ความรู้เท่าทัน 3 ต้อ เพื่อดวงตาที่สดใสและชีวิตที่เปี่ยมสุข

10 ม.ค. 2569 | 01:45 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ม.ค. 2569 | 01:54 น.

ความรู้เท่าทัน 3 ต้อ เพื่อดวงตาที่สดใสและชีวิตที่เปี่ยมสุข คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • โรคต้อที่พบบ่อยในผู้สูงวัยมี 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ต้อลม ต้อเนื้อ และต้อกระจก ซึ่งมีสาเหตุ ตำแหน่ง และความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
  • ต้อลมและต้อเนื้อเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ลม ฝุ่น และรังสียูวี ขณะที่ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตาภายในจากอายุและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
  • การใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เพื่อรักษาเองโดยขาดความเข้าใจ อาจเป็นอันตรายร้ายแรงและนำไปสู่โรคต้อหินที่ทำให้ตาบอดถาวรได้

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ร่วมเดินทางไปเมียนมากับกลุ่มของแฟนคลับของรายการวิทยุ อสมท. ทางกลุ่มทัวร์เราได้มีไกด์คนไทยท่านหนึ่ง อายุอานามก็ไม่ได้แก่มากนัก แต่ผมก็สังเกตเห็นกริยา ท่าทางของท่านแปลกๆ เหมือนคนมองไม่ไค่อยถนัดอยู่ตลอดเวลา เหตุเพราะดวงตาของท่านข้างหนึ่งมีอาการของต้อกระจกที่ค่อนข้างจะรุนแรงมาก ซึ่งทำให้มองเห็นแค่ 25% เท่านั้น ผมจึงสอบถามถึงการรักษาดวงตา ก็ได้รับคำตอบว่าไม่ค่อยจะกระจ่างมากนัก จึงทำให้ผมต้องมาเสาะหาคำตอบ เผื่อจะได้เป็นประโยชน์บ้าง

ในสังคมผู้สูงวัย ปัญหาทางสายตามักถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่มาพร้อมกับสังขาร แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ อาการที่คนไทยมักเรียกเหมาเข่งรวมกันว่า "โรคต้อ" นั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของสาเหตุและความรุนแรง การไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของต้อแต่ละชนิดได้ ไม่เพียงแต่จะทำให้การดูแลผิดทิศทาง แต่ยังอาจนำไปสู่การรักษาที่กลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ทำลายดวงตาของผู้สูงวัยได้อย่างถาวรเลยละครับ

ก่อนอื่นเราควรจะมาทำความรู้จักเจ้า “3 ต้อ” ยอดฮิต เมื่อความเสื่อมและสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกัน เจ้าตัวร้ายสำหรับผู้สูงวัยก็จะทำงานทันทีเลยครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจำเป็นต้องจำแนกต้อที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัยออกเป็น 3 ประเภทหลักตามลักษณะการเกิดและตำแหน่งของโรค ตัวแรกคือ ต้อลม (Pinguecula) สัญญาณเตือนภัยจากมลภาวะ ต้อลมมักจะปรากฏเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก สีขาวเหลือง อยู่บนตาขาวบริเวณหัวตาหรือหางตา แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่ในทางจักษุวิทยา ต้อลมคือสัญญาณเตือนว่าดวงตาได้รับความเสียหายจากมลภาวะมาอย่างยาวนานนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่แท้จริง มักจะเกิดจากการระคายเคืองเรื้อรังจากลม ฝุ่น และรังสี UV ที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุตาขาวจนหนาตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา แม้จะไม่ทำให้ตาบอด แต่ต้อลมที่อักเสบ จะทำให้เกิดอาการเคืองตา น้ำตาไหล และหากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ต้อลมจะพัฒนาไปสู่ “ต้อเนื้อ” ที่รุนแรงกว่านั่นเองครับ

ตัวที่สองคือ ต้อเนื้อ (Pterygium) ซึ่งเป็นต้อที่เกิดจากเนื้อเยื่อรุกรานที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อต้อลมเริ่มลุกลาม แผ่นเนื้อเยื่อสีชมพูอ่อน ที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก จะเริ่มงอกลามจากตาขาวเข้าไปในตาดำ เรียกว่า “ต้อเนื้อ” ปัจจัยที่จะเร่งให้เกิดความรุนแรง ก็จะเกิดจากความร้อน แสงแดดแผดเผา และฝุ่นควัน นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้เนื้อเยื่อนี้โตเร็วขึ้นนั่นเองครับ ส่วนอันตรายของเจ้าตัวต้อเนื้อ จะมีความรุนแรงกว่าต้อลม ตรงที่สามารถรบกวนความโค้งของกระจกตา ทำให้สายตาเอียง และหากลามเข้าไปจนบังรูม่านตา ผู้สูงวัยจะมองเห็นภาพมัวลงอย่างเห็นได้ชัด การมองข้ามต้อเนื้อ จึงเสมือนการปล่อยให้ม่านมาปิดกั้นโลกการมองเห็นไปทีละน้อยนั่นแหละครับ

ตัวสุดท้ายของ 3 ต้อ ก็คือ ต้อกระจก (Cataract) เจ้าตัวนี้ก็คือภัยเงียบจากภายในเลนส์ตา ซึ่งจะแตกต่างจากต้อสองชนิดแรกอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เกิดที่ผิวภายนอก แต่เกิดที่ “เลนส์ตา” ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปภายในลูกตา เลนส์ที่เคยใสทำหน้าที่รวมแสง จะเริ่มขุ่นมัวลงเมื่อเกิดอาการของต้อกระจกนั่นเองครับ แม้อายุจะเป็นปัจจัยที่สำคัญของการเกิดเจ้าตัวร้ายนี้ แต่ปัจจัยอย่างโรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ และการได้รับรังสี UV สะสม ก็คือตัวการสำคัญที่ทำให้โปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดครับ ความรู้สึกของผู้สูงวัยที่มีอาการป่วย จะรู้สึกเหมือนมองผ่านหมอก หรือกระจกที่ฝ้าฟาง สีสันที่เคยสดใสก็จะเริ่มซีดจาง หรือกลายเป็นสีโทนเหลืองน้ำตาล ทำให้การทำกิจกรรมที่ละเอียดอ่อน อย่างเช่นการวาดภาพหรืออ่านหนังสือ กลายเป็นเรื่องยากและน่าหงุดหงิด ถ้าเกิดอาการที่รุนแรง เหมือนเช่นไกด์ทัวร์ที่ผมกล่าวถึงในตอนต้น เกิดจะทำให้เกิดอากัปกิริยาที่ผิดปกตินั่นเองครับ

อันตรายที่แฝงมากับ “ความสบาย”หลังจากใช้ยาหยอดตา ที่เราๆท่านๆมักจะใช้เมื่อมีความรู้สึกระคายเคือง อาจจะเป็นกับดักของตัวอันตรายก็ได้ ประเด็นที่วิกฤตที่สุดในเรื่อง 3 ต้อ คือความพยายามหาทางออกด้วยตนเองของผู้สูงวัย เพราะหลายท่านมักจะเลือกซื้อยาหยอดตาตามคำโฆษณา หรือยาสมุนไพรที่อ้างว่า “ลอกต้อได้” ซึ่งมักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ (Steroids)นั่นแหละครับ ยาเหล่านี้จะช่วยให้หายตาแดงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้สูงวัยหลงเชื่อว่าหายแล้ว แต่ในความเป็นจริง สเตียรอยด์มักจะเข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้น โดยไม่มีอาการปวดมาเตือนก่อน จนทำลายเส้นประสาทตาถาวร กลายเป็น “ต้อหิน” (Glaucoma) ซึ่งร้ายแรงกว่าต้อกระจกหลายเท่าครับ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นประสาทตานั้น จะไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้อีกเลย

ผมเคยได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะบำบัดชาวไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบำบัดเยียวยาให้แก่ผู้สูงวัย ด้วยการเยียวยาทาง “ด้านจิตใจ” ในวันที่ “ดวงตา”ของผู้สูงวัย พร่ามัว เพราะเมื่อผู้ดูแลหรือผู้บริบาลเข้าใจ และเฝ้าระวังโรคต้ออย่างถูกต้องแล้ว การดูแล “ทางด้านจิตใจ” ของผู้สูงวัยก็สำคัญไม่แพ้กัน การนำศิลปะบำบัด (Art Therapy) มาใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางสายตา คือการให้โอกาสพวกเขาได้สื่อสาร กับโลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งต้องพูดว่าการบำบัดด้วยวิธีนี้ แม้จะไม่สามารถที่จะทำให้ผู้สูงวัยที่มีอาการสามต้อ จนมองอะไรได้ไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ได้ศิลปะมาช่วยปลอบประโลมใจ ให้มีความสุขของบั้นปลายชีวิตได้เป็นอย่างดีครับ

โชคดีที่ผมได้พบกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชาวไต้หวันกลุ่มนี้ ผมจึงได้เรียนเชิญท่านมาเมืองไทย โดยได้ร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดงานสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 29 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 9:00 น.เป็นต้นไป โดยจะมีกิจกรรมการฝึกอบรมการใช้ศิลปะบำบัด(Art Therapy) มาใช้ในการดูแลผู้สูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ สนใจติดต่อได้ที่ อาจารย์ ดร.ภรรวษา จันทศิลป์ เบอร์โทร 097-874-6945 ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สนใจติดต่อด่วนครับ

 

บทวิจัยอ้างอิง (References)

ต้อหินจากสเตียรอยด์ (Steroid-Induced Glaucoma) จากรายงานของ The American Academy of Ophthalmology (AAO) พบว่าผู้ใช้สเตียรอยด์หยอดตาต่อเนื่องนานกว่า 2-4 สัปดาห์ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะความดันตาสูงเรื้อรังซึ่งนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร

ปัจจัยเร่งต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวาน งานวิจัยใน The Lancet ยืนยันว่าภาวะน้ำตาลในเลือดสูงส่งผลโดยตรงต่อการเกิด Sorbitol ในเลนส์ตา ทำให้เลนส์บวมและขุ่นมัวเร็วกว่าคนปกติถึง 3 เท่า

แสงแดดและต้อเนื้อ The Singapore Malay Eye Study ระบุความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการสัมผัสแสงแดดกลางแจ้งโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันกับการลุกลามของต้อเนื้อเข้าสู่ตาดำ

ศิลปะบำบัดและสุขภาพตา การศึกษาจาก Journal of the American Art Therapy Association ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมสร้างสรรค์ช่วยลดภาวะเครียดของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งส่งผลบวกต่อการรักษาความดันในลูกตาให้คงที่ในผู้สูงวัย