thansettakij
thansettakij
โซลาร์ภาคประชาชน...รัฐเปิดตลาด แต่ SME อาจไปไม่ถึงฝั่ง!

โซลาร์ภาคประชาชน...รัฐเปิดตลาด แต่ SME อาจไปไม่ถึงฝั่ง!

03 พ.ย. 69 | 23:00 น.

โซลาร์ภาคประชาชน...รัฐเปิดตลาด แต่ SME อาจไปไม่ถึงฝั่ง! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • รัฐบาลส่งเสริมโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนครัวเรือนและเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบ
  • ผู้ประกอบการติดตั้งรายย่อย (SME) เผชิญอุปสรรคจากเงื่อนไขที่ต้องวางเงินค้ำประกันสูง และมีภาระผูกพันในการบำรุงรักษาระยะยาว
  • เงื่อนไขดังกล่าวอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนสูงกว่า ทำให้ SME จำนวนมากอาจไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้

*** เรื่องของพลังงานสะอาดถือเป็นหนึ่งในกระแสโลก (Mega Trend) ที่ควรได้รับการสนับสนุน โดยเฉพาะในวันที่ราคาพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และ ไฟฟ้า อยู่ในช่วงขาขึ้น จนกลายเป็นต้นทุนสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 จึงถือเป็นเรื่องดี ที่เจ๊เมาธ์เห็นด้วยอย่างยิ่ง!

แต่เจ๊เมาธ์มองว่า เรื่องนี้ยังมีอีกหลายมุมที่ต้องติดตาม เพราะการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาด ไม่ได้หมายความว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อย หรือ SME ที่กำลังเผชิญข้อจำกัดจนบางรายเลือกไม่เข้าร่วมโครงการ 

 

ตามรายละเอียดเบื้องต้น รัฐบาลเตรียมสนับสนุนเงินอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท ตั้งเป้าหมาย 1 ล้านสิทธิ์ ครอบคลุมทั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์บนพื้นดิน และ โซลาร์ลอยน้ำ พร้อมจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารของรัฐ รวมถึงเปิดช่องทางให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย

ฟังดูแล้วประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็น่าจะมีโอกาสเติบโตตามไปด้วย แต่ปัญหาที่เจ๊เมาธ์อยากชวนให้มองต่อคือ เมื่อรัฐบาลประกาศเปิดสนามให้ทุกคนเข้ามาแข่งขัน เหตุใดผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วน กลับต้องถอยออกไปตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม? 

ประเด็นแรก คือ หลักประกันทางการเงิน ซึ่งกลายเป็นภาระสำคัญของผู้รับเหมาติดตั้ง เพราะเงื่อนไขมาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการ (Vendor) กำหนดให้ต้องจัดหาหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร หรือ Bank Guarantee แบ่งเป็นเงินประกันผลงาน 50,000 บาทต่อหลัง ซึ่งจะได้รับคืนหลังส่งมอบงานตามเงื่อนไขภายใน 6 เดือน และเงินประกันด้านการติดตั้งและบำรุงรักษาอีก 10,000 บาทต่อหลัง ซึ่งมีระยะเวลาผูกพันยาวถึง 7 ปี

ประเด็นต่อมา คือ ความเสี่ยงด้านระยะเวลาดำเนินงาน โดยเฉพาะขั้นตอนการขออนุญาต ตรวจสอบระบบ และการขนานไฟเข้ากับระบบของการไฟฟ้า ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน หากล่าช้าเกินกรอบที่กำหนด ผู้รับเหมาก็เสี่ยงไม่ได้รับเงินประกันผลงานคืนตามกำหนด ทั้งที่ความล่าช้าบางส่วนไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ติดตั้งโดยตรง เรียกว่าผู้รับเหมาต้องรับความเสี่ยง แม้บางขั้นตอนจะไม่ได้อยู่ในมือของตัวเองก็ตาม

ขณะที่เงินประกันด้านการติดตั้งและบำรุงรักษา 10,000 บาทต่อหลัง ซึ่งต้องผูกพันนานถึง 7 ปี ก็เป็นอีกต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ทั้งภาระดูแลระบบและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เมื่อเทียบกับอัตรากำไรของธุรกิจติดตั้งโซลาร์ระดับครัวเรือนแล้ว ไม่ใช่ทุกบริษัทจะเห็นว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยง

นี่จึงเป็นที่มาของเสียงสะท้อนว่า โครงการอาจเอื้อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีเงินทุนและสภาพคล่องสูงมากกว่ารายย่อย โดยมีข้อมูลระบุว่า SME อาจถอนตัว หรือ ไม่เข้าร่วมสูงถึงประมาณ 70% ซึ่งยังต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่ก็เป็นเรื่องที่ภาครัฐไม่ควรมองข้าม เพราะหากรายเล็กแข่งขันไม่ได้ ตลาดที่ตั้งใจจะกระจายโอกาสให้ประชาชน ก็อาจกลายเป็นสนามของบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่รายไปเสียอย่างนั้น

ส่วนในมุมประชาชน เจ๊เมาธ์อยากให้พิจารณาความคุ้มค่าจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก บ้านที่มีคนอยู่ช่วงกลางวัน ใช้เครื่องปรับอากาศ หรือ ชาร์จรถยนต์ EV ในช่วงที่แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้ ย่อมมีโอกาสประหยัดค่าไฟมากกว่าบ้านที่ใช้ไฟช่วงกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ เพราะค่าไฟอยู่ที่ราว 4.30–4.50 บาทต่อหน่วย ขณะที่ไฟฟ้าส่วนเกินขายคืนได้เพียง 2.20 บาทต่อหน่วย การใช้ไฟที่ผลิตได้เองจึงคุ้มค่ากว่าการขายคืนอย่างชัดเจน

สำหรับตลาดหุ้นไทย บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแสงอาทิตย์อย่าง GUNKUL, GULF และ SOLAR อาจได้รับโอกาสจากความต้องการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหาก SME ถอนตัว งานบางส่วนก็อาจไหลไปยังผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีเงินทุนและวงเงินค้ำประกันพร้อมกว่า 

ขณะที่ COM7, HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสต่อยอดรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์และแพ็กเกจติดตั้ง ส่วน KUMWEL และ ASEFA ก็อาจได้รับอานิสงส์จากความต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบประกอบการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เจ๊เมาธ์มองว่า การอยู่ในธีมพลังงานสะอาดไม่ได้หมายความว่า ทุกบริษัทจะได้ประโยชน์เท่ากัน นักลงทุนต้องดูว่า บริษัทไหนมีโอกาสรับงานจริง และสามารถเปลี่ยนความต้องการที่เพิ่มขึ้น ให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้มากน้อยเพียงใด เพราะแค่มีชื่ออยู่ในธีมเดียวกัน ไม่ได้แปลว่า กำไรจะวิ่งเข้าหาเหมือนกันทุกบริษัท

เจ๊เมาธ์ไม่ได้มองว่า การที่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์จากโครงการเป็นเรื่องผิด เพราะการลงทุนย่อมต้องมีผู้ประกอบการเข้ามารองรับตลาด แต่สิ่งที่รัฐบาลควรกลับไปทบทวนคือ เงื่อนไขการค้ำประกันที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ การขยายกรอบเวลาคืนหลักประกันในกรณีที่เกิดความล่าช้าจากหน่วยงานรัฐ ตลอดจนการลดภาระเงินทุนที่ไม่จำเป็นสำหรับ SME

เพราะหากรัฐบาลตั้งใจให้โซลาร์ภาคประชาชน เป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ในวงกว้าง ก็ควรเปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงตลาดได้จริง ไม่ใช่กระจุกอยู่กับคนที่มีทุนหนาพอจะเล่นตามกติกาเท่านั้นเจ้าค่ะ!

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์