thansettakij
thansettakij
โซลาร์ประชาชน 5 หมื่นล้าน ต้องไม่ใช่แค่ลดค่าไฟฟ้า

โซลาร์ประชาชน 5 หมื่นล้าน ต้องไม่ใช่แค่ลดค่าไฟฟ้า

26 ส.ค. 69 | 06:24 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ส.ค. 69 | 06:35 น.

โซลาร์ประชาชน 5 หมื่นล้าน ต้องไม่ใช่แค่ลดค่าไฟฟ้า : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,230 วันที่ 27 -29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชนวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไม่ใช่แค่การช่วยลดค่าไฟฟ้า
  • โครงการมุ่งสนับสนุนให้ครัวเรือนเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตไฟฟ้า (Prosumer) ผ่านเงินอุดหนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และระบบหักลบค่าไฟ (Net Billing)
  • ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดแค่จำนวนการติดตั้ง แต่ต้องสร้างผลตอบแทนในระยะยาวต่อความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนพลังงานของประเทศโดยรวม

จากที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดยวางกรอบเงินประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท จากวงเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ถือเป็นนโยบายที่มีนัยสำคัญมากกว่าการช่วยประชาชนลดค่าไฟ เพราะหากออกแบบได้ดี เงินก้อนนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ 

แนวทางเบื้องต้นคือ สนับสนุนเงินประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าครอบคลุม 5 แสนถึง 1 ล้านครัวเรือน พร้อมประสาน ธนาคารออมสินและ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าสำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือ และเตรียมใช้ระบบหักลบค่าไฟ หรือ Net Billing เพื่อเปิดทางให้ไฟฟ้าส่วนเกินจากครัวเรือนกลับเข้าสู่ระบบได้

แนวคิดดังกล่าวถือว่ามาถูกทาง เพราะปัญหาพลังงานไม่ควรแก้ด้วยการตรึง หรือ อุดหนุนค่าไฟเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนมีโอกาสลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบด้วยการผลิตไฟใช้เอง หากทำได้ในวงกว้าง บ้านเรือนจะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟ” แต่สามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยของประเทศ 

แต่โจทย์ใหญ่คือ เงิน 5 หมื่นล้านบาท ต้องสร้างผลตอบแทนมากกว่าการลดค่าไฟรายเดือน รัฐต้องตอบให้ได้ว่า เงินที่ลงทุนลงไปจะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศได้เท่าไร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงได้มากน้อยเพียงใด และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวอย่างไร 

โดยเฉพาะเมื่อธนาคารรัฐมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปอยู่แล้ว เช่น ธอส. มีสินเชื่อสำหรับติดตั้ง และมาตรการสนับสนุนค่าติดตั้งในผลิตภัณฑ์ของธนาคารอยู่แล้ว ดังนั้นมาตรการใหม่ต้องไม่กลายเป็นเพียงการเพิ่มสินเชื่ออีกชุดหนึ่ง แต่ต้องออกแบบให้เชื่อมต่อกับมาตรการเดิมและลดต้นทุนประชาชนได้จริง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ แนวคิดนำค่าไฟที่ประหยัดได้ มาช่วยชำระสินเชื่อ หากออกแบบอย่างเหมาะสม จะทำให้การติดโซลาร์ไม่ใช่ภาระหนี้ก้อนใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคตมาเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่ช่วยลดต้นทุนของครัวเรือน  

อย่างไรก็ตาม รัฐต้องวางระบบกำกับดูแลให้รอบด้านตั้งแต่ต้น ทั้งมาตรฐานแผงโซลาร์และอุปกรณ์ ผู้ประกอบการติดตั้ง ความปลอดภัย การเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า ตลอดจนหลักเกณฑ์ ระบบหักลบค่าไฟให้มีความชัดเจนและเป็นธรรม เพราะหากเร่งผลักดันการติดตั้งจำนวนมากโดยระบบรองรับยังไม่พร้อม อาจนำไปสู่ปัญหาด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน และภาระต่อระบบไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการ จึงไม่ควรวัดจากจำนวนหลังคาที่ติดตั้งได้เท่านั้น แต่ต้องวัดจากค่าไฟที่ประชาชนลดได้จริง พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนพลังงานของประเทศที่ลดลง  
เงิน 5 หมื่นล้านบาท จึงไม่ควรเป็นเพียง “เงินช่วยติดโซลาร์” แต่ต้องเป็น เงินลงทุนเพื่อเปลี่ยนอนาคตพลังงานไทย

หากรัฐบาลทำให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟได้สำเร็จ นั่นจึงจะเป็นการใช้เงินกู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟในวันนี้ 

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,230 วันที่ 27 -29 สิงหาคม พ.ศ. 2569