thansettakij
thansettakij
เมื่อทรัพยากร (เงิน) จำกัด : การออกแบบนิเวศการลงทุนของรัฐ

เมื่อทรัพยากร (เงิน) จำกัด : การออกแบบนิเวศการลงทุนของรัฐ

พชร นริพะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. วิเคราะห์บทเรียนจาก SpaceX และไต้หวัน สู่โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย ทำไม GDP โตต่ำ ตลาดทุนอ่อนแรง และอะไรคือสูตรสร้างธุรกิจแข่งขันระดับโลก

อาทิตย์ที่แล้วเราเห็นอำนาจของความฝันกับการเข้าตลาดของ SpaceX หลังจากบริษัทเตรียมตัวมาหลายปี ซึ่งทำให้มร.อีลอน มัสก์ เป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก พร้อมทั้งสร้างเศรษฐีเงินล้าน (เหรียญ) กว่า 4,400 คนที่ถือหุ้นของ SpaceX มาก่อน โดยมีการพูดถึงความสามารถในการหาเงินของเมกะเฟิร์มแห่งนี้ และรายได้รายปีที่อาจไม่สะท้อนมูลค่าหุ้นในปัจจุบัน แต่ตลาดมองว่าอนาคตของบริษัทนี้มีมูลค่า P/S ถึง 125X

หมดยุค Up G เพื่อ GDP

สำหรับ SpaceX นั้น เริ่มต้นจากการทำให้เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอวกาศของ NASA เป็นของเอกชน (Privatize) และทำให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมการส่งจรวดขึ้นไปนอกโลก ซึ่งผสานกันเป็นระบบนิเวศแห่งอนาคตของมนุษยชาติ ที่รวมถึงพลังงานหมุนเวียน รถไฟฟ้า หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป้าหมายของการไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร เพื่อหนีจากโลกที่กำลังเข้าสู่วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นี่ไม่ใช่คนแรกที่มีจินตนาการแบบนี้ แฟน ๆ การ์ตูน GUNDAM ก็คงเห็นพล็อตที่คล้าย ๆ กันมาแล้ว แต่ครั้งนี้มันเกิดจาก มร.อีลอน มัสก์ และเราเห็นบางสิ่งเกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันบ้างแล้ว

การลงทุนครั้งนี้อาจเป็นการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และการเข้าสู่ New Frontier ของโลกยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้ GDP ของสหรัฐฯ เติบโตขึ้น และจำกัดบัญชีขาดดุลของประเทศ เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี perpetual debt = perpetual growth และพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือแกนกลางของเศรษฐกิจโลกที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ขนาดของตลาด แต่อยู่ที่คุณภาพของตลาด

ส่วนประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการณ์หดตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเกิดปัญหาการขาดดุลสองขาที่เกิดจากการหดตัวของ MPI และค่าใช้จ่ายของรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินความสามารถในการหารายได้ เมื่อผนวกกับการลงทุนและการใช้เงินผิดประเภท รวมถึงการเกิดคอร์รัปชันของเงินรัฐ และเศรษฐกิจคู่ขนานที่โตกว่าเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.

การเริ่มต้นของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในการลงทุนโดยรัฐ เริ่มโดย ดร.จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (Dr. John Maynard Keynes) ที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเพิ่มอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) และตัวคูณทางเศรษฐกิจ ที่เกิดมาเพื่อตอบสนองการเกิดขึ้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเห็นผลจากแผนมาร์แชล (Marshall Plan) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยออกเงินเพื่อฟื้นฟูโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยเองก็ได้รับอานิสงส์จาก Marshall Plan โดยมี อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และจัดตั้งนโยบายทางเศรษฐศาสตร์เพื่อรองรับการลงทุนต่างๆ โดยภาครัฐ ซึ่งความสามารถในการออกพันธบัตรและหาเงินสนับสนุน รวมถึงการก่อหนี้เพื่อลงทุนของรัฐ ก็เริ่มจากบทนี้

ประเทศไทยนั้นเติบโตจากการลงทุนของต่างชาติและการลงทุนของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจมานาน แต่กลับไม่ยั่งยืนเนื่องจากปัญหาเดิม ๆ ทั้งการโกงกินในภาครัฐ การที่เอกชนไม่แข็งแรงพอ และระบบการเงินที่ไม่มั่นคง โดยตั้งแต่การลดค่าเงินบาทครั้งแรกในปี พ.ศ. 2515 ในยุค พล.อ. เปรม และระบอบ perpetual coup d'état ที่มีการปฏิวัติรัฐประหารสลับกับรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ทำให้การสร้างระบบควบคุมและระบบตรวจสอบมีช่องโหว่และถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง โดยในยุคสมัยของผมนั้นได้เห็นการพัฒนา 3 ยุค คือ

  • ยุคน้าชาติ ตามด้วยการปฏิวัติในยุค รสช. และต่อด้วยวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40
  • ยุค ดร. ทักษิณ ตามด้วยการปฏิวัติในยุค คมช. และต่อด้วยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์
  • ยุคยิ่งลักษณ์ ตามด้วยการปฏิวัติในยุค คสช. และต่อด้วยวิกฤติโควิด-19

โดยขณะนี้เรากำลังจะเข้าสู่ยุคการพัฒนาวงจรที่สี่ และหวังว่ามันจะเป็นยุคแห่งการพัฒนา ไม่ใช่วิกฤติต่อต่อเนื่องจากยุคที่ 3

การวาง Matrix การลงทุนและเป้าหมาย GDP

เมื่อเรามอง GDP ของประเทศไทยตลอดสิบปีที่ผ่านมา หลังยุคเศรษฐกิจขยายตัวสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีอัตราเฉลี่ยเพียง 1.9% ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด และต่ำกว่าประเทศคู่ค้ารายใหญ่ทั้งหมด โดยสหรัฐฯ มีอัตราขยายตัวที่ 2.2% และจีนที่ 5% เมื่อเทียบเคียงขนาดแล้ว ประเทศไทยมีการหดตัวทางเศรษฐกิจ เพราะขนาดการขยายตัวของประเทศขนาดใหญ่อยู่ที่ 2-5% แต่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยควรอยู่ที่ 7-9% เพื่อให้สามารถสร้างความมั่งคั่งและพัฒนาคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนได้

และเมื่อได้ฟังขนาดการขยายตัวของเศรษฐกิจไต้หวัน ในปี 2025 และปี 2026 ซึ่งมีการเติบโตมากกว่า 8% หากปรับตามสภาพตลาดแล้วจะมากกว่าประเทศไทยกว่าสิบเท่า โดยเมื่อเทียบขนาดต่อหัวแล้ว ไต้หวันนั้นอยู่ที่ 44,000 USD ต่อหัว เมื่อเทียบกับ 8,000 USD ต่อหัวในประเทศไทย ซึ่งนี่ไม่อยู่ในการคำนวณความเหลื่อมล้ำ และการที่บอกว่า GDP ไม่สะท้อนภาพของการเฉลี่ยของเส้นโค้ง (Curve) ของประชากร

จากการได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ไทเปมาสองปี และศึกษาการออกแบบเศรษฐกิจและสังคม การสร้าง Matrix การวางแผนพัฒนาการลงทุนของไต้หวันไม่ได้ยุ่งยากมาก โดยเขามองอยู่สองแกน คือ แกนกำไร กับแกนความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ดังนี้

  • แกนซ้ายบน (1) - กำไรสูง ความสามารถในการแข่งขันต่ำ
  • แกนซ้ายล่าง (2) - กำไรต่ำ ความสามารถในการแข่งขันต่ำ
  • แกนขวาบน (3) - กำไรสูง ความสามารถในการแข่งขันสูง
  • แกนขวาล่าง (4) - กำไรต่ำ ความสามารถในการแข่งขันสูง

ไต้หวันมุ่งส่งเสริมแกน (3) เพื่อให้เกิดบริษัทขนาดใหญ่ที่จะจ้างงานคนไต้หวัน และมีความสามารถในการจ่ายภาษีให้กับไต้หวัน เพื่อนำมาพัฒนาสวัสดิการและดูแลประชาชนของเขา พร้อมทั้งจำกัดหรือเปลี่ยนแกน (2) อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐบาล

ในส่วนของประเทศไทย เรายังหากิจกรรมที่เกิดขึ้นในแกน (3) ไม่ได้ และรัฐสนับสนุนแกน (1) มากจนเกิดระบบนายทุนและความเหลื่อมล้ำจากการสนับสนุนของรัฐ ส่วนเอกชนไทยส่วนมากติดอยู่ในแกน (4) และภาคเกษตรกรรมของเราอยู่ในแกน (2) ทำให้ความสามารถในการจ่ายภาษีให้รัฐต่ำมาก จนสะท้อนออกมาเป็นการขาดดุลสองขาและการเติบโตที่ต่ำ

เป้าหมาย การสร้างระบบนิเวศการลงทุน และการสร้างตลาดทุนที่แข็งแกร่ง

เมื่อเรียนรู้จากความสำเร็จของ SpaceX และไต้หวันแล้ว เราจะพบว่าประเทศไทยขาดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้เกิดกำไร เพราะเราดำเนินนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและไม่ครบระบบนิเวศ ณ วันนี้ ตลาดหุ้นประเทศไทยได้รับการพยุงด้วยปริมาณและมูลค่าทางตลาดของบริษัทไต้หวัน 1 บริษัท โดยแซงอีกกว่า 800 บริษัทที่เหลือทั้งหมด เพราะบริษัทที่เหลือไม่สะท้อนอนาคตและความสามารถในการหากำไรให้นักลงทุนเห็น ทำให้การส่งเสริมการลงทุนที่มีตัวเลขของการลงทุนในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการสร้างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่หากไม่คิดให้ครบ การเติบโตก็จะไม่ยั่งยืน เพราะประเทศไทยยังต้องสร้างความสามารถในการสร้างกำไรและเก็บภาษีจากธุรกิจเหล่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบในการส่งเสริมการลงทุนต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ของการพัฒนาประเทศ ที่ต้องหาสูตรและประกอบร่างให้ลงตัว โดยเรียงแนวทางจากเป้าหมายดังนี้ (แผน = ผล = เป้า)

  • การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทย = การศึกษา การสาธารณสุข การรักษาความปลอดภัย = GDP 5%+
  • การนำธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานเข้าสู่ตลาดทุน = เพื่อดึงดูดเงิน และให้เกิดมูลค่าที่สูงในตลาดทุน = SET INDEX 2000+
  • การส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ = นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจต่อเนื่อง = Corporate Tax / VAT
  • การส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออุตสาหกรรม AI = FDI / VAT

หากรัฐบาลเริ่มต้นได้ชัดเจนแบบนี้ รัฐบาลจะสามารถสร้างระบบนิเวศและลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย โดยเราคงได้เห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแกน (3) มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ตัวชี้วัดการพัฒนาของประเทศ

เมื่อเราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การสร้างระบบนิเวศและการส่งเสริมเพื่อหาผู้ชนะ (Champion) ที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เป้าหมายสูงสุดก็คือคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนที่ดีขึ้น ซึ่งการที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีความเจริญโดยไม่เน้นแค่ความเจริญทางวัตถุนั้น ต้องประกอบด้วย

  • ระบบยุติธรรมและระบบความปลอดภัยที่ดี
  • ระบบสาธารณสุขที่ดี
  • ระบบการศึกษาที่ดี
  • ระบบคมนาคมที่ดี
  • ระบบสังคมที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของครอบครัวที่ดี

ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเป็นหนึ่งในอาเซียนให้ได้ ซึ่งสิ่งนี้เกิดจากการช่วยเหลือของประชาชนทุกคน โดยรัฐบาลก็เป็นส่วนหนึ่ง ข้าราชการก็เป็นส่วนหนึ่ง และเอกชนก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะพาประเทศไทยไปในทิศทางที่เป็นเอกภาพด้วยกัน หากประชาชนทุกคนต้องการตัวชี้วัดทั้ง 5 ด้านที่ดี มีความมั่นใจในการจ่ายภาษีให้กับรัฐบาล และทุกคนเสียสละทำหน้าที่ของตัวเอง ประเทศไทยก็จะเป็นบ้านของคนไทยที่น่าอยู่ สะอาด และปลอดภัย ให้กับลูกหลานต่อไป