thansettakij
thansettakij
PDP 2026–2050 กับโจทย์ AI Data Center: ประเทศไทยต้องวางแผนไฟฟ้าใหม่ก่อนโหลดกิกะวัตต์มาถึง

PDP 2026–2050 กับโจทย์ AI Data Center: ประเทศไทยต้องวางแผนไฟฟ้าใหม่ก่อนโหลดกิกะวัตต์มาถึง

PDP 2026–2050 กับโจทย์ AI Data Center: ประเทศไทยต้องวางแผนไฟฟ้าใหม่ก่อนโหลดกิกะวัตต์มาถึง บทวิเคราะห์โดย ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026-2050 กำลังกลายเป็นหนึ่งในแผนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไม่ใช่เพียงสัดส่วนโรงไฟฟ้า แต่คือ “รูปแบบของความต้องการไฟฟ้า” ในอีก 20 กว่าปีข้างหน้า

โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังรับการลงทุนจาก AI Data Center, Cloud, EV, Battery, Advanced Electronics และ Semiconductor

โหลดไฟฟ้ารุ่นใหม่เหล่านี้มีลักษณะแตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน

ดังนั้นคำถามของ PDP ฉบับใหม่จึงไม่ควรมีเพียงว่า

“ประเทศไทยจะใช้ไฟฟ้ากี่ล้านหน่วยในปี 2593?”

แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า

“ใครจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้า โหลดเกิดที่จังหวัดใด ใช้ไฟช่วงเวลาไหน ต้องการ Reliability ระดับใด และต้องการไฟฟ้าสะอาดมากเพียงใด?”

AI Data Center คือกรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุดว่า วิธีวางแผนระบบไฟฟ้าแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ดร.เมทังกร เสริมสุข

PDP ใหม่กำลังวางแผนภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

จากกรอบร่าง PDP 2026-2050 ที่เผยแพร่ มีการพิจารณาสมมติฐานการเติบโตของ GDP อย่างน้อย 2 ระดับ

กรณี GDP ขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 1.98% ต่อปี ความต้องการกำลังไฟฟ้าอาจขึ้นไปประมาณ 64,424 MW หรือการใช้ไฟฟ้าประมาณ 366,945 ล้านหน่วย

ขณะที่กรณี GDP ขยายตัวเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ 2.48% ต่อปี ความต้องการกำลังไฟฟ้าอาจเพิ่มเป็นประมาณ 70,358 MW หรือประมาณ 414,766 ล้านหน่วย

ความแตกต่างระหว่างสองกรณีมีขนาดเกือบ 6,000 MW

ตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวก็สะท้อนว่าการ Forecast ระบบไฟฟ้าในอีก 20 กว่าปีมีความไม่แน่นอนสูง

แต่ยังมีคำถามที่สำคัญกว่าคือ Demand ใหม่จาก AI Data Center ถูกสะท้อนในสมมติฐานมากเพียงใด เพราะ Data Center ไม่ได้เติบโตตาม GDP แบบเส้นตรงเสมอไป

Hyperscale Data Center เพียงไม่กี่ Campus สามารถเพิ่มโหลดเข้าระบบได้หลายร้อยหรือหลายพันเมกะวัตต์ภายในเวลาไม่กี่ปี

AI Data Center คือ “Structural Load” ใหม่

ในอดีต Demand Forecast มักอาศัยความสัมพันธ์ระหว่าง GDP จำนวนประชากร ภาคอุตสาหกรรมครัวเรือน และ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แต่ AI Data Center มีพฤติกรรมต่างออกไป

Data Center ขนาด 100 MW ไม่จำเป็นต้องเกิดจาก GDP ประเทศไทยเพิ่มขึ้นจำนวนหนึ่งก่อน

การตัดสินใจของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพียงบริษัทเดียวสามารถทำให้โครงการขนาด 100-300 MW เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งได้ และ Data Center Campus สามารถพัฒนาแบบ Phase ต่อเนื่องจนมีโหลดหลายร้อย MW ดังนั้น AI Data Center จึงควรถูกแยกออกมาเป็น Explicit Load Scenario

ไม่ควรถูกซ่อนอยู่ภายใน GDP Elasticity เพียงอย่างเดียว

IT Load 100 MW ไม่ได้ดึงไฟจาก Grid เพียง 100 MW

อีกเรื่องที่ PDP ต้องเข้าใจคือ IT Load กับ Grid Load ไม่ใช่ตัวเดียวกัน

หาก AI Data Center มี IT Load = 100 MW และมี PUE ประมาณ 1.25 โหลดไฟฟ้าหน้ามิเตอร์จะอยู่ประมาณ 125 MW เพราะยังต้องใช้ไฟสำหรับ Cooling, UPS, Pump, Fan, Power Distribution และระบบประกอบ

ดังนั้นหากประเทศไทยมี AI Data Center ที่เกิดขึ้นจริงรวมกัน 3,000 MW IT Load Grid Demand อาจอยู่ระดับประมาณ 3,600-4,000 MW ขึ้นอยู่กับ PUE ของแต่ละโครงการ

นี่คือขนาดที่เทียบได้กับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายโรงรวมกัน กำลังผลิตจำนวนมากไม่ได้แปลว่า AI Data Center จะมีไฟใช้ นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งของ PDP

ยุคใหม่ AI Data Center ไม่ได้ถามเพียงว่า “ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกี่ MW?” แต่จะถามว่า “มีไฟ 200 MW ส่งถึง Site ของผมได้หรือไม่?” ความแตกต่างนี้เรียกว่า Generation Adequacy กับ Regional Deliverability

ประเทศไทยอาจมีกำลังผลิตรวมมากพอในระดับประเทศ แต่หาก Data Center จำนวนมากกระจุกตัวในชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง สมุทรปราการ หรือพื้นที่ปริมณฑล ข้อจำกัดอาจเกิดที่ Transmission Line Substation Transformer หรือระบบจำหน่าย ก่อนที่จะเกิดปัญหากำลังผลิตระดับประเทศเสียอีก ดังนั้น PDP 2026-2050 ต้องเชื่อมกับ Transmission Development Plan อย่างใกล้ชิด

ปี 2580 ไทยต้องจัดหากำลังผลิตใหม่อีก 36,400 MW จากกรอบข้อมูลร่าง PDP ที่เผยแพร่ การจัดหากำลังผลิตใหม่ภายในปี 2580 อยู่ประมาณ 36,400 MW โดยแบ่งเป็นสัดส่วนประมาณ พลังงานฟอสซิล 29% พลังงานแสงอาทิตย์ 34% พลังงานลม 5% พลังงานหมุนเวียนอื่น 14% ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 16% และ SMR ประมาณ 1%

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ระบบไฟฟ้าไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ Renewable + Storage มีบทบาทมากขึ้นอย่างมาก แต่สำหรับ AI Data Center โจทย์ไม่ได้จบเพียงว่ามีพลังงานสะอาดกี่เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่ Data Center ต้องการคือ Clean Power ที่จ่ายได้จริงตลอดเวลา

AI Data Center ต้องการ 24/7 Reliability Solar สามารถผลิตไฟได้ดีในตอนกลางวัน Wind มีความผันผวน BESS ช่วยย้ายพลังงานข้ามช่วงเวลาได้ แต่ AI Data Center ทำงาน 24 ชั่วโมงต่อวัน 365 วันต่อปี GPU Cluster ไม่สามารถรอแดดออกก่อนจึงเริ่มประมวลผลได้

ดังนั้นการวางแผนพลังงานสำหรับ AI Data Center ต้องมองทั้ง Energy และ Capacity แตกต่างกัน Solar 1,000 MW ไม่เท่ากับ Firm Capacity 1,000 MW เช่นเดียวกับ BESS 1,000 MW ต้องถามต่อว่า เก็บได้กี่ MWh? 2 ชั่วโมง? 4 ชั่วโมง? 8 ชั่วโมง?

ในร่างที่เผยแพร่ มีการวาง BESS ในบาง Scenario สูงถึงประมาณ 54,500-55,000 MW และ Energy Capacity ประมาณ 218,000-220,000 MWh เมื่อหารแล้วเทียบได้กับ Battery Duration โดยเฉลี่ยประมาณ 4 ชั่วโมง

นี่เป็น Capacity ขนาดมหาศาลและสะท้อนว่าอนาคตของระบบไฟฟ้าไทยจะพึ่ง Storage อย่างมีนัยสำคัญ

4 ทางเลือกของ PDP สะท้อนว่าไทยยังต้องเลือกระหว่างหลายเส้นทาง

ร่าง PDP นำเสนออย่างน้อย 4 กรณีหลัก

กรณีที่ 1 Base Case เน้นความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยังพึ่งก๊าซธรรมชาติควบคู่กับพลังงานสะอาด สัดส่วนพลังงานสะอาดประมาณ 65%

กรณีที่ 2 Net Zero + CCS ยังคงโครงสร้างเชื้อเพลิงใกล้เคียงกรณีฐาน แต่เพิ่ม Carbon Capture and Storage หรือ CCS เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจาก Fossil Fuel

กรณีที่ 3 Net Zero GHG by Renewable Energy เพิ่ม Renewable Energy สูงมาก โดยสัดส่วนพลังงานสะอาดถึงประมาณ 89% และ Fossil เหลือเพียงประมาณ 11%

กรณีที่ 4 Domestic Focus เน้นสมดุลระหว่างพลังงานสะอาดกับศักยภาพภายในประเทศ เช่น ก๊าซในอ่าวไทย พลังงานหมุนเวียน และ SMR โดยมีพลังงานสะอาดประมาณ 73%

แต่จากมุมมอง AI Data Center ผมเห็นว่าคำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียง “Scenario ไหนมี Renewable สูงที่สุด?” แต่คือ  “Scenario ไหนสามารถให้ไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และแข่งขันได้ตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่ Data Center Cluster?”

SMR เริ่มเข้ามาอยู่ในสมการ

สิ่งที่น่าสนใจคือทุก Scenario ที่เผยแพร่มีบทบาทของ Small Modular Reactor หรือ SMR บาง Scenario มีสัดส่วน SMR ประมาณ 16-18% ของพลังงานสะอาดในปี 2593 นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดที่สำคัญ เพราะ AI Data Center ต้องการ Firm Low-carbon 24/7 Power ซึ่ง Nuclear สามารถตอบโจทย์เชิงคุณลักษณะได้ดี

แต่ประเทศไทยยังต้องศึกษาอย่างละเอียดทั้ง Economics Licensing Safety Nuclear Fuel Cycle Waste Management Grid Integration และระยะเวลาพัฒนาโครงการ ดังนั้น SMR ไม่ควรถูกมองว่าเป็นคำตอบทันที แต่ควรถูกมองเป็นหนึ่งใน Option Value ของระบบไฟฟ้าหลังปี 2580

ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทในช่วง Transition

แม้หลาย Scenario จะเพิ่ม Renewable จำนวนมาก แต่ก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาท เหตุผลสำคัญคือ Gas-fired Power Plant สามารถเป็น Dispatchable Generation และช่วย Balance ระบบที่มี Solar และ Wind สูง

จากตัวเลขในภาพ กำลังผลิตก๊าซธรรมชาติในแต่ละทางเลือกอยู่ตั้งแต่ประมาณ 16,800-24,500 MW ขึ้นอยู่กับ Scenario ดังนั้นการพูดถึง Net Zero ไม่ได้หมายความว่า Gas จะหายไปทันที

คำถามคือ Gas เหล่านั้นจะเดินเครื่องในบทบาทใด Base Load Mid-merit Peaking หรือ Grid Balancing และใน Scenario ที่ใช้ CCS ต้นทุนของระบบจะเปลี่ยนไปอย่างไร

สำหรับ Data Center สิ่งสำคัญคือไฟฟ้าต้องมี Reliability สูง โดยที่ Carbon Intensity ลดลงอย่างต่อเนื่อง

Renewable อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Grid และ Storage

กรณี Renewable สูงสุดในร่าง PDP มี Solar ประมาณ 61,300 MW และ Wind มากถึงประมาณ 52,700 MW

ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าไทยอย่างมหาศาล แต่การติดตั้ง Renewable จำนวนมากไม่ได้จบที่การสร้างโรงไฟฟ้า ประเทศไทยต้องลงทุนพร้อมกันใน Transmission Smart Grid BESS Grid-forming Inverter Forecasting Demand Response Ancillary Services และ Market Mechanism

เพราะระบบที่มี Variable Renewable Energy สูงต้องการ Flexibility สูงตามไปด้วย

AI Data Center สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Grid Solution ได้

น่าสนใจว่า Data Center ไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็น Load อย่างเดียว Data Center ขนาดใหญ่มี UPS Battery Backup Generation Power Management System และ Load Scheduling Capability อยู่แล้ว

หากกฎระเบียบเปิดทาง อุปกรณ์เหล่านี้สามารถช่วย Grid ได้บางส่วน เช่น Demand Response Frequency Response Peak Shaving และในอนาคตอาจมี Grid Interactive UPS หรือ BESS โดยต้องไม่กระทบ Tier และ Reliability ของบริการ

ดังนั้น PDP ใหม่ควรเริ่มมอง Data Center เป็น Flexible Grid Resource บางส่วน ไม่ใช่เพียงผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่

EV กับ Data Center เพิ่ม Demand คนละรูปแบบ

อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ชัดคือ EV กับ AI Data Center

EV สามารถบริหารเวลาชาร์จได้ในระดับหนึ่ง หากมี Smart Charging หรือ Time-of-Use Tariff สามารถย้าย Load ออกจาก Peak ได้ แต่ AI Data Center แตกต่างออกไป GPU Training, Cloud Services และ Digital Infrastructure ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง

Data Center จึงมี Load Factor สูงกว่ามาก ดังนั้น Load ใหม่ 1,000 MW จาก EV กับ 1,000 MW จาก Data Center ไม่ควรถูกวางแผนเหมือนกัน

นี่คือเหตุผลที่ PDP ต้องเริ่มใช้ Sector-specific Load Profile มากกว่าการมอง Demand เป็นตัวเลข Peak เพียงค่าเดียว

ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเรื่อง 24/7 Carbon-Free Energy

ผู้ให้บริการ Cloud และ Hyperscaler ระดับโลกจำนวนมากมีเป้าหมายด้าน Carbon Reduction ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

ในอนาคตการบอกว่า Data Center ใช้ Renewable Energy 100% ในเชิง Annual Matching อาจไม่เพียงพอ

บริษัทต่าง ๆ จะสนใจมากขึ้นว่า ทุกชั่วโมงที่ Data Center ใช้ไฟ มีไฟฟ้า Carbon-free รองรับหรือไม่ แนวคิดนี้เรียกว่า 24/7 Carbon-Free Energy และจะเปลี่ยนโจทย์ของประเทศไทยอย่างมาก

เพราะ Solar PPA ปริมาณเท่ากับการใช้ไฟทั้งปีไม่ได้หมายความว่า Data Center ใช้ Green Power ในเวลากลางคืน ดังนั้นหากไทยต้องการแข่งขันเป็น Data Center Hub เราต้องพัฒนา Green Tariff Direct PPA Battery Storage Firm Renewable Hydro Biomass และในอนาคตอาจรวม Nuclear ให้สามารถสร้าง Clean Power Portfolio ที่จ่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

PDP ต้องมี “Data Center Scenario” โดยเฉพาะ

ผมเห็นว่าร่าง PDP ควรเพิ่มการ Stress Test อย่างน้อย 3 กรณี Low Data Center Scenario โครงการที่ได้รับอนุมัติบางส่วนเกิดจริง และ Ramp-up ช้า Base Data Center Scenario โครงการหลักที่ได้รับการอนุมัติและอยู่ระหว่างพัฒนาเกิดขึ้นตามแผน High AI Scenario

ประเทศไทยสามารถดึง AI Data Center และ Hyperscale Campus ใหม่เข้ามาต่อเนื่องจนโหลดเพิ่มหลายพัน MW

จากนั้นทดสอบว่า Peak Demand เปลี่ยนเท่าไร ต้องเพิ่ม Firm Capacity เท่าไร ต้องเพิ่ม Transmission เท่าไร Gas Demand เพิ่มหรือไม่ ต้องใช้ BESS เท่าไร และ Carbon Emissions และ Carbon Emissions เปลี่ยนอย่างไร

นี่จะทำให้ PDP รับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่าการใช้ GDP Scenario เพียงอย่างเดียว

“Power Readiness” จะตัดสินการแข่งขัน Data Center ของไทย

การแข่งขันระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ได้อยู่แค่สิทธิประโยชน์ BOI หรือราคาที่ดิน

สำหรับ Hyperscaler คำถามแรก ๆ คือ เมื่อไรจะได้ไฟ? ถ้าบริษัทต้องการ 200 MW ประเทศไทยสามารถส่งไฟได้ภายใน 2–3 ปีหรือไม่? Grid Connection อยู่ที่ไหน? Transmission พร้อมหรือไม่? มี Green Power หรือไม่? ราคาคาดการณ์ได้หรือไม่?

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Power Readiness

ประเทศที่ Power Ready ก่อน มีโอกาสรับการลงทุนก่อน ดังนั้น PDP จึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย FDI โดยตรง ไม่ใช่เพียงแผนของภาคพลังงาน อย่ารอ Data Center สร้างเสร็จแล้วค่อยสร้างระบบไฟ โรงไฟฟ้า ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าใช้เวลาหลายปี

Data Center บางโครงการสามารถก่อสร้าง Phase แรกได้เร็วกว่านั้น

นี่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ Demand จะโตเร็วกว่าการสร้าง Grid Infrastructure

ดังนั้นประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากแนวคิด Demand comes first → Infrastructure follows ไปเป็น Strategic Demand Forecast → Infrastructure Readiness → Investment โดยเฉพาะพื้นที่ EEC และจังหวัดที่ Data Center กระจุกตัว

PDP ไม่ใช่เพียงแผนไฟฟ้า แต่คือแผนเศรษฐกิจ AI

ในอดีตเราอาจมอง PDP เป็นเรื่องของโรงไฟฟ้า สร้างกี่ MW ใช้ Gas เท่าไรSolar เท่าไร Reserve Margin เท่าไร แต่ในยุค AI บทบาทของ PDP ใหญ่กว่านั้นมาก

ถ้าไฟฟ้าไม่พร้อม Data Center ไม่มา ถ้า Data Center ไม่มา Cloud Infrastructure ไม่เกิด AI Compute ไม่เกิด Digital Ecosystem ก็เติบโตได้ช้าลง

ดังนั้นเส้นทางในอนาคตอาจเป็น Energy → Data Center → Compute → AI → Productivity → GDP พลังงานจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนของเศรษฐกิจ แต่เป็น Enabling Infrastructure ของเศรษฐกิจ AI

เป้าหมายไม่ใช่ผลิตไฟให้มากที่สุด แต่ผลิตไฟที่ “ตรงกับเศรษฐกิจใหม่”

ผมเห็นว่าประเทศไทยไม่ควรถามเพียงว่า “ปี 2593 เรามีกำลังผลิตกี่ MW?” แต่ควรถามว่าไฟฟ้าเหล่านั้น อยู่ที่ไหน จ่ายได้เมื่อไร Firm แค่ไหน สะอาดแค่ไหน Flexible แค่ไหน และราคาสามารถแข่งขันได้หรือไม่

สำหรับ AI Data Center ทั้ง 6 เรื่องนี้สำคัญพอ ๆ กับจำนวน MW ดังนั้น PDP 2026-2050 ที่ดีไม่ควรเป็นเพียง Generation Expansion Plan แต่ควรเป็น Power Infrastructure Plan for the New Economy ที่เชื่อม Generation + Grid + Storage + Clean Energy + Data Center + EV + Advanced Industry เข้าด้วยกัน

หากประเทศไทยทำได้ เราจะไม่ได้เพียงมีไฟฟ้าพอใช้ในปี 2593 แต่จะมีระบบพลังงานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนไฟฟ้าให้กลายเป็น Computing Power

คำถามสำคัญที่สุดของ PDP อาจไม่ใช่ “ประเทศไทยต้องสร้างโรงไฟฟ้าอีกกี่ MW?” แต่คือ “ประเทศไทยจะสร้างระบบไฟฟ้าแบบใด เพื่อเปลี่ยน MW เหล่านั้นให้กลายเป็นการลงทุน เทคโนโลยี AI และรายได้ของประเทศได้มากที่สุด?”