thansettakij
thansettakij
สหรัฐฯ เปิดแนวคิด Renaissance พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน AI

สหรัฐฯ เปิดแนวคิด Renaissance พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน AI

04 พ.ย. 69 | 01:40 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ย. 69 | 01:49 น.

เมื่อ AI Data Center ขนาดยักษ์กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และการยอมรับของชุมชน บริษัทสหรัฐฯ เสนอแนวคิดสร้าง Data Center ใต้ดินขนาด 1,000 MW บนพื้นที่เพียง 30 เอเคอร์ พร้อมระบบพลังงานและน้ำที่ไม่พึ่งพาสาธารณูปโภคของเมือง แต่เทคโนโลยีนี้จะเป็นทางออกจริงหรือยังเป็นเพียงแนวคิดที่ต้องพิสูจน์? โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM – KMITL) วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

อุตสาหกรรม Artificial Intelligence หรือ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา Data Center ทั่วโลก จากเดิมที่เป็นอาคารสำหรับจัดเก็บข้อมูลและให้บริการ Cloud Computing ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมาที่ต้องใช้ไฟฟ้าหลายร้อยถึงหลายพันเมกะวัตต์ พร้อมระบบทำความเย็นและระบบสนับสนุนที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI Data Center กำลังสร้างปัญหาใหม่ให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังไฟฟ้า ระบบสายส่ง หม้อแปลง การใช้น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

ที่ผ่านมา Data Center ขนาดใหญ่ส่วนมากถูกสร้างเป็นอาคารเหนือพื้นดิน มีระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ รวมถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเชื่อมต่อกับระบบสาธารณูปโภค

แต่เมื่อความต้องการกำลังไฟฟ้าขยายจากระดับ 50-100 MW ไปสู่ 500-1,000 MW รูปแบบการพัฒนา Data Center แบบเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งพื้นที่ก่อสร้าง ระยะเวลารอไฟฟ้า ต้นทุนระบบทำความเย็น และความกังวลของประชาชนในพื้นที่

ล่าสุด บริษัท The Renaissance System ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2026 ได้เปิดตัวแนวคิดโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ใต้ดินภายใต้ชื่อ Renaissance โดยเสนอให้ Data Center ขนาดใหญ่สามารถดำเนินงานโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบ Grid และน้ำประปาของเมือง

บริษัทระบุว่าแนวคิดดังกล่าวสามารถรองรับ IT Load สูงสุดถึง 1,000 MW หรือ 1 GW ภายในพื้นที่ประมาณ 30 เอเคอร์ หรือราว 76 ไร่ พร้อมออกแบบให้ลดผลกระทบต่อชุมชน ทั้งด้านการใช้ทรัพยากร เสียง และสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่เหนือพื้นดิน

ดร.เมทังกร เสริมสุ

 

หากแนวคิดนี้สามารถพัฒนาและพิสูจน์สมรรถนะได้จริง ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการพัฒนา AI Data Center ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในปัจจุบันยังเป็นข้อเสนอด้านการออกแบบและเป้าหมายทางวิศวกรรมของบริษัท ไม่ใช่ผลการดำเนินงานที่ผ่านการพิสูจน์จาก Data Center ขนาด 1,000 MW ที่เปิดใช้งานจริง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราสามารถสร้าง Data Center ใต้ดินได้หรือไม่ แต่คือ Data Center ใต้ดินจะสามารถแก้ปัญหาไฟฟ้า น้ำ ความร้อน และต้นทุนของ AI Infrastructure ได้จริงมากน้อยเพียงใด

Renaissance คืออะไร? ทำไมต้องสร้าง Data Center ใต้ดิน?

Renaissance เป็นแนวคิดการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และอาคารใต้ดินที่บริษัท The Renaissance System เสนอให้ใช้เป็นระบบทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property ซึ่งสามารถให้สิทธิการใช้งานแก่ผู้พัฒนาโครงการ

แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการออกแบบแบบ Modular Deployment โดยสามารถพัฒนาโครงการเป็นส่วน ๆ ภายใต้การควบคุมของวิศวกรวิชาชีพ และปรับให้เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่ของแต่ละโครงการ

บริษัทมองว่า Data Center แบบอาคารขนาดใหญ่เหนือพื้นดิน หรือที่เรียกว่า Megabox Facilities กำลังสร้างผลกระทบต่อชุมชนมากขึ้น ทั้งด้านทัศนียภาพ เสียง การใช้ที่ดิน และความต้องการสาธารณูปโภค

การนำ Data Center ลงไปอยู่ใต้ดินจึงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกที่ช่วยลดโครงสร้างขนาดใหญ่เหนือพื้นดิน และอาจเพิ่มความสามารถในการป้องกันภัยจากสภาพอากาศรุนแรงหรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
 

อย่างไรก็ตาม การสร้าง Data Center ใต้ดินไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน เพราะยังต้องมีงานขุดดิน ระบบระบายอากาศ ทางเข้าออก ระบบขนส่งอุปกรณ์ ระบบระบายความร้อน และมาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม

นอกจากนี้ การออกแบบใต้ดินยังมีข้อจำกัดด้านน้ำใต้ดิน ความดันดิน การระบายน้ำ ความเสี่ยงน้ำท่วม และการเข้าถึงพื้นที่เพื่อบำรุงรักษา ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนก่อสร้างสูงกว่าอาคารเหนือพื้นดินในบางพื้นที่

ดังนั้นความเหมาะสมของ Data Center ใต้ดินจึงต้องประเมินเป็นรายโครงการ ไม่ใช่สรุปว่าโครงสร้างใต้ดินจะมีต้นทุนต่ำกว่าหรือปลอดภัยกว่าเสมอไป

Data Center 1,000 MW บนพื้นที่ 76 ไร่ เป็นไปได้จริงหรือ?

หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของ Renaissance คือการรองรับ IT Load สูงสุด 1,000 MW ภายในพื้นที่ประมาณ 30 เอเคอร์ หรือ 121,400 ตารางเมตร เทียบเท่าประมาณ 75.9 ไร่

ตัวเลขดังกล่าวถือว่ามีความหนาแน่นของกำลังประมวลผลสูงมากเมื่อเทียบกับรูปแบบ Data Center Campus ทั่วไป

หากพิจารณา IT Load 1,000 MW และสมมติค่า Power Usage Effectiveness หรือ PUE เท่ากับ 1.20 จะมีความต้องการกำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 1,200 MW

หากเดินเครื่องเต็มกำลังตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 365 วัน จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 10.51 TWh ต่อปี

เมื่อคิดค่าไฟฟ้า 4 บาทต่อหน่วย จะเทียบเท่าต้นทุนไฟฟ้าประมาณ 42,000 ล้านบาทต่อปี หากซื้อไฟฟ้าทั้งหมดจากระบบ Grid ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว

ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า Data Center ขนาด 1 GW ไม่ใช่อาคารดิจิทัลธรรมดา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่มีความต้องการพลังงานระดับเดียวกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ 76 ไร่ จะเทียบเท่าความหนาแน่นของ IT Load ประมาณ 13.2 MW ต่อไร่ ซึ่งเป็นระดับสูงมาก

การทำให้เกิดขึ้นจริงอาจต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างหลายระดับใต้ดิน ระบบระบายความร้อนประสิทธิภาพสูง และการจัดวางอุปกรณ์อย่างหนาแน่น

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางวิศวกรรมเพียงพอที่จะยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมโรงไฟฟ้า ระบบเชื้อเพลิง ระบบระบายความร้อน พื้นที่บำรุงรักษา และโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนทั้งหมดหรือไม่

ดังนั้นตัวเลข 1,000 MW บนพื้นที่ 30 เอเคอร์จึงควรถูกพิจารณาเป็นเป้าหมายการออกแบบของบริษัท มากกว่าขีดความสามารถที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

ไม่ใช้ไฟฟ้าจาก Grid แล้ว Data Center จะผลิตไฟฟ้าจากที่ไหน?

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของ Renaissance คือการเสนอให้ Data Center สามารถดำเนินงานโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบสาธารณะ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับปัญหาที่ AI Data Center ทั่วโลกกำลังเผชิญ เพราะแม้ผู้ประกอบการจะมีเงินลงทุนมหาศาล แต่ระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าในหลายพื้นที่ไม่สามารถขยายได้ทันกับความต้องการ

อย่างไรก็ตาม การไม่ใช้ไฟฟ้าจาก Grid ไม่ได้หมายความว่า Data Center ไม่ต้องใช้พลังงาน หรือสามารถผลิตพลังงานได้โดยไม่มีเชื้อเพลิง

หาก Data Center มี IT Load 1,000 MW และ PUE 1.20 จะต้องจัดหากำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 1,200 MW อย่างต่อเนื่อง

นั่นหมายความว่าระบบผลิตไฟฟ้าของโครงการต้องสามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้ในระดับดังกล่าว พร้อมมีระบบสำรองและความมั่นคงเพียงพอสำหรับการดำเนินงานของ Data Center

หากใช้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ Combined Cycle Gas Turbine หรือ CCGT ที่มีประสิทธิภาพสุทธิประมาณ 55–60% การผลิตไฟฟ้า 1,200 MW ต่อเนื่องตลอดปีอาจต้องใช้ LNG ประมาณ 1.44–1.57 ล้านตันต่อปี ภายใต้สมมติฐานค่าความร้อนเชื้อเพลิง 50 MJ/kg

นอกจากนี้ยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดหาและส่งเชื้อเพลิง ระบบระบายความร้อนของโรงไฟฟ้า ระบบควบคุมมลพิษ และระบบสำรองกำลังผลิต

หากใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับ Battery Energy Storage System หรือ BESS ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงช่วงที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่ำต่อเนื่องหลายวัน

ตัวอย่างเช่น หากต้องการสำรองกำลังไฟฟ้า 1,200 MW เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องมีพลังงานสำรองที่จ่ายออกได้ประมาณ 28.8 GWh โดยยังไม่รวมการสูญเสียและกำลังสำรองเพิ่มเติม

นี่คือเหตุผลที่ระบบไฟฟ้าสำหรับ AI Data Center ขนาด 1 GW มีความซับซ้อนสูงมาก

ในข้อมูลที่เผยแพร่ บริษัท Renaissance ยังไม่ได้แสดงรายละเอียดเพียงพอที่จะยืนยันแหล่งผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยีที่ใช้ ต้นทุนเชื้อเพลิง และการรับประกันความมั่นคงของระบบ

ดังนั้นข้อเสนอเรื่องการไม่พึ่งพา Grid จึงต้องได้รับการพิสูจน์ผ่านแบบวิศวกรรมและการศึกษาความเป็นไปได้อย่างละเอียด

ไม่ใช้น้ำประปาของเมือง แล้วระบบ Cooling จะระบายความร้อนอย่างไร?

อีกข้อเสนอสำคัญของ Renaissance คือการออกแบบ Data Center ให้ไม่ต้องพึ่งพาน้ำประปาของเมือง

ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะ AI Data Center ขนาดใหญ่ต้องระบายความร้อนจำนวนมหาศาลจาก GPU และ Server

หาก IT Load เท่ากับ 1,000 MW พลังงานไฟฟ้าที่ใช้กับอุปกรณ์ IT เกือบทั้งหมดจะกลายเป็นความร้อน ซึ่งต้องถูกระบายออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น Data Center ขนาด 1 GW จึงต้องจัดการภาระความร้อนจากอุปกรณ์ IT ประมาณ 1,000 MW ความร้อน โดยยังต้องพิจารณาภาระความร้อนจากระบบสนับสนุนอื่นเพิ่มเติม

แม้ Data Center จะอยู่ใต้ดิน แต่ความร้อนดังกล่าวไม่ได้หายไป เพราะกฎการอนุรักษ์พลังงานยังคงใช้เหมือนเดิม

ระบบ Cooling จึงต้องมีแหล่งรับความร้อนที่สามารถระบายพลังงานออกได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อากาศภายนอก น้ำจากแหล่งที่ได้รับอนุญาต ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนใต้ดิน หรือระบบนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการอื่น

การใช้ Closed-Loop Liquid Cooling อาจช่วยลดการใช้น้ำชดเชยจากระบบ Cooling Tower ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องมีระบบระบายความร้อนปลายทาง

หากใช้พื้นดินหรือชั้นหินเป็นแหล่งรับความร้อน ก็ต้องประเมินความสามารถในการถ่ายเทความร้อนระยะยาว เพราะดินและหินมีข้อจำกัดในการรับความร้อนอย่างต่อเนื่อง และอุณหภูมิของพื้นที่โดยรอบอาจเพิ่มขึ้นเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน

ในข้อมูลที่เปิดเผย บริษัทไม่ได้แสดงรายละเอียดทางเทคนิคเพียงพอที่จะยืนยันว่าระบบสามารถระบายความร้อนระดับ 1,000 MW ได้โดยไม่พึ่งพาน้ำประปาของเมืองอย่างไร

ดังนั้นการไม่ใช้น้ำประปาจึงเป็นเป้าหมายการออกแบบที่น่าสนใจ แต่ต้องพิสูจน์ทั้งด้านสมดุลพลังงาน ปริมาณน้ำจากแหล่งอื่น และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Data Center ใต้ดินอาจเพิ่มความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและการโจมตี

บริษัท Renaissance ระบุว่าโครงสร้างใต้ดินถูกออกแบบเพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันภัยจากสภาพอากาศรุนแรง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างถึงการป้องกันการโจมตีด้วย Drone และภัยจาก Electromagnetic Pulse หรือ EMP

บริษัทระบุว่าการออกแบบมีเป้าหมายการป้องกัน EMP ระดับ 3 และมีสมรรถนะสูงกว่ามาตรฐานทางทหารบางประเภทประมาณ 3-10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากผลการทดสอบภาคสนามหรือรายงานรับรองจากหน่วยงานอิสระที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

การประเมินความปลอดภัยของ Data Center ใต้ดินจึงควรพิจารณามาตรฐานที่ใช้อ้างอิง วิธีการทดสอบ ขอบเขตการป้องกัน และผลการตรวจสอบจริง

แม้โครงสร้างใต้ดินอาจช่วยลดการสัมผัสกับภัยบางประเภท เช่น ลมพายุหรือการโจมตีจากภายนอก แต่ก็อาจมีความเสี่ยงอื่น เช่น น้ำท่วมใต้ดิน อัคคีภัย การระบายควัน การอพยพบุคลากร และการเข้าถึงพื้นที่เพื่อซ่อมบำรุง

ดังนั้นความปลอดภัยของ Data Center ใต้ดินต้องได้รับการประเมินแบบองค์รวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความแข็งแรงของโครงสร้าง

บริษัทอ้างประหยัดต้นทุนกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ใน 30 ปี

หนึ่งในข้อเสนอที่โดดเด่นของ Renaissance คือการประเมินว่าระบบสามารถสร้างการประหยัด Total Cost of Ownership หรือ TCO ได้มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลา 30 ปี โดยใช้ตลาดรัฐเวอร์จิเนียเป็นฐานในการคำนวณ

หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 35 บาทต่อดอลลาร์ จะเทียบเท่าประมาณ 3.5 ล้านล้านบาทตลอดระยะเวลา 30 ปี

ตัวเลขดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเป็นผลประหยัดจากต้นทุนส่วนใดบ้าง

การประเมิน TCO ของ Data Center ควรครอบคลุมทั้งเงินลงทุนก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบเชื้อเพลิง ค่าพลังงาน การบำรุงรักษา การเปลี่ยนอุปกรณ์ และต้นทุนทางการเงินตลอดอายุโครงการ

สำหรับ Data Center ใต้ดิน ยังต้องรวมต้นทุนการขุดเจาะ การป้องกันน้ำใต้ดิน ระบบระบายอากาศ การป้องกันอัคคีภัย และการขนส่งอุปกรณ์ขนาดใหญ่เข้าสู่พื้นที่ใต้ดินด้วย

หากเปรียบเทียบกับ Data Center เหนือพื้นดิน ต้องใช้ขนาด IT Load ระดับความน่าเชื่อถือ อายุโครงการ และขอบเขตต้นทุนที่เทียบเคียงกันได้

ในปัจจุบัน บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดแบบจำลองทางการเงินและสมมติฐานทั้งหมดที่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบตัวเลขผลประหยัดดังกล่าวอย่างอิสระ

ดังนั้นตัวเลข 100,000 ล้านดอลลาร์ควรถูกมองเป็นผลการประเมินของผู้พัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่ผลประหยัดที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

เตรียมเจรจาเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ ปี 2027

บริษัท The Renaissance System ระบุว่าได้วางแนวทางการนำระบบไปประยุกต์ใช้ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Virginia, West Virginia, Tennessee, New Mexico และ Texas

โดยมีเป้าหมายเริ่มทำข้อตกลงเชิงพาณิชย์ในรัฐเวอร์จิเนียภายในไตรมาสแรกของปี 2027 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจากับนักลงทุนและการได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

บริษัทมีแนวทางให้ผู้พัฒนาโครงการใช้ระบบผ่านการให้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา และร่วมดำเนินงานกับวิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้างที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบการประเมิน หรือ Rating System เพื่อให้ชุมชนและหน่วยงานกำกับดูแลใช้ประกอบการพิจารณาโครงการ

Channing Blackwell, P.E. ผู้มีบทบาทในการพัฒนาแนวคิดดังกล่าว อธิบายว่าโครงการมีที่มาจากประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและการก่อสร้างของตนเอง รวมถึงความต้องการลดผลกระทบของอาคารอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต่อชุมชน

แนวคิดสำคัญของบริษัทคือการพัฒนา Data Center ที่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยลดความขัดแย้งระหว่างการลงทุนกับชุมชนโดยรอบ

อย่างไรก็ตาม การเริ่มเจรจาข้อตกลงเชิงพาณิชย์ไม่ได้หมายความว่าโครงการได้รับอนุญาตหรือเริ่มก่อสร้างแล้ว และยังต้องติดตามความคืบหน้าการลงทุนและผลการพิสูจน์เทคโนโลยีในระยะต่อไป

ประเทศไทยควรเรียนรู้อะไรจากแนวคิด Renaissance?

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการเติบโตของ AI Data Center โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ EEC ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าและน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้แนวคิด Renaissance จะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ แต่ก็สะท้อนทิศทางการออกแบบ Data Center ที่น่าสนใจ นั่นคือการพยายามลดการพึ่งพาสาธารณูปโภคของชุมชน และออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความเย็นควบคู่กับ Data Center ตั้งแต่ต้น

สำหรับประเทศไทย แนวคิดที่ควรนำมาพิจารณาไม่จำเป็นต้องเป็นการสร้าง Data Center ใต้ดินขนาด 1 GW ทันที แต่คือการพัฒนารูปแบบ Integrated Data Center Infrastructure ที่เชื่อมโยงระบบผลิตไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และแหล่งพลังงานที่เหมาะสมเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างเช่น การพัฒนา Data Center ร่วมกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และ BESS หรือการใช้พลังงานความเย็นจาก LNG Receiving Terminal เพื่อลดไฟฟ้าที่ใช้กับระบบ Chiller

ในพื้นที่ EEC ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประเทศไทยอาจมีโอกาสพัฒนา AI Data Center ที่ใช้ประโยชน์จากพลังงานร่วมกันได้มากกว่าการสร้าง Data Center แบบแยกส่วน

อีกแนวทางหนึ่งคือการใช้ District Cooling หรือ ระบบผลิตน้ำเย็นส่วนกลาง เพื่อรองรับ Data Center หลายแห่งในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนระบบทำความเย็น

แต่ทุกแนวทางต้องผ่านการประเมินความเป็นไปได้ด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ความพร้อมของแหล่งพลังงาน และความสามารถในการระบายความร้อนอย่างต่อเนื่อง

Data Center ใต้ดินเหมาะกับประเทศไทยหรือไม่?

การพัฒนา Data Center ใต้ดินในประเทศไทยมีทั้งโอกาสและข้อจำกัด

ข้อได้เปรียบที่อาจเกิดขึ้นคือการลดพื้นที่อาคารเหนือพื้นดิน ลดผลกระทบด้านทัศนียภาพ และเพิ่มการป้องกันภัยบางประเภท

แต่ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อน มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ และบางพื้นที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง ซึ่งอาจทำให้การก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงสร้างใต้ดินมีความซับซ้อน

นอกจากนี้ Data Center ใต้ดินยังต้องออกแบบระบบระบายความร้อน ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายควัน และเส้นทางอพยพอย่างเข้มงวด

หากเป็น AI Data Center ที่มี IT Load หลายร้อยเมกะวัตต์ การระบายความร้อนจะเป็นโจทย์สำคัญมาก เพราะอุณหภูมิของดินไม่ได้ต่ำเพียงพอที่จะรองรับความร้อนปริมาณมหาศาลได้อย่างไม่จำกัด

ดังนั้นการนำแนวคิดนี้มาใช้ในประเทศไทยอาจเหมาะกับการศึกษาความเป็นไปได้ในพื้นที่เฉพาะ เช่น พื้นที่ที่มีสภาพธรณีวิทยาเหมาะสม หรือโครงการที่ต้องการความมั่นคงและความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ

แต่ยังไม่ควรสรุปว่า Data Center ใต้ดินจะเหมาะสมกว่าการสร้าง Data Center เหนือพื้นดินในทุกกรณี

บทสรุป

อนาคต Data Center อาจไม่ได้แข่งขันกันแค่ GPU แต่แข่งขันกันที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

การเปิดตัว Renaissance ของ The Renaissance System สะท้อนความพยายามของอุตสาหกรรม Data Center ในการค้นหารูปแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการกำลังประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แนวคิด Data Center ใต้ดินขนาด 1,000 MW บนพื้นที่ประมาณ 76 ไร่ โดยไม่พึ่งพาไฟฟ้าจาก Grid และน้ำประปาของเมือง เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจในเชิงวิศวกรรมและนโยบาย

แต่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสมรรถนะ ความปลอดภัย การประหยัดต้นทุน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังต้องได้รับการพิสูจน์จากการออกแบบรายละเอียด การทดสอบ และการดำเนินงานจริง

สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญจาก Renaissance ไม่ใช่การรีบสร้าง Data Center ใต้ดินตามสหรัฐอเมริกา แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนา AI Infrastructure

ที่ผ่านมา Data Center มักถูกมองเป็นอาคารที่ต้องรอไฟฟ้า น้ำ และระบบสาธารณูปโภคจากภาครัฐ แต่ในอนาคต Data Center ขนาดใหญ่อาจต้องมีบทบาทในการร่วมลงทุนและรับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำ และระบบทำความเย็นของตนเองมากขึ้น

โดยเฉพาะโครงการที่มีความต้องการไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าและชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามสำคัญของอนาคตจึงอาจไม่ใช่ว่าเราจะสร้าง Data Center ให้ใหญ่ขึ้นได้อีกเท่าไร แต่คือเราจะสร้าง Data Center ที่ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ผลักภาระต้นทุนให้ประชาชนได้อย่างไร

หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่บูรณาการระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบทำความเย็น และการบริหารทรัพยากรน้ำได้อย่างเหมาะสม ก็อาจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนกว่าการดึงดูดเงินลงทุน Data Center เพียงอย่างเดียว

เพราะในยุค AI ประเทศที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ประเทศที่สร้าง Data Center ได้ใหญ่ที่สุด แต่เป็นประเทศที่สามารถออกแบบ Data Center ให้เติบโตไปพร้อมกับระบบพลังงาน สิ่งแวดล้อม และชุมชนได้อย่างสมดุลที่สุด

หมายเหตุ : ข้อมูลโครงการ Renaissance อ้างอิงจากข่าวที่ให้มา โดยตัวเลข 1,000 MW, พื้นที่ 30 เอเคอร์, ผลประหยัด 100,000 ล้านดอลลาร์ และระดับการป้องกัน EMP เป็นข้อกล่าวอ้างหรือเป้าหมายการออกแบบของบริษัท ยังไม่ใช่ผลทดสอบที่ยืนยันแล้ว