thansettakij
thansettakij
พลังของ Proton & Heavy Ion Therapy เมื่อรังสีหยุดมะเร็งได้ดั่งใจนึก

พลังของ Proton & Heavy Ion Therapy เมื่อรังสีหยุดมะเร็งได้ดั่งใจนึก

พลังของ Proton & Heavy Ion Therapy เมื่อรังสีหยุดมะเร็งได้ดั่งใจนึก คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • Proton Therapy และ Heavy Ion Therapy ใช้หลัก Bragg Peak ทำให้ปล่อยพลังงานเฉพาะจุดมะเร็งได้แม่นยำ ลดการทำลายเนื้อเยื่อปกติและผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับรังสีแบบเดิม
  • Proton เหมาะกับจุดเปราะบางและผู้ป่วยเด็กเพราะควบคุมได้ละเอียด ส่วน Heavy Ion มีพลังทำลายสูง เหมาะกับมะเร็งดื้อรังสีหรือรักษายาก ทำให้มีทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การรักษายุคใหม่ผสานการตรวจ Circulating Tumor Cell และการรักษาแบบพุ่งเป้า ช่วยวางแผนยิงรังสีและควบคุมการกระจายของมะเร็งได้แม่นยำ เพิ่มโอกาสรักษาและลดความทรมานของผู้ป่วย

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้ไปพบกับผู้ใหญ่ที่ผมเคารพท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลชั้นนำของวงการยานยนต์ไทย เพื่อไปพูดคุยกันในหลายเรื่องสัพเพเหระ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านพูดถึง คือ “การรักษาโรคมะเร็ง” โดยท่านบอกว่าคนสนิทของท่านคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง จึงไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ทางแพทย์ที่ให้การรักษา ได้ทำการรักษาด้วยวิธีแบบกำหนดเป้าหมาย (Targeted Therapy) หรือที่เรียกว่า การรักษาแบบพุ่งเป้า แต่สุดท้ายก็ได้ไปขึ้นสวรรค์เสียแล้ว ผมต้องบอกท่านตรงๆไปว่า ผมไม่ใช่แพทย์ ดังนั้นผมไม่กล้าจะไปบอกว่า สิ่งที่เพื่อนท่านเลือกทำการรักษานั้นถูกต้องอย่างไรหรือไม่? ต้องให้แพทย์ที่ทำการรักษาวินิจฉัย ผมเชื่อว่าแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ท่านต้องมีคำตอบที่ดีแน่นอน แต่อาจจะต้องมีเหตุผลที่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ครับ ผมจึงถามต่อว่า ตอนที่ไปพบแพทย์เพื่อนท่านเป็นโรคมะเร็งขั้นไหน? ท่านก็บอกว่า “มะเร็งขั้นสุดท้าย” ผมก็ได้แต่ อ้อ...... ครับ

อันที่จริงในบ้านเราวันนี้ วงการแพทย์ท่านเก่งมากครับ ถ้าอยู่ในระยะต้นๆของการเป็นมะเร็ง โอกาสที่จะรอดก็มีสูงมาก ปัจจัยที่ทำให้รอดก็มีหลากหลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการรักษา เครื่องไม้เครื่องมือที่นำเข้ามาทำการรักษา ยารักษาโรคมะเร็งที่สามารถใช้แบบพุ่งเป้า หรือแม้แต่ตัวของแพทย์ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง ซึ่งก็มีอยู่เยอะมาก แต่สำหรับเพื่อนของท่าน คงเป็นเพราะตรวจพบเมื่ออยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว จึงยากที่จะยื้อชีวิตไว้ได้ครับ

วิธีการรักษาแบบใหม่ในวงการแพทย์วันนี้ มีอยู่หลากหลายวิธี ซึ่งถ้าในวงการแพทย์ Precision Medicine หรือที่เรียกว่า “รักษาแบบพุ่งเป้า” เท่าที่ผมอ่านพบในงานวิจัย ก็มีคร่าวๆอยู่หลากหลายวิธีมาก ผมจะขอนำวิธีการรักษาแบบใหม่ ที่บางประเทศนิยมนำมาใช้ในการรักษามาเล่าให้ฟังสัก 3- 4 วิธีนะครับ โดยเฉพาะบางวิธีที่ไต้หวันได้นำมาใช้ในการรักษา และได้รับการยอมรับทางการแพทย์สากลแล้ว เช่นวิธี การรักษาด้วย Radiotherapy หรือบางแห่งอาจจะเรียกว่า Radiation Therapy ซึ่งเป็นการนำแสงรังสีความแรงสูงมารักษา ยังมีการรักษาแบบยิงแสงรังสีโปรตรอน (Protron Therapy) ยังมีแบบการฉายแสงรังสีอนุภาคหนัก (Heavy ion Therapy) ซึ่งหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้มีการเริ่มนำมาใช้แล้ว และแบบ BNCT ( Boron Neutron Capture Therapy) ฯลฯ

พลังของ Proton & Heavy Ion Therapy เมื่อรังสีหยุดมะเร็งได้ดั่งใจนึก

ตัวผมเองมีความสนใจเรื่องของการตรวจหาเชื้อมะเร็งในเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า (Circulating Tumor Cell: CTC ) จึงได้ร่วมกับนักวิจัยชาวไต้หวันและญี่ปุ่น นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลในไต้หวันหลายแห่ง ที่นำเอาการตรวจเลือดหาเชื้อมะเร็งที่หลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด มาทำการฉายแสงแบบใหม่ได้เลยครับ

ในปัจจุบันนี้การรักษาแบบ “การให้คีโม” ซึ่งก็คือการใช้สารพิษทางเคมี “การฉายรังสี” (Radiation Therapy) ก็คือการใช้พลังงานทางฟิสิกส์ เพื่อทำลาย DNA ของเซลล์มะเร็ง แต่ปัญหาใหญ่ของการฉายรังสีเอกซเรย์ (X-ray) แบบที่ใช้กันมานาน คือ “อาจจะควบคุมลำบากนิดหนึ่ง” เราลองนึกภาพว่าก้อนมะเร็งอยู่กลางตับ ลำแสงเอกซเรย์จะวิ่งทะลุผิวหนัง ผ่านเนื้อตับที่ดี เข้าไปโดนก้อนมะเร็ง และ “ทะลุ” ออกไปโดนกระดูกสันหลัง หรืออวัยวะที่อยู่ข้างหลังด้วย ผลก็อาจจะทำให้ก้อนเนื้อเยื่อดีที่อยู่ “บนทางผ่าน” ทั้งหน้าและหลังก้อนมะเร็งจะถูกแผดเผาไปด้วย ก็จะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังไหม้ อวัยวะข้างเคียงอักเสบ หรือประสิทธิภาพการทำงานของตับลดลงนั่นเอง นี่คือคำตอบของการควบคุมที่อาจจะลำบากนั่นแหละครับ

แต่วิวัฒนาการทางการแพทย์ไม่เคยหยุดนิ่ง และไม่ยอมที่จะให้เจ้ามะเร็งร้ายมาเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ หรือมาชี้เป็นชี้ตายของผู้ป่วยได้ จึงได้มีการคิดค้นเครื่องมือการแพทย์แบบใหม่ๆมาต่อกรกับมัน นั่นคือความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี Proton Therapy (โปรตอน) และ Heavy Ion Therapy (คาร์บอนไอออน) ที่โด่งดังมากนั่นเองครับ ปัจจุบันนี้ในศูนย์รักษามะเร็งชั้นนำของไต้หวัน และบางโรงพยาบาลในประเทศไทยเรา ก็ได้นำมาใช้รักษามะเร็งกันแล้วครับ นั่นคือคุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า “Bragg Peak” บางคนอาจจะงงๆว่า แล้วเจ้า Bragg Peak มันคืออะไร? คำตอบคือ ความสามารถของอนุภาคที่หนักกว่าแสง (เช่น โปรตอนหรือคาร์บอน) ที่จะวิ่งผ่านเนื้อเยื่อปกติ ด้วยพลังงานที่ต่ำมาก แต่เมื่อถึงระยะความลึกที่กำหนดไว้ (ซึ่งก็คือตำแหน่งของก้อนเชื้อมะเร็งนั่นแหละครับ) อนุภาคเหล่านี้จะปล่อยพลังงานทั้งหมดออกมาแบบ “ระเบิดตูมเดียว” แล้วหยุดนิ่งทันที! จึงทำให้ไม่มีรังสีส่วนเกิน วิ่งทะลุไปโดนอวัยวะข้างหลัง หรือ “เนื้อเยื่อทางผ่าน” จะได้รับผลกระทบน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกตัวเลยครับ

พลังของ Proton & Heavy Ion Therapy เมื่อรังสีหยุดมะเร็งได้ดั่งใจนึก

แม้วิธีการของทั้งสองวิธี จะหยุดได้แม่นยำเหมือนกัน แต่มีความต่างที่น่าสนใจครับ ผมจะขออธิบายตามที่ผมได้ไปอ่านเจอและได้พูดคุยกับนักวิจัยชาวไต้หวันมา พูดง่ายๆก็จำขี้ปากเขามาเล่านั่นแหละครับ วิธีรักษาแบบ Proton Therapy (โปรตอน) ก็เปรียบเสมือน “ขีปนาวุธนำวิถี” ที่แม่นยำสูงมาก เหมาะที่สุดสำหรับมะเร็งในเด็ก (เพราะเด็กต้องเติบโตต่อ ร่างกายจึงไวต่อรังสีส่วนเกินมาก) และมะเร็งที่อยู่ใกล้จุดเปราะบางของอวัยวะในร่างกายเรา เช่น ใกล้ดวงตา หรือใกล้ไขสันหลัง ส่วน Heavy Ion Therapy (คาร์บอนไอออน) นี่คือ “หมัดหนัก” ของวงการรังสีรักษา อนุภาคคาร์บอนมีมวลมากกว่ารังสีโปรตอนถึง 12 เท่า มีพลังทำลายล้างจึงสูงกว่ามาก มันสามารถตัดสาย DNA ของมะเร็งให้ขาดกระจุย จนเจ้ามะเร็งร้ายซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ เหมาะกับมะเร็งที่ “ดื้อรังสี” หรือมะเร็งตับอ่อนที่รักษายากเป็นพิเศษ ปัจจุบันนี้ที่ไต้หวันและในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนหลายมณฑล ได้นิยมใช้กันมาก ท่านที่สนใจไม่ต้องถามผมก็ได้ สามารถหาอ่านดูได้ทาง Website บนอินเทอร์เน็ต ก็จะพบมากมายครับ

สำหรับการรักษาแบบ Proton Therapy ปัจจุบันในประเทศไทยเรามีศูนย์โปรตอนที่ทันสมัยมากแล้วที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ แต่สำหรับ Heavy Ion (คาร์บอนไอออน) ไต้หวันและจีน ถือเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่มีศูนย์รักษานี้ เช่นที่ โรงพยาบาล Taipei Veterans General Hospital ฯลฯ การรักษาด้วย Heavy Ion ในไต้หวัน จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องฉายแสงหลายสิบครั้งเหมือนแบบเก่า บางเคสอาจจะใช้การฉายเพียง 1-4 ครั้งเท่านั้น ก้อนเนื้อร้ายก็จะฝ่อลงอย่างรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาและลดความทรมานจากการต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อยๆ ได้มหาศาลเลยครับ

การทำงานร่วมกับหน่วยสอดแนม ด้วยการตรวจหาเชื้อมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ก่อนทำการรักษาของแพทย์ เป็นความล้ำสมัยที่ไม่ได้หยุดแค่การยิงครับ ก่อนที่หมอจะกดยิงรังสีหนักเหล่านี้ลงไป ข้อมูลจากการที่รู้ว่าเชื้อมะเร็งร้ายอยู่จุดไหนของร่างกาย จะถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันว่ามะเร็งยังอยู่ที่จุดเดิมหรือไม่? หรือมีการกระจายตัวไปที่อื่นหรือเปล่า? หากตรวจเลือดแล้วพบว่าค่า CTC (เซลล์มะเร็งในเลือด) ยังสูง แพทย์ที่ทำการรักษาอาจพิจารณาให้ยามุ่งเป้า ควบคู่ไปกับการฉายรังสีหนัก เพื่อจัดการทั้ง “ฐานทัพหลัก” ด้วยรังสี และ “สายลับที่กระจายอยู่ในอวัยวะอื่น” ด้วยยารักษาที่พุ่งเป้าไปพร้อมๆ กัน ซึ่งประสิทธิภาพในการรักษาก็จะดีขึ้นนั่นเองครับ

ในอดีตผู้ป่วยจะถูกใช้การฉายแสงในการรักษา ซึ่งอาจฟังดูเหมือนการ “ยอมแลก” เนื้อดีเพื่อทำลายเนื้อร้าย แต่ในยุคปัจจุบันนี้ การรักษาด้วยพลังของ Proton และ Heavy Ion ทำให้เรากำลังเข้าสู่ยุคของการ “รักษาสิ่งที่ดีไว้ และลบสิ่งที่ไม่ดีออกไป” อย่างแท้จริง มะเร็งที่เคยอยู่ในจุดที่ “ผ่าไม่ได้หรือฉายแสงไม่ถึง” บัดนี้มีทางออกที่ปลอดภัยและแม่นยำรออยู่แล้วครับ ซึ่งในอนาคตไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวแล้วครับ