
35 GW หรือ 8.8 GW? เมื่อ Data Center ทำให้ประเทศไทยต้องคิดใหม่เรื่องการวางแผนไฟฟ้า
35 GW หรือ 8.8 GW? เมื่อ Data Center ทำให้ประเทศไทยต้องคิดใหม่เรื่องการวางแผนไฟฟ้า โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
ตัวเลขหนึ่งที่กำลังสร้างคำถามใหญ่ให้กับวงการพลังงานไทย คือยอดคำร้องขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center ที่รวมกันสูงถึง 35 กิกะวัตต์ หรือ 35,000 เมกะวัตต์ ตัวเลขนี้น่าสนใจอย่างมาก เพราะมีขนาดใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทยที่กระทรวงพลังงานอ้างอิงอยู่ที่ประมาณ 40 กิกะวัตต์
ขณะที่รัฐบาลพิจารณานำความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center เพียง 8.8 กิกะวัตต์ เข้าไปอยู่ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 โดยกระทรวงพลังงานอธิบายว่า คำขอ 35 กิกะวัตต์ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่เรียกว่า “Phantom Demand” หรือความต้องการเทียม ซึ่งเกิดจากการขอโควตาไฟฟ้าเผื่อไว้และการขอแหล่งจ่ายไฟสำรอง ไม่ได้หมายความว่า Data Center ทั้งหมดจะเปิดใช้ไฟฟ้า 35 กิกะวัตต์พร้อมกันจริง
ตัวเลขสองตัวนี้จึงกำลังสะท้อนโจทย์ใหม่ที่สำคัญมากของประเทศไทยในยุค AI เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่า “เราจะมีไฟฟ้าพอสำหรับ Data Center หรือไม่?” แต่คือ “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความต้องการไฟฟ้าที่นักลงทุนยื่นเข้ามานั้น จะกลายเป็นความต้องการใช้ไฟจริงมากน้อยเพียงใด?”
35 GW ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้ Data Center จะใช้ไฟ 35 GW
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “คำขอใช้ไฟฟ้า” กับ “การใช้ไฟฟ้าจริง” เป็นคนละเรื่องกัน นักลงทุน Data Center สามารถศึกษาหลายพื้นที่พร้อมกัน ขอความพร้อมด้านไฟฟ้าไว้มากกว่าหนึ่งแห่ง หรือวางแผนโครงการเป็นหลายระยะ ขณะเดียวกัน Data Center ยังต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับ Reliability จึงอาจมีการขอระบบจ่ายไฟที่มีเส้นทางสำรองหรือเผื่อความต้องการในอนาคต
ดังนั้น หากนำคำขอทุกโครงการมาบวกกันตรง ๆ ตัวเลขที่ได้สามารถสูงกว่ากำลังไฟฟ้าที่จะถูกใช้จริงอย่างมาก นี่คือที่มาของคำว่า Phantom Demand ที่กระทรวงพลังงานนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน โดยข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ระบุว่ายอดคำร้องรวมอยู่ที่ 35 กิกะวัตต์ ขณะที่ร่าง PDP 2026 พิจารณาความต้องการ Data Center ที่ 8.8 กิกะวัตต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกินความจำเป็น
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะระบบไฟฟ้าไม่เหมือนการสร้าง Software หากประเทศไทยเชื่อว่าความต้องการ 35 กิกะวัตต์จะเกิดขึ้นทั้งหมด แล้วรีบสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า และระบบก๊าซเพื่อรองรับ แต่สุดท้าย Data Center เกิดขึ้นจริงเพียงส่วนหนึ่ง ประเทศอาจเหลือโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปแล้วแต่ไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ในทางกลับกัน หากเราประเมินต่ำเกินไป แล้ว AI Data Center เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาด ประเทศไทยก็อาจเผชิญปัญหา Grid Constraint ไม่มีสถานีไฟฟ้าหรือสายส่งเพียงพอ นักลงทุนต้องรอการเชื่อมต่อ และท้ายที่สุดการลงทุนอาจย้ายไปประเทศอื่น
นี่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องหาสมดุลระหว่าง “Overbuild” กับ “Underbuild”
หาก 35 GW เกิดขึ้นจริง จะใหญ่แค่ไหน?
ลองแปลงตัวเลขให้เห็นภาพง่ายขึ้น หากโหลด Data Center 35 กิกะวัตต์เดินเต็มกำลังตลอด 8,760 ชั่วโมงต่อปี ในเชิงคณิตศาสตร์จะเท่ากับการใช้พลังงานประมาณ 35 × 8,760 = 306.6 TWh ต่อปี ขณะที่ 8.8 กิกะวัตต์ หากเดินเต็มกำลังตลอดทั้งปี จะเท่ากับประมาณ 8.8 × 8,760 = 77.1 TWh ต่อปี
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงกรณีทางคณิตศาสตร์ที่สมมติว่าโหลดเดินเต็มกำลังตลอดเวลา ไม่ใช่การพยากรณ์การใช้ไฟจริง แต่ช่วยให้เห็นว่าความแตกต่างระหว่าง 35 GW กับ 8.8 GW มีขนาดใหญ่มากเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น หากเราพิจารณา Reserve Margin และความมั่นคงของระบบ การมีโหลดเพิ่มขึ้น 1 GW ไม่ได้หมายความว่าเพียงสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม 1 GW แล้วจบ เพราะต้องพิจารณาทั้งช่วงเวลาที่เกิด Peak ความพร้อมของโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย เชื้อเพลิง พลังงานหมุนเวียน และระบบสำรองของประเทศร่วมกัน
ดังนั้นตัวเลข Data Center เพียงตัวเดียวสามารถเปลี่ยนสมมติฐานของ PDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ทำไม 8.8 GW จึงเป็นตัวเลขที่น่าจับตา
กระทรวงพลังงานระบุว่า รัฐบาลพิจารณาบรรจุความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ที่ 8.8 GW ไว้ในร่าง PDP 2026 โดยมองว่าเป็นระดับที่ประเมินอย่างระมัดระวังและสมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับยอดคำขอรวม 35 GW
หากมองอีกมุมหนึ่ง 8.8 GW คิดเป็นเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของยอดคำขอ 35 GW แต่ก็ยังถือเป็นโหลดใหม่ที่ใหญ่มากสำหรับระบบไฟฟ้าไทย
และสิ่งสำคัญคือ 8.8 GW ไม่ควรถูกมองเป็นตัวเลขตายตัว
AI เป็นอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ความต้องการ GPU อาจเติบโตเร็วกว่าคาด เทคโนโลยีชิปอาจมีประสิทธิภาพดีขึ้น นักลงทุนบางโครงการอาจยกเลิก บางโครงการอาจขยายเร็วกว่ากำหนด หรือ Data Center อาจไม่ได้เดินเต็ม Contracted Capacity ตั้งแต่วันแรก
PDP ในยุค AI จึงอาจต้องเปลี่ยนจากการเป็นแผนที่คาดการณ์ Load แล้วสร้างกำลังผลิตล่วงหน้าแบบค่อนข้างคงที่ ไปสู่ Adaptive Planning ที่สามารถปรับตามความต้องการจริงได้เร็วขึ้น
ประเทศไทยต้องแยก “จองไฟ” ออกจาก “ใช้ไฟจริง”
นี่อาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของปัญหา Phantom Demand
ในอนาคต การยื่นขอไฟสำหรับ Data Center ขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์อาจไม่ควรถูกนับเข้าสู่ Demand Forecast ด้วยน้ำหนักเท่ากันทั้งหมดตั้งแต่วันแรก แต่ควรแยกโครงการตามระดับความพร้อม เช่น โครงการที่เพียงศึกษาความเป็นไปได้ โครงการที่มีที่ดินแล้ว โครงการที่ได้รับอนุมัติการลงทุน โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และโครงการที่มี Server หรือ GPU พร้อมเข้าสู่การใช้งานจริง
โครงการที่มีความพร้อมต่างกันย่อมมีโอกาสกลายเป็น Load จริงไม่เท่ากัน
แนวทางหนึ่งจึงอาจเป็นการใช้ Probability-Weighted Demand แทนการบวกคำขอทุกโครงการเข้าด้วยกันตรง ๆ เช่น หากโครงการหนึ่งขอ 500 MW แต่ยังอยู่ในขั้นศึกษาพื้นที่ ก็ไม่ควรถูกมองเหมือนกับโครงการ 500 MW ที่สร้างอาคารและสถานีไฟฟ้าเสร็จแล้วและกำลังติดตั้ง Server
วิธีคิดเช่นนี้จะทำให้ Demand Forecast สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่ประเทศจะสร้าง Infrastructure เพื่อรองรับโครงการที่ท้ายที่สุดไม่เกิดขึ้น
Data Center อาจต้องมีระบบ “Use It or Lose It”
อีกแนวคิดที่ประเทศไทยควรศึกษา คือการป้องกันการจองกำลังไฟฟ้าไว้โดยไม่มีการพัฒนาโครงการจริง เพราะ Capacity ของสายส่งและสถานีไฟฟ้าเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด หากโครงการหนึ่งจองไว้หลายร้อยเมกะวัตต์เป็นเวลาหลายปีแต่ไม่พัฒนา อาจทำให้โครงการอื่นที่พร้อมลงทุนจริงไม่สามารถเข้าถึงกำลังไฟในพื้นที่นั้นได้
จึงอาจพิจารณากลไกในลักษณะ Milestone-Based Capacity Allocation คือผู้ขอใช้ไฟขนาดใหญ่ต้องแสดงความคืบหน้าตามช่วงเวลา เช่น การได้ที่ดิน การอนุมัติโครงการ การก่อสร้าง และวันที่คาดว่าจะเริ่มใช้ไฟ หากไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด Capacity บางส่วนอาจถูกคืนเข้าสู่ระบบ
หลักการสำคัญคือ “จองไฟได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อ Capacity ที่จอง”
สิ่งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกีดกัน Data Center แต่เพื่อทำให้ผู้ที่มีโครงการจริงสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้เร็วขึ้น และลด Phantom Demand ในระบบ
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “มีไฟพอหรือไม่” แต่อยู่ที่ “ไฟอยู่ที่ไหน”
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ ระบบไฟฟ้าไม่ได้มีข้อจำกัดเฉพาะระดับประเทศเท่านั้น
ประเทศไทยอาจมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมเพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถจ่าย Data Center 500 MW เพิ่มได้ทุกพื้นที่ทันที
Data Center มักกระจุกตัวในพื้นที่ที่มี Fiber Connectivity สูง ใกล้กรุงเทพฯ เขตอุตสาหกรรม หรือ EEC ทำให้ความต้องการไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางสถานีไฟฟ้าและบางแนวสายส่ง
ดังนั้นโจทย์ของ Data Center จึงไม่ใช่เพียง Generation Adequacy แต่รวมถึง Grid Adequacy
มีโรงไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่เป็นคำถามหนึ่ง แต่สายส่ง สถานีไฟฟ้า และระบบจำหน่ายสามารถนำไฟไปถึง Data Center ได้หรือไม่ เป็นอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
8.8 GW ต้องไม่กลายเป็น “Blank Cheque” สำหรับสร้างโรงไฟฟ้า
แม้ 8.8 GW จะต่ำกว่ายอดคำขอ 35 GW มาก แต่ก็ไม่ควรถูกตีความอย่างง่ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 8.8 GW เพื่อ Data Center โดยตรง
เพราะการวางแผนระบบไฟฟ้าต้องดู Load Profile จริง Existing Capacity การปลดระวางโรงไฟฟ้า Reserve Margin พลังงานหมุนเวียน BESS การซื้อขายไฟฟ้า ประสิทธิภาพพลังงาน และความยืดหยุ่นของระบบทั้งหมด
ที่สำคัญ Data Center เองควรมีส่วนช่วยลดภาระที่สร้างต่อ Grid เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ Cooling ลด PUE ใช้ Renewable Energy ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน และบริหารโหลดบางประเภทให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ในอนาคต AI Data Center ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น Large Load แต่ควรถูกออกแบบให้เป็น Grid-Interactive Load ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้าได้ดีขึ้น
จาก PUE ต้องไปถึง “MW of Useful Compute”
ประเทศไทยยังควรตั้งคำถามต่ออีกว่า Data Center ที่ขอไฟ 100 MW สร้าง Compute ได้มากเพียงใด
Data Center สองแห่งที่ขอไฟเท่ากันอาจสร้างกำลังประมวลผลไม่เท่ากัน เพราะมี PUE และประสิทธิภาพของ Server แตกต่างกัน
หาก Data Center แห่งหนึ่งมี PUE 1.50 หมายความว่า IT Load 100 MW จะต้องใช้ Facility Power ประมาณ 150 MW แต่หากอีกแห่งสามารถลด PUE ลงเหลือ 1.20 IT Load 100 MW เดียวกันจะใช้ Facility Power ประมาณ 120 MW ต่างกันถึง 30 MW
ดังนั้นในยุคที่ Grid Capacity กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า การส่งเสริม Data Center ไม่ควรวัดเพียงเงินลงทุนต่อโครงการ แต่ควรดูว่า ไฟฟ้า 1 MW สามารถสร้าง Useful Compute ได้มากเพียงใด
นี่อาจกลายเป็นตัวชี้วัดใหม่ของการแข่งขันด้าน AI Infrastructure
Data Center ต้องมาพร้อม Clean Energy และประสิทธิภาพ
หากความต้องการ Data Center 8.8 GW เกิดขึ้นจริงในระยะยาว ประเทศไทยจะไม่สามารถตอบโจทย์ด้วยการสร้างกำลังผลิตอย่างเดียว แต่ต้องตอบพร้อมกันทั้งเรื่องความมั่นคง ต้นทุน และคาร์บอน
Renewable Energy จะมีบทบาทมากขึ้น แต่ Solar และ Wind มีความผันผวน ขณะที่ Data Center ต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องทำงานร่วมกับ Grid, Energy Storage และแหล่งพลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคง
ขณะเดียวกัน วิธีที่ถูกที่สุดในการหาไฟเพิ่มบางส่วนอาจไม่ใช่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่คือ การไม่ใช้ไฟที่ไม่จำเป็น
Cooling เป็นตัวอย่างสำคัญ เทคโนโลยี Direct-to-Chip Liquid Cooling, Dry/Hybrid Cooling และในพื้นที่ที่เหมาะสม LNG Cold Energy สามารถช่วยลดไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นได้
ทุก 1 MW ที่ลดจากระบบสนับสนุน คือ 1 MW ที่ไม่ต้องผลิต ไม่ต้องส่ง และไม่ต้องลงทุนโครงข่ายเพิ่มเติมเพื่อรองรับ
ในมุมนี้ Energy Efficiency จึงสามารถทำหน้าที่เสมือนแหล่งพลังงานใหม่ได้
PDP ยุค AI ต้องเปลี่ยนจาก “Forecast แล้วสร้าง” เป็น “Forecast–Verify–Build”
การเกิดขึ้นของ Phantom Demand 35 GW กำลังส่งสัญญาณว่า วิธีวางแผนไฟฟ้าแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล
ในอดีต Load เติบโตตามประชากร บ้าน โรงงาน ห้างสรรพสินค้า และกิจกรรมเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถพยากรณ์ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ AI Data Center แตกต่างออกไป โครงการเพียงแห่งเดียวสามารถขอไฟหลายร้อยเมกะวัตต์ และ Campus ขนาดใหญ่สามารถแตะระดับกิกะวัตต์ได้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนสามารถยื่นคำขอหลายพื้นที่ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
Demand Forecast ในอนาคตจึงต้องเชื่อมกับข้อมูลโครงการจริงแบบต่อเนื่อง
แนวคิดอาจเปลี่ยนจาก Forecast → Build ไปสู่ Forecast → Verify → Commit → Build คาดการณ์ก่อน ตรวจสอบความพร้อมของโครงการ ยืนยันความต้องการจริง แล้วจึงทยอยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตาม Milestone
วิธีนี้จะช่วยลดทั้งความเสี่ยงจากไฟฟ้าไม่พอและความเสี่ยงจากการลงทุนเกินความจำเป็น
35 GW ไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องกลัว แต่เป็นตัวเลขที่ต้องบริหาร
ยอดคำขอ 35 GW ไม่ควรถูกตีความว่า Data Center กำลังจะใช้ไฟเกือบเท่าประเทศไทยในทันที ขณะเดียวกันก็ไม่ควรถูกมองว่าไม่มีความหมายเพราะเป็นเพียง Phantom Demand
ในอีกมุมหนึ่ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองประเทศไทยเป็นพื้นที่สำหรับวาง Digital Infrastructure และ AI Compute
นี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่โอกาสดังกล่าวต้องมาพร้อมการบริหาร Grid ที่มีวินัย
ประเทศไทยจึงต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือ อย่าสร้างไฟฟ้าเกินเพราะเชื่อทุกคำขอ และอย่าสร้างไฟฟ้าช้าจนโครงการจริงไม่มีไฟใช้
ตัวเลข 8.8 GW ในร่าง PDP 2026 จึงควรถูกมองเป็นสมมติฐานสำหรับการวางแผน ณ เวลานี้ มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของอนาคต และควรได้รับการทบทวนตามจำนวนโครงการที่ก่อสร้างจริง การติดตั้ง Server จริง และการใช้ไฟจริงอย่างสม่ำเสมอ
ท้ายที่สุด โจทย์ของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง “Data Center” กับ “ความมั่นคงทางพลังงาน” แต่คือการทำให้ทั้งสองเรื่องเติบโตไปด้วยกัน
เราต้องการ Data Center เพราะ Compute กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ AI
เราต้องการโรงไฟฟ้าและ Grid ที่เพียงพอ เพราะ Digital Economy ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีพลังงาน แต่ในขณะเดียวกัน ทุกบาทที่ลงทุนในโรงไฟฟ้า สายส่ง และสถานีไฟฟ้าจะกลายเป็นต้นทุนระยะยาวของระบบ
ดังนั้นก่อนสร้าง Infrastructure รองรับ Data Center หลายหมื่นเมกะวัตต์ ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ก่อนว่า อะไรคือ “Request” อะไรคือ “Reservation” และอะไรคือ “Real Demand” เพราะในยุค AI สิ่งที่อันตรายไม่ใช่เพียงการมีไฟฟ้าไม่พอ แต่คือ การสร้างระบบไฟฟ้าขนาดมหาศาลเพื่อรองรับ Demand ที่ท้ายที่สุดไม่เคยเกิดขึ้นจริง
และนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของ PDP 2026 ในยุค Data Center และ AI







