thansettakij
thansettakij
ปราบฮ่อ 2

ปราบฮ่อ 2

02 ก.ค. 69 | 07:55 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 69 | 08:02 น.

ปราบฮ่อ 2 บทเรียนสงคราม พระราชปรีชาญาณ และศึกที่ไม่ได้รบด้วยดาบเพียงอย่างเดียว คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • พระบรมราโชวาทข้อ 9 - 16 เน้นการรับมือศัตรูอย่างรอบคอบ ไม่หลงเชื่อข่าวลือ จัดการผู้ยอมสวามิภักดิ์อย่างเหมาะสม ประสานการทำงานระหว่างกองทัพ กำหนดลำดับผู้บังคับบัญชา แยกอำนาจฝ่ายทหารและฝ่ายปกครอง และให้รายงานสถานการณ์ถึงกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง
  • หลังการปราบฮ่อ ภารกิจไม่ได้สิ้นสุดที่การรบ แต่รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ ดูแลความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการทำมาหากินของราษฎร รักษาเขตแดน และดำเนินงานของกองทัพทั้งสองให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
  • การปฏิบัติการปราบฮ่อเผชิญอุปสรรคด้านการทุจริตและการส่งกำลังบำรุง ขณะเดียวกันมีการจัดสร้างเหรียญปราบฮ่อเพื่อพระราชทานแก่ผู้เข้าร่วมสงครามตามจำนวนครั้งที่ปฏิบัติการ และรูปแบบของเหรียญได้เป็นต้นแบบของวัตถุมงคลในยุคต่อมา

สัปดาห์ที่แล้วพาคุณผู้อ่านไปประทับใจในพระบรมราโชวาท 16 ข้อที่พระราชทานให้ไว้กับแม่ทัพไทยทั้งสองก่อนที่จะออกเดินทางไปปราบฮ่อ บรรยายมาได้ถึงข้อที่แปดคราวนี้ก็ต่อเนื่องกันในข้อที่เก้า

ข้อเก้า …ถ้าพวกฮ่อยอมเข้าสวามิภักดิ์โดยดีเป็นที่เชื่อได้ว่ามิใช่เป็นอุบายหลอกลวง ไม่แลเห็นว่าต้องอยู่เป็นไพร่บ้านพลเมืองปกติได้เพราะพวกฮ่อนี้ไม่เคยทำการเลี้ยงชีวิตเหมือนราษฎรอื่นทั้งปวงคงจะก่อการจลาจลให้ต้องปราบปรามอีกร่ำไป ต้องผ่อนเข้ามาไว้ในหัวเมืองชั้นในอย่าให้คุมกันติด…ข้อนี้ชี้ประเด็นให้เห็นชัดเจนว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงชำนาญการศึกและเล่ห์กลต่างๆในยุทธการสงคราม การเข้ายอมสวามิภักดิ์อาจมาโดยจำเป็นหรืออาจมาโดยเล่ห์กล ก็เป็นไปได้การใช้เล่ห์กลทำทีเป็นสวามิภักดิ์ก็ใช้กันมาตั้งแต่โบราณผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ วัสสการพราหมณ์ เฆี่ยนหลังตัวเอง แสร้งสร้างวางกล!ส่วนการกระทำประเภทที่เรียกว่าไม่ทำมาหากิน วันวันคอยจ้องแต่จะใช้ส้องเสพสมบัติของคนอื่น อันนี้เป็นปัญหาในการรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารรัฐกิจเป็นอย่างยิ่ง

สมัยนี้ผู้คนรังเกียจกันถึงกันว่าเหยียดกันหรือว่าบุลลี่กันเป็นเรื่องไม่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ 55 การที่ฝ่ายฮ่อถูกมองว่าไม่ทำมาหากิน มันก็ดันเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์กันได้ว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับคนที่เขาสุจริต ส่งผลให้การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเกิดขึ้นไม่ได้เพราะลักษณะนิสัยประเภทนี้จึงทรงวางแนวทางแก้ไข ซึ่งสืบต่อมาจากข้อก่อนๆว่าไม่มีพระราชประสงค์ให้ฆ่าใคร แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็ต้องบริหารจัดการ

ข้อสิบ…ข่าวลือซึ่งประมาณการกันไปว่าจีนหรือฝรั่งเศสเข้ามาช่วยฮ่อ อันนี้แหละเห็นว่าไม่น่าจะจริงต้องไต่สวนให้ดีก่อนถึงจะเชื่อไม่เช่นนั้นจะถูกล่อลวงให้เสียกำลังเมื่อฝ่ายเราขึ้นไปพอจะปราบปรามได้ต้องทำการให้เต็มมืออย่าท้อใจว่าเป็นการรบกับจีนหรือรบกับฝรั่งเศสเพราะเราทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายศัตรูในแผ่นดินสยาม ไม่มีชาติใดจะว่าได้โดยทางธรรมแต่ถ้ามีชาติอื่นเข้าช่วยหรือกำลัง ให้มีใบบอกส่งมากรุงเทพ อย่าเพิ่งถอยทัพลงมาทีเสียทีเดียว…

ปราบฮ่อ 2

ข้อนี้ชี้ให้เห็นชัดว่าการปฏิบัติการทางจิตวิทยาในการรบนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ การทำข่าวลวง การข่มขวัญด้วยเรื่องที่เป็นข่าวลือเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและผู้ใดเมื่อเชื่อในข่าวลือนั้นไปแล้วคราวนี้ก็จะเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติราชการสงคราม ใจเสีย มืออ่อน ออมมือ สิ่งเลวร้าย จะไปถึงขั้นการถอยทัพหนีได้

แวะพักบรรทัดนี้เพื่ออนุสรณ์คำนึงถึงว่ากฎอัยการศึกในสมัยโบราณเกี่ยวกับการถอยทัพ/ถอนทัพ/หนีทัพ มีความรุนแรง เรียกว่า พระอัยการกบฎศึกและแม้กระทั่งยังใช้งานมาอยู่จนปัจจุบันนี้ยังมีข้อหาที่ว่าผู้ใดหนีทัพนั้นจะต้องถูกประหารชีวิตเพราะตรรกะมีอยู่ง่ายมากก็คือว่า ภารกิจคือต้องออกไปรบปะทะกับเขา ต้องเสี่ยงสละชีวิตอยู่แล้วถ้ามีการหนีทัพเพื่อไม่ต้องรบกับเขา ระบบต่อต้านแรงจูงใจในงานนี้ก็มีอย่างเดียวก็คือตายเหมือนกัน ฉะนั้นแล้วไหนๆก็ตายอยู่ดีถ้าถอยหลังกลับมาก็ตายก็สู้ไปตายด่านหน้าดีกว่า ยังมีสวัสดิการและเกียรติยศยังได้ติดตัวมามากกว่า_ดังนี้

ส่วนกรรมวิธีการประหารเวลาทำผิดพระอัยการกบฏศึกมีความน่ากลัวน่าสยดสยองมากกว่าการตายจากฝีมือข้าศึกตะลุมบอนมาก เช่น 1. ให้ต่อยกระบานศีศะเลิกออกเสีย แล้วเอาคีมคีบก้อนเหลก (เหล็ก) แดงใหญ่ใส่ลง ให้มันสะหมองศีศะพลุ่งฟูขึ้น ดังม่อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม 2. ให้ตัดแต่หนังจำระเบื้องหน้า ถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหูทั้งสองข้าง เป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเปนกำหนด แล้วเทมุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น เอาท่อนไม้สอดเข้าข้าละคนโยกถอน คลอนสัน เพิกหนังทั้งผม นั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบ ขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์ (โทษนี้คือ ถลกหนังหัวนั่นเอง- อินเดียนแดงพวกเผ่าโหดๆ ควรชิดซ้าย เพราะของเราเอาทรายขัดกะโหลกให้ขาวงามเป็นหอยสังข์ให้ด้วย) 3. ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้แล้วตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่งเอาปากสิ่วอันคมนั้นแสะแหวะฝาปาก จนหมวกหูทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลอออกเตมปาก

4. เอาผ้าชุ่มน้ำมันพันให้ทั่วกายแล้วเอาเพลิงจุด 5. ให้เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว แล้วเอาเพลิงจุด 6. เชือดเนื้อให้เปนแร่ง เปนริ้ว อย่าให้ขาด ให้เนื่องด้วยหนังตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้า แล้วเอาเชือกผูกจำให้เดิรเหยียบย้ำริ้วเนื้อ ริ้วหนัง แห่งตน ให้ฉุดคร่าให้เดิรไปจนกว่าจะตาย7. เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเปนแร่ง เปนริ้ว ลงมาถึงข้อเท้า กระทำเนื้อเบื้องบนนั้นให้เปนริ้วตกปกคลุมลงมาเหมือน นุ่งผ้าคากรอง 8. เอาห่วงเหลกสวมข้อสอกทั้งสองข้าง ข้อเข่า (ข้อเข่า) ทั้งสองข้าง ให้หมั้น (ให้มั่น) แล้วเอาหลักเหลกสอดลงในวงเหลกแย่งขึ้นตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้แล้วเอาเพลิงลนให้รอบตัวกว่าจะตาย 9. เอาเบดใหญ่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วกาย เพิกหนังเนื้อแลเอนน้อย เอนใหญ่ (เอ็นน้อย, ใหญ่) ให้หลุดขาดออกมากว่าจะตาย

ปราบฮ่อ 2

10. ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกมาจากกาย แต่ทีละตำลึงกว่าจะสิ้นมังสะ 11. ให้แล่สับฟันทั่วกายแล้วเอาแปรงหวีชุบน้ำแสบ (น้ำเกลือ) กรีดครูดขุดเชาะหนังแลเนื้อแลเอนน้อย เอนใหญ่ ให้ลอกออกมาให้สิ้น ให้อยู่แต่ร่างกระดูก 12. ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้ว ให้เอาหลาวเหลก ตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดิน แล้วจับเท้าทั้งสองหัน เวียนไปดังบุทคลทำบังเวียน 13. ทำมิให้เนื้อพังหนังขาด เอาลูกศีลาบดทุบกระดูกให้แหลกย่อยแล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลง กระทำให้เนื้อ เปนกองเปนลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ ทำดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งวางไว้เชดเท้า (โอ่ย) 14. เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วรดสาดลงมาแต่ศีศะกว่าจะตาย

15. ให้กักขังสูนักขร้าย (หมาดุ) ทั้งหลายไว้ ไห้อดอาหารหลายวันให้เตมหยาก แล้วปล่อยออกให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่าง กระดูกเปล่า 16. ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ 17. ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ กว่าจะตาย 18. ให้ขุดหลุมฝั่งเพียงเอว แล้วเอาฟากปกลง คลอกด้วยเพลิงภอหนังไหม้ แล้วไถด้วยไถเหลก ให้เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่ เป็นริ้วน้อย ริ้วใหญ่ 19. ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมันเหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตนเอง 20. ให้ตีด้วยไม้ตะบองสั้น (หรือ) ไม้ตะบองยาว เปนต้น 21. ให้ทวนด้วยไม้หวายทั้งหนาม

แม้ตอนท้ายของกฎหมายยัง เมตตากำหนดให้เลือกลงโทษเพียงสถานเดียว ก็สู้ไปโดนข้าศึกมันฟันตายซะทีสองทียังจะดีเสียกว่าหนีมาโดนอะไรแบบนี้!! .. กลับมาที่พระบรมราโชวาท

ข้อสิบเอ็ด …เมื่อเวลาไล่ฮ่อไปถึงเขตแดนแล้วถ้าฝรั่งเศสมาว่ากล่าวเรื่องเขตแดนประการใดให้โต้ตอบว่าเรื่องนี้ทางกรุงเทพได้ปรึกษากับท่านทูตฝรั่งเศสแล้วว่าเขตแดนข้างไหนเป็นของใครให้ทำแผนที่กันไว้จะได้ปรึกษาแบ่งปันกันต่อไป ไม่ควรคิดแย่งชิงกันให้ต่างคนต่างรักษาไว้โดยทางไมตรีเหมือนช่วยกันรักษาไปก่อนว่าจะตกลงแน่นอนเพียงใดแล้วจึงถอนคนเข้ามาตามแดนที่ได้ตกลงกัน…

ข้อสิบสอง …กองทัพที่ยกไปครั้งนี้เป็นสองกองตามที่หมายว่าห้อจะแยกกันอยู่เป็นสองตำบล ก็ถ้ากองทัพฝ่ายหนึ่งปราบปรามฮ่อแล้วสำเร็จได้โดยเร็วแต่อีกฝ่ายหนึ่งยังทำการไม่สำเร็จเมื่อควรจะช่วยกันทำการซึ่งยังไม่สำเร็จนั้นก็ให้ช่วยกันทำให้สำเร็จ ถ้าหากว่าไม่ต้องช่วยเหลือกัน กองซึ่งว่างเปล่าอยู่นั้นให้ตรวจตราภูมิบ้านเมืองจัดการให้ราษฎรได้ตั้งทำมา หากินอยู่เป็นสุขช่วยพนักงานแผนที่ให้ได้ทำตลอดไปในเขตแดนซึ่งได้ปราบปรามเรียบร้อยแล้วตามเวลาที่จะทำได้ ถ้าปราบปรามศัตรูราบคาบแล้วพร้อมกันทั้งสองกองก็ให้ทั้งสองกองจัดการรักษาเขตแดนบ้านเมืองให้การรับรู้ ถึงกันให้พร้อมกันโดยตลอดอย่าให้เป็นฝ่ายหนึ่งจัดการอย่างหนึ่งฝ่ายหนึ่งจัดการอีกอย่างหนึ่งได้ …

ข้อนี้เป็นพระบรมราโชบายที่ชัดเจนมากว่าภารกิจการงานครานี้ไม่ใช่แค่ไปปราบปรามหรือขับไล่พวกฮ่อออกจากพื้นที่แต่ยังจะต้องจัดแจงสถานการณ์ต่างๆให้เรียบร้อยในทางมหาดไทย ต่ออีกให้ผู้คนทำมาให้ผู้คนทำมาหากินได้บำบัดทุกข์บำรุงสุขและในเวลาเดียวกันก็ทรงเห็นว่าอาจจะมีข้อขัดแย้งในนโยบายหรือในแนวทางการปกครองบ้านเมืองหรือการจัดการกวดขันให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยที่ได้จากกองทัพแต่ละฝ่ายที่ข้อมูลหรือแนวปฏิบัติอาจไม่ตรงกันและอยู่ห่างไกลกัน จำเป็นจะต้องดำเนินการให้ทุกอย่างมีความสอดคล้องกันไม่ขัดแย้งกันเอง เป็นอันหนึ่งอันเดียว

ข้อสิบสาม …ถ้ากองทัพฝ่ายหนึ่งปราบฮ่อได้ในเขตแดนของตัวแล้วห้ามอย่าให้กองทัพที่ทำสำเร็จถอยร่นกลับมาเป็นอันขาดให้ตั้งมั่นจัดการบ้านเมืองอยู่แล้วฟังข่าวคราวของอีกกองหนึ่งขอให้ไปช่วย ถ้าเป็นการจำเป็นก็ไปให้ยกไปช่วยโดยทันทีเมื่อการปราบปรามสงบเรียบร้อยให้สองฝ่ายปรึกษากันเห็นควรถอยทัพลงมาให้ถอยพร้อมกันโดยไม่ต้องมีใบบอกลงมากรุงเทพ…

ข้อสิบสี่ … แม่ทัพ นายกอง ที่ขึ้นไปครั้งนี้ให้กำหนดตัวให้ชัดเจนว่าใครเป็นอันดับหนึ่งใครเป็นอันดับสองในการบังคับการเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นแก่ผู้ใดให้มีการบังคับการแทนกันได้ตลอดอย่าให้เกิดเรื่องยุ่งขึ้นได้…

อันนี้เป็นหลักการสมัยใหม่ ทาง HR และทาง Command ที่ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตัวหัวแล้ว ทีมงานไปต่อไม่ได้ ไปต่อไม่เป็น สายบังคับบัญชาขาดตอน เป็นพระราชวิสัยทัศน์ทันสมัยโดยแท้

ข้อสิบห้า …ข้อราชการที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งใช้พระบรมราชาศัพท์ว่าพื้นบ้านเมืองนั้นแม่ทัพไม่ต้องเกี่ยวข้องมอบให้เป็นเรื่องของข้าหลวงเว้นแต่เกี่ยวข้องกับทัพ…ทั้งนี้ที่เป็นเช่นนี้ก็น่าเชื่อว่าโดยทั่วไปแล้วชาวราชการหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลเมื่อเห็นข้าราชการซึ่งเป็นผู้แทนหรือรับพระบรมราชโองการโดยตรงของพระมหากษัตริย์มาก็จะมีความเชื่อถือว่าสายงานบังคับบัญชาหรือเรื่องอะไรต่างๆทั้งหลายนั้นต้องมาหาท่านผู้นี้คราวนี้เรื่องทั้งทางมหาดไทยเรื่องทั้งทางกลาโหมก็จะปนเปกันยุ่งไปหมด จึงได้มีพระบรมราชาที่อธิบายว่าฝ่ายเรื่องมหาดไทยนั้นเป็นของข้าหลวงไม่ต้องไปวุ่นวายให้สับสน

ข้อสุดท้าย …กองทัพทั้งสองที่ยกขึ้นไปนี้ให้คิดเส้นทางเดินหนังสือใบบอกมาถึงกรุงเทพให้ได้โดยเร็วคิดคำนวณว่าหนังสือจะติดขัดที่ใดใบบอกนี้ให้มามาถึงอย่างช้าสุด 15 วันต่อครั้ง …อันนี้เพื่อให้ข้อมูลไม่ขาดตอนและตัวพระองค์ท่านสามารถกะเก็งสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ทรงกำชับว่าให้แม่ทัพนายกองที่บังคับบัญชากองทัพใหญ่หรือนายทัพ นายกองที่จะแยกเป็นกองไปทางทิศหนึ่งทิศใดพิจารณาตริตรองพระบรมราโชวาทนี้ให้เข้าใจชัดเจนตามความหมายแห่งกระแสพระราชดำริโดยละเอียด แล้วให้ประพฤติการผ่อนผันหันหาให้ถูกต้องตามพระบรมราโชวาทอย่าให้คลาดเคลื่อนไปได้ทุกประการ.

ส่วนในแผนการทางยุทธการเมื่อท่านแม่ทัพจมื่นไวยฯ ลงมือปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ที่พระราชทานแล้วประดาท่านแม่ทัพก็ประสบปัญหามากมายอีกโดยเฉพาะคนโกงในราชการ เช่นถึงคราวต้องเรียกหาช้างหาม้าขึ้นมาทำศึก ก็นายหน้าหาเรื่องไปหลอกชาวบ้านว่าถืออาญาสิทธิ์ท่านแม่ทัพมา

ปราบฮ่อ 2

ถ้าใครที่ไม่อยากเสียช้างเสียม้าไปรบ ตามที่เกณฑ์ก็จงเอาเงินมาจ่ายเป็นส่วยลับๆ เทาๆ เสีย ชาวบ้านก็พร้อมใจกันให้ส่วยจะได้ปลอดภัยไม่สูญทรัพยากรส่งผลให้โลจิสติกส์ของกองทัพมีปัญหา การส่งกำลังบำรุงติดขัด ท่านก็ต้องอดทนแก้ไขฝ่าฟันกว่าการศึกนั้นจะสำเร็จลุล่วง ส่วนการสวามิภักดิ์ก็มีเกิดขึ้นจริงดังพระบรมราโชวาท

เหรียญปราบฮ่อ ซึ่งเป็นที่นิยมใฝ่หากันนี้ ในยุคนั้นดำเนินการจัดทำในต่างประเทศ ว่ากันว่าในยุคปี 1990 เซียนพระวงการประกวดเล่นหา ตกลงกันว่ารับพิจารณาเฉพาะที่เป็นเหรียญเนื้อเงินเท่านั้นเหรียญที่เป็นเนื้ออื่นไม่ว่าจะทองแดงหรือทองคำไม่รับพิจารณาส่วนเนื้อที่มีการลองพิมพ์ขึ้นมา คือทดลองให้ทางโรงกษาปณ์ผู้สร้างในต่างประเทศทำตัวอย่างมาให้มีพระราชดำริติชม ก่อนนั้น แม้จะมีจริงก็ยังไม่เป็นที่นิยมเล่นหากัน

รูปแบบของเหรียญที่ด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงส่วนด้านหลังเป็นรูปเทวดาทรงช้างคือองค์พระสยามเทวาธิราชทรงถือพระแสงของ้าวประทับบนคอช้างศึกมีที่มาที่ไปอย่างไรไม่ทราบชัดแต่ในเหรียญร่วมยุคสมัยเดียวกันนั้นของเมืองนอก ฝ่ายยุโรปมีพระราชทานแก่ทหารกล้า ในคราวสงครามไครเมียที่ยืดเยื้อ

เหรียญปราบฮ่อนี้ โดยหลักการคือเมื่อพระราชทานให้แก่ผู้ใดจะมีคณะกรรมการซักถามว่าท่านผู้นั้นได้เข้าไปร่วมในสงครามปราบฮ่อเป็นจำนวนกี่ครั้งจากสงคราม ที่นับกันว่ามีสามครั้งผู้ที่เข้าร่วมสามครั้งก็จะได้รับพระราชทานเข็มประดับบนแพรแถบเหนือจากตัวขึ้นไปสาม เข็มเรียงกัน ส่วนท่านผู้ใดไปสองครั้งก็จะมีสองเข็ม ท่านผู้ใดไปหนึ่งครั้งก็จะมีหนึ่งเข็ม (ฝรั่งไม่เรียกเข็มเรียก bar) แต่ในกรณีของทางพระเครื่องนั้นวงการนิยมเล่นกันเป็นหลักที่ตัวมากกว่าตัวเข็ม ที่ไปประดับบนแพรแถบสีเหลืองดำ

เกจิอาจารย์ในยุคถัดๆมาคงได้ทราบและตระหนักรู้เห็นถึงกิตติคุณของเหรียญปราบฮ่อ และพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงได้สร้างขึ้นเป็นวัตถุมงคลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกโดยเฉพาะกรณีของหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์จังหวัดลำปางเหรียญนั้นมีลักษณะอย่างเหรียญปราบฮ่อแต่ท่านไม่ได้ใช้ชื่อนี้ท่านใช้ว่า เหรียญเทิดพระเกียรติ จัดสร้างเมื่อชนมายุของท่านครบรอบ 80 พรรษา มีพิมพ์เล็กแล้วก็มีพิมพ์ใหญ่

ปราบฮ่อ 2

ส่วนครูบาอาจารย์ที่ยังดำรงค์ธาตุขันธุ์อยู่และท่านสร้างเหรียญในลักษณะปราบฮ่อมีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ห้าแจกให้กับลูกศิษย์ลูกหาคือพระเดชพระคุณ เจ้าคุณวัดพิพัฒน์มงคล หรือวัดพระทองคำ (ขุดพบพระทองคำ) อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย

ส่วนกรณีของคำว่าครูบานั้นคำว่าครูบาถ้าฝ่ายเมืองเหนือพระผู้ถูกเรียกนั้นต้องมีคุณวุฒิประกอบด้วยวัยวุฒิ แต่ถ้าเป็นทางอีสานครูบานี้พระภิกษุที่บวชมาไม่นานก็เรียกครูบาได้เลยเป็นลักษณะนิยมที่แตกต่างกันของแต่ละท้องถิ่น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในอดีต ในส่วนคำว่าครูบาเจ้าอย่างครูบาเจ้าเกษมเขมโกนี้ถ้าในยุคก่อนต้องเป็นครูบาที่มีเชื้อเจ้า จึงเรียกครูบาเจ้า ซึ่งหลวงพ่อเกษมท่านสืบสายเจ้านายฝ่ายเหนือมาอย่างน้อยก็ทางโยมมารดาของท่าน คล้ายๆกับทางรัตนโกสินทร์ถ้ามีเชื้อเจ้าไปบวชเป็นหม่อมเจ้า ก็เรียกท่านว่าหม่อมเจ้าพระ ส่วนพระบรมสาทิสลักษณ์ที่เชิญมาเปนมงคลคอลัมน์นี้ เมื่อราวพุทธศักราช 2530 ท่านเจ้าคณะธรรมยุติ จังหวัดตาก-กำแพงเพชร-อุตรดิตถ์ ในยุคนั้นคือพระเทพวัชราภรณ์ (ต้าน) ได้จัดสร้างให้ลูกศิษย์ลูกหาได้เคารพบูชา สวยงาม rustic มาก