
ลดเค็มให้ได้ผล: มาตรการทางราคากับสุขภาพคนไทย
ลดเค็มให้ได้ผล: มาตรการทางราคากับสุขภาพคนไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สวรัย บุณยมานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4114
KEY
POINTS
- คนไทยบริโภคโซเดียมสูงกว่าเกณฑ์แนะนำเกือบ 2 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้น
- มีการเสนอ "มาตรการทางราคา" หรือ ภาษีโซเดียม เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าโซเดียมสูง และกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์
- ผลการศึกษาชี้ว่ามาตรการทางภาษีเหมาะสมกับสินค้ากลุ่ม "ขนมขบเคี้ยว" ที่ผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา แต่ต้องใช้ความระมัดระวังกับ "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" และ "เครื่องปรุงรส" ซึ่งอาจต้องใช้มาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษีร่วมด้วย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (longevity) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การมีโภชนาการที่ดี การนอนหลับที่เพียงพอ รวมถึงการจัดการความเครียด สะท้อนผ่านมูลค่าของเศรษฐกิจสุขภาวะ (wellness economy) ทั่วโลก ซึ่ง Global Wellness Institute ประมาณการว่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 หรือ คิดเป็นร้อยละ 6.12 ของ GDP โลก
ประเทศไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนี้เช่นกัน เศรษฐกิจสุขภาวะของไทย มีมูลค่าประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก และหากคิดต่อจำนวนประชากร พบว่า คนไทยมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาวะโดยเฉลี่ย 596 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี อยู่ในอันดับที่ 84 ของโลก
ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กลับมีข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า คนไทยบริโภคโซเดียมเกินกว่าปริมาณที่แนะนำเกือบ 2 เท่า รายงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันของคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 3,650 มิลลิกรัม โดยผู้ชายมีค่าเฉลี่ย 3,689 มิลลิกรัม และผู้หญิงมีค่าเฉลี่ย 3,615 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) แนะนำไว้ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเกลือไม่เกิน 5 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 15-44 ปี เป็นกลุ่มที่มีค่าเฉลี่ยการบริโภคโซเดียมต่อวันสูงที่สุด
แม้โซเดียมจะมีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และ โรคไตเรื้อรัง
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคแสดงให้เห็นว่า จำนวนคนไทยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นจาก 8.9 ล้านคน ในปี 2565 เป็น 10.3 ล้านคน ในปี 2567 ขณะที่ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคน เป็น 2.2 ล้านคน และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มจาก 1.6 ล้านคน เป็น 2.3 ล้านคน ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนถึงภาระโรคและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ เครือข่ายลดบริโภคเค็มยังชี้ให้เห็นว่า อาหารที่คนไทยนิยมรับประทานจำนวนมากมีปริมาณโซเดียมสูง เช่น ส้มตำปูปลาร้า ที่มีปริมาณโซเดียม สูงถึง 2,900 มิลลิกรัมต่อจาน ก๋วยเตี๋ยวที่มีปริมาณโซเดียมประมาณ 1,300 -2,800 มิลลิกรัมต่อจาน และแกงต่าง ๆ ที่มีโซเดียมประมาณ 1,400-4,400 มิลลิกรัมต่อจาน กล่าวได้ว่า การบริโภคอาหารเหล่านี้เพียง 1 มื้อ อาจทำให้ได้รับปริมาณโซเดียมเกินกว่าปริมาณที่แนะนำสำหรับทั้งวัน
พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทย ที่นิยมอาหารรสจัด หรือ รสแซ่บ มักมาพร้อมกับการใช้เครื่องปรุงและซอสปรุงรสในปริมาณมาก ขณะเดียวกันอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น บะหมี่ และ โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรือ อาหารกระป๋อง ก็เข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และ มีราคาไม่สูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อการลดการบริโภคโซเดียมในระดับประชากรได้
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาใช้ “มาตรการทางราคา” ผ่านการเก็บภาษีอาหาร หรือ เครื่องดื่ม ที่มีโซเดียมในปริมาณสูง เช่น ฮังการี ฟีจี เม็กซิโก ตองกา และ เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์
มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ หรือผลักภาระไปยังผู้บริโภค แต่เป็นการทำให้ราคาสินค้าสะท้อนต้นทุนทางสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง จูงใจให้ผู้บริโภคลดการบริโภคสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ หากจะนำภาษีโซเดียมมาใช้เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เอื้อต่อสุขภาพมากขึ้น ภาษีดังกล่าวจะได้ผลเพียงใด การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะ “ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา” (price elasticity of demand) ซึ่งช่วยบอกว่า เมื่อราคาสินค้าที่มีโซเดียมสูงเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคจะลดการบริโภคสินค้านั้นมากน้อยเท่าไร และจะหันไปบริโภคสินค้าอื่นทดแทนหรือไม่
ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้วิเคราะห์ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาของสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม 13 กลุ่ม โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2562 และปี 2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับข้อมูลราคาอาหารและเครื่องดื่มกว่า 1,300 ชนิด
เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูง ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และ เครื่องปรุงรส พบว่า ขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการตอบสนองต่อราคาสูงที่สุด กล่าวคือ หากราคาขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้การบริโภคลดลงร้อยละ 2.12-2.73 ในทางตรงกันข้าม เครื่องปรุงรสเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่ำกว่า โดยหากราคาสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะทำให้การบริโภคลดลงเพียง 0.88-0.92
สำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้น การตอบสนองต่อราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2562 และปี 2566 กล่าวคือ ในปี 2562 การเพิ่มขึ้นของราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้อยละ 1 ส่งผลให้การบริโภคลดลงร้อยละ 0.88 ขณะที่ในปี 2566 ผลกระทบดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.63 หรือ เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า แสดงให้เห็นว่าสินค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น
การศึกษาชี้ให้เห็นว่า เมื่อราคาขนมขบเคี้ยว และ เครื่องปรุงรส เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มปรับไปบริโภคสินค้าชนิดอื่นทดแทนในระดับปานกลาง ตรงกันข้ามกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่พบว่า แม้ว่าราคาจะเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคหันไปบริโภคสินค้าอื่นทดแทนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ การศึกษายังนำเสนอ “ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายจ่าย” (expenditure elasticity of demand) เพื่อแสดงว่า เมื่อครัวเรือนมีรายจ่ายรวมสำหรับอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น การบริโภคสินค้าแต่ละกลุ่มจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
โดยพบว่า ขนมขบเคี้ยวมีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าฟุ่มเฟือย กล่าวคือ เมื่อรายจ่ายรวมของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 การบริโภคขนมขบเคี้ยวจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 1 ขณะที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ เครื่องปรุงรส มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าจำเป็นมากกว่า โดยเฉพาะเครื่องปรุงรส ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน และมีข้อจำกัดด้านปริมาณการใช้ แม้ครัวเรือนจะมีรายจ่ายรวมเพิ่มขึ้น การบริโภคเครื่องปรุงรสก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยนี้คือ ภาษีโซเดียมเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยปรับแรงจูงใจในการลดการบริโภคสินค้าที่มีโซเดียมสูง แต่การออกแบบนโยบาย จำเป็นต้องพิจารณาลักษณะของสินค้า การตอบสนองของผู้บริโภค และผลกระทบต่อครัวเรือนแต่ละกลุ่ม ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกันกับสินค้าทุกประเภท
ขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่เหมาะสมที่สุด สำหรับมาตรการทางภาษี เนื่องจากผู้บริโภคตอบสนองต่อราคาค่อนข้างมาก และมีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าฟุ่มเฟือย ในทางตรงกันข้าม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ เครื่องปรุงรส ต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่า โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าจำเป็น และเกี่ยวข้องกับภาระค่าครองชีพของครัวเรือนบางกลุ่ม
ดังนั้น การลดโซเดียมในสินค้ากลุ่มนี้ อาจเหมาะกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากกว่า เช่น การปรับสูตรผลิตภัณฑ์ การกำหนดเกณฑ์ปริมาณโซเดียม การใช้ฉลากโภชนาการด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของนโยบาย ไม่ใช่เพียงการเก็บภาษี แต่คือ การทำให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียม เจ็บป่วยน้อยลง และมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
เอกสารอ้างอิง: ปภัศร ชัยวัฒน์, นันทรัตน์ ตั้งวิฑูรธรรม, และสวรัย บุณยมานนท์ (2569). โครงการศึกษาความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของกลุ่มอาหารที่มีโซเดียมในตลาดประเทศไทย: กรณีศึกษาอาหารประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมที่ทำจากแป้ง. ศูนย์ศึกษานโยบายเพื่อการพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. [รายงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)].
เริงฤดี ปธานวนิช (บ.ก.) (2568). รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
Johnston, K. (2026). The Global Wellness Economy: Country Rankings (2019-2024). Global Wellness Institute. https://globalwellnessinstitute.org/2026-the-global-wellness-economy-country-rankings/
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สวรัย บุณยมานนท์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4114







