thansettakij
thansettakij
เรื่องเล่าจากศรีลังกา วิถีที่คล้ายจนแยกไม่ออกจากเมียนมา

เรื่องเล่าจากศรีลังกา วิถีที่คล้ายจนแยกไม่ออกจากเมียนมา

เรื่องเล่าจากศรีลังกา วิถีที่คล้ายจนแยกไม่ออกจากเมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ผมเพิ่งกลับมาจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในมุมมองของผมถ้าจะพูดไปแล้ว ประเทศเมียนมากับประเทศศรีลังกามีหลายมิติที่คล้ายๆ กันมาก ทั้งสังคม ศาสนา วิถีชีวิต หรือแม้แต่การปกครองของรัฐบาล ที่แม้ว่าทั้งสองประเทศใช้ระบบการปกครองที่แตกต่างกัน แต่ในความต่างก็มีนโยบายของรัฐหลายประการ ก็มีความคล้ายบนความต่างครับ วันนี้ผมขอนำสิ่งที่ผมเห็นมาเขียนเป็นบทความที่มีชีวิตให้พวกเราได้อ่านกัน ก่อนอื่นต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ครับ

หากเรานำเอาวิถีชีวิต ทัศนคติ และมรสุมเศรษฐกิจการเมืองของเพื่อนร่วมภูมิภาคอย่างประเทศเมียนมา และเกาะกลางมหาสมุทรอินเดียอย่างประเทศศรีลังกา นำมาเปรียบเทียบกันดู จะเห็นว่าทั้งสองประเทศมีความคล้ายคลึงกันอย่างลึกซึ้ง ชนิดที่หากไม่พิจารณาให้ดี คงยากจะเชื่อว่าประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดกัน และมีระยะทางห่างกันนับพันกิโลเมตรโดยมีอินเดียคั่นกลาง จะสามารถแบ่งปันดีเอ็นเอทางวัฒนธรรมจนแทบแยกกันไม่ออกได้ถึงเพียงนี้ครับ

หากก้าวเท้าเข้าไปในดินแดนทั้งสองประเทศ สิ่งแรกที่สะดุดสายตาและสร้างความรู้สึกคุ้นเคย คือภาพของผู้ชายท้องถิ่นที่ยังคงนุ่งโสร่งพริ้วไปตามลมเดินอยู่ตามท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น “ลองยี” ของชาวเมียนมา หรือ “ซาราม” ของชาวศรีลังกา เครื่องแต่งกายชนิดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ชุดลำลองที่สวมใส่อยู่บ้าน แต่คือชุดสุภาพที่สวมใส่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินตลาดไปจนถึงการเข้าสถานศึกษา ตามวัดวาอารามหรือตามศาสนสถาน สะท้อนถึงค่านิยมความเรียบง่าย และความนอบน้อมที่ถูกหล่อหลอมผ่านพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท อันเป็นศูนย์รวมจิตใจร่วมกัน

ในอดีตทั้งสองชาติเปรียบเสมือนกัลยาณมิตร ที่ผลัดกันช่วยชุบชีวิตสมณวงศ์ข้ามมหาสมุทร ยามที่อีกฝ่ายเผชิญมรสุมประวัติศาสตร์ ความศรัทธาอันลึกซึ้งนี้ แสดงออกชัดเจนผ่านวัฒนธรรมการถอดรองเท้าและถุงเท้าเดินเท้าเปล่าทันทีที่ย่างก้าวเข้าเขตวัด ไม่ว่าแดดจะแผดเผาพื้นหินจนร้อนจัดหรือมีสายฝนเจิ่งนอง ทุกคนเต็มใจละทิ้งรูปลักษณ์ภายนอก เพื่อเข้าหาความสงบ โดยมีภาพครอบครัวที่หอบหิ้วตะกร้าดอกไม้ และปูเสื่อนั่งสมาธิล้อมรอบพระเจดีย์ในยามเย็นเป็นภาพจำอันงดงามร่วมกันครับ

อีกเรื่องคือรสนิยมและการกินอยู่ ก็มีจุดลิงก์ถึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะ “มะพร้าว” ที่เป็นราชาบนโต๊ะอาหารที่ขาดไม่ได้ของทั้งสองสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นการนำมาขูดผสมพริกและหอมแดง ขยำเป็นกะทิสดในแกง หรือหยิบมาปรุงในน้ำแกงขนมจีนและข้าวหุงกะทิ ยิ่งในช่วงนี้ที่เป็นฤดูกาลที่ “มะม่วง” กำลังออกผลละลานตา ทั้งสองประเทศต่างมีความคิดสร้างสรรค์ ในการแปรรูปสารพัด “เมนูมะม่วง” ตั้งแต่อาหารคาวรสเปรี้ยวเผ็ดร้อน ไปจนถึงของหวานอันหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม ลิ้นของผู้ที่ได้ไปสัมผัสจริง จะจำแนกความต่างตรงปลายจมูกได้อย่างชัดเจน เพราะในขณะที่อาหารศรีลังกาเน้นรสชาติ “เค็มจัด” นำ และรสเผ็ดร้อนจัดจ้านจากผงกะหรี่คั่วเข้มอันเป็นอิทธิพลจากอินเดียใต้ อาหารเมียนกลับเลือกเดินสาย “ความมันและความนัว” โดยใช้น้ำมันปริมาณมากลอยหน้าแกงคู่กับกะปิและถั่ว ซึ่งเป็นกรรมวิธีดั้งเดิมในการถนอมอาหารและแสดงถึงความมั่งคั่งในอดีต

เมื่อมองทะลุจากจานอาหารและเครื่องแต่งกาย ขึ้นไปสู่โครงสร้างระดับเศรษฐกิจมหภาค พฤติกรรมนโยบายภาครัฐของทั้งสองประเทศ กลับมีพิมพ์เขียวที่ละม้ายคล้ายกันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเลือกใช้มาตรการ “กีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี” Non-Tariff Barriers เป็นตัวนำหน้า “ภาษีนำเข้า Tariff Barriers” การจงใจสร้างกลไกที่ซับซ้อน เช่น การควบคุมใบอนุญาตนำเข้าอย่างเข้มงวด การอ้างมาตรฐานสุขอนามัยที่ยุ่งยาก หรือกระบวนการทางศุลกากรที่ล่าช้า เป็นกลยุทธ์ที่รัฐบาลทั้งสองชาติใช้เพื่อปกป้องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่ให้เงินไหลออกยามวิกฤต

พร้อม ๆ กับการชูธง “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” เพื่อปกป้องเกษตรกรและผู้ผลิตในท้องถิ่น ซึ่งเป็นฐานประการสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ยังให้ความยืดหยุ่นทางการเมืองที่แนบเนียนกว่าการขึ้นภาษีตรง ๆ ช่วยให้ระบบราชการที่มีลักษณะเทอะทะและควบคุมโดยรัฐ สามารถปรับเปลี่ยนกติกาการค้าไปตามสถานการณ์ได้แบบวันต่อวันเลยครับ

แต่น่าเสียดายที่ในมิติทางเศรษฐกิจ ทั้งประเทศศรีลังกาและประเทศเมียนมาต่างต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่ “โดนสามเด้ง” เหมือนกัน จนส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งทะยาน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศหมดคลัง และระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขาดแคลน ทว่าเมื่อสืบสาวราวเรื่องลึกลงไป จะพบว่าที่มาของสภาวะอันเลวร้ายนั้นเดินมาคนละเส้นทางอย่างสิ้นเชิง

ประเทศศรีลังกาพังทลายลงจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการ และหนี้สินที่ท่วมหัว จากการกู้เงินต่างประเทศมาทำเมกะโปรเจกต์ที่ไม่สร้างรายได้ ซ้ำร้ายยังประกาศนโยบายเกษตรอินทรีย์แบบข้ามคืน ด้วยการห้ามนำเข้าปุ๋ยเคมี จนผลผลิตทางการเกษตรเสียหายยับเยิน ก่อนจะโดนพายุลูกสุดท้ายอย่าง COVID-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนพัดกระหน่ำ จนท่องเที่ยวและรายได้ดับสนิท จนกลายเป็นคนป่วยที่ใช้เงินเกินตัวจนล้มละลายครับ

ในทางกลับกัน เมียนมาไม่ได้พังเพราะตัวเลขทางนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่ต้น แต่เศรษฐกิจดิ่งเหวเพราะวิกฤตศรัทธา และความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง นำมาซึ่งการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากชาติตะวันตก และการแห่ถอนทุนของกลุ่มทุนข้ามชาติ ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่า ทุบสถิติจากการที่ผู้คนขาดความเชื่อนมั่น จนหันไปเก็งกำไรในเงินสกุลอื่นและทองคำ ซ้ำร้ายความไม่สงบภายในที่ยืดเยื้อในหลายพื้นที่ ยังทำให้มีการตัดขาดเส้นทางการค้าชายแดน อันเป็นเส้นเลือดใหญ่หลักของประเทศเมียนมา จึงส่งผลให้กลายเป็นคนป่วยที่โดนตัดขาดจากโลกภายนอก และมีบาดแผลฉกรรจ์ในบ้านตัวเองครับ

สัจธรรมทางการเมือง ณ ปัจจุบัน ยิ่งเน้นย้ำรอยแยกของทิศทางในอนาคตให้เด่นชัด ในวันนี้ประเทศศรีลังกากำลังทดลองสิ่งใหม่ ด้วยการฝากความหวังไว้กับรัฐบาลฝ่ายซ้ายรุ่นใหม่ที่เป็นมือใหม่จริง ๆ ทุกนโยบายและความเป็นไปในประเทศจึงมักจะติดอยู่ภายใต้คำว่า “กำลังดำเนินการ” แม้การขับเคลื่อนกลไกต่างๆ จะดูเชื่องช้าลุ่มๆ ดอนๆ ตามประสาผู้มาใหม่ที่ต้องสะสางกองหนี้สินภายใต้เงื่อนไขอันรัดตัวของ IMF แต่ลึกๆ แล้ว ประชาชนยังคงมีประกายของความหวังที่สัมผัสได้ เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็รู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เลือกและเป็นผู้กำหนดอนาคต

ซึ่งก็คล้ายกับฟากฝั่งของเมียนมา ที่สถานการณ์ยังคงติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิม ๆ และวิธีคิดแบบเดิมที่ชวนให้รู้สึกเหมือนเป็นเพียงต้องใช้เวลาในการปรับตัว การเยียวยาวิกฤต และความแตกแยกภายใน ทำให้เศรษฐกิจและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยงดงาม ได้จมลึกลงไปในภาวะจำยอมอันเหนื่อยล้าครับ

ความคล้ายคลึงของทั้งสองประเทศ จึงเป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังว่า พรมแดนทางวัฒนธรรม จิตวิญญาณ และเครื่องนุ่งห่ม สามารถร้อยรัดผู้คนให้มีวิถีชีวิต และทัศนคติที่เหมือนกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว เส้นทางประวัติศาสตร์และวิธีการรับมือกับมรสุมการเมืองของประเทศ จะเป็นตัวจำแนกอย่างแท้จริงว่า ดินแดนที่ดูเหมือนแฝดคนละฝาคู่นี้ ชาติใดจะสามารถเปลี่ยนคำว่า “กำลังดำเนินการ” ให้กลายเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริงในอนาคตครับ