์ชัดเจน รวดเร็ว มีการควบคุมโดสและปริมาณสารสำคัญอย่างแม่นยำ รับประทานง่ายในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลมีความใกล้เคียงยาเคมีแผนปัจจุบัน เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงหากได้รับเกินขนาด และมีโอกาสทำปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบันสูง
อีกประการหนึ่งที่ผมได้เห็น ในสถานบริการ Wellness ของศรีลังกากับการใช้นวัตกรรม “โรงอบสมุนไพร” จากการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถานบำบัดอายุรเวทชื่อดัง AYUWANNA นำมาซึ่งความเข้าใจลึกซึ้ง เกี่ยวกับการบำบัดโรคทางกายและสมองแบบองค์รวมอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการใช้ยาสมุนไพรหลายขนานร่วมกันเพื่อปรับสมดุลธาตุ “วาตะ” (ธาตุลม) ซึ่งมักกำเริบในผู้สูงอายุ ส่งผลให้นอนไม่หลับ หลงลืมง่าย และปวดข้อ สิ่งที่น่าทึ่งและสร้างความฉงนแก่นักท่องเที่ยว และผู้แสวงหาการบำบัดก็คือ “โรงอบสมุนไพร” หรือ บาสปา สเวดานา (Baspa Svedana) แม้ว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะมีลักษณะคล้ายกล่องไม้สี่เหลี่ยมยาวพอดีตัว จนดูน่ากลัวในสายตาแรกเห็น ทว่าในทางอายุรเวทวิทยา นี่คือเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ตามหลักสรีรศาสตร์และวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างแท้จริง การทำงานของโรงอบสมุนไพร มีจุดเด่นหลักคือ การปกป้องอวัยวะส่วนบน (ศีรษะและดวงตา) ตามตำราอายุรเวท ศีรษะและดวงตาของผู้สูงอายุไม่ควรสัมผัสความร้อนโดยตรง เพราะจะทำให้ธาตุไฟกำเริบ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือความดันโลหิตแปรปรวน โลงอบสมุนไพรจึงออกแบบให้ผู้ป่วยนอนราบ สูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอกโดยให้ศีรษะอยู่พ้นตัวกล่อง ในขณะที่ร่างกาย ตั้งแต่ลำคอลงไปถูกปิดล้อมอยู่ภายใน เพื่อรับไอน้ำสมุนไพรเข้มข้น กระบวนการเปิดผิวและขับสารพิษตกค้าง (Ama) ก่อนการเข้าตู้ ผู้ป่วยจะได้รับการนวดด้วยน้ำมันสมุนไพรอุ่น ๆ (Abhyanga) ทั่วร่างกาย จากนั้นไอความร้อนจากการต้มเคี่ยวยาสมุนไพรในโลงอบ จะช่วยเปิดรูขุมขนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้น้ำมันสมุนไพรที่เคลือบผิวอยู่ สามารถซึมลึกเข้าสู่ชั้นผิวหนังและกระแสเลือดได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกลไกการย่อยของกระเพาะอาหารที่เสื่อมถอยของผู้สูงวัย ในขณะเดียวกัน ความร้อนจะกระตุ้นการหลั่งเหงื่อ เพื่อขับสารพิษและของเสียที่ตกค้างในเนื้อเยื่อลึกออกมา ผลลัพธ์เชิงบวกต่อสมองส่วนลึก กลิ่นบำบัดของสมุนไพร (Aromatherapy) และความร้อนที่พอเหมาะ จะส่งสัญญาณผ่านระบบประสาทสัมผัสไปผ่อนคลายระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข ลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถนอนหลับได้อย่างลึกและมีคุณภาพ ซึ่งกลไกการหลับลึกนี้เองที่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่สมองจะทำการล้างขยะและสารพิษสะสม ป้องกันการเกิดโรคความจำเสื่อมได้อย่างดีเยี่ยม
จะเห็นว่าการดูแลรักษาสมรรถภาพ และสมองของผู้สูงวัยด้วยพืชสมุนไพร ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกหยิบพืชชนิดใดชนิดหนึ่งมาต้มดื่ม แต่คือศาสตร์แห่งความสมดุล และการเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย การเรียนรู้ข้อดีของการใช้ยาตำรับ ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ตลอดจนการเปิดรับวิทยาการบำบัดระดับโลก อย่างระบบ Wellness อายุรเวทจากศรีลังกา ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยให้เราสามารถนำพลังจากธรรมชาติ มาปกป้องและฟื้นฟูคนที่เรารัก ให้สามารถก้าวผ่านวัยชราไปได้อย่างสง่างาม แข็งแรง ทั้งทางกายาและสติปัญญาอย่างยั่งยืนครับ







