thansettakij
thansettakij
พระบาทกบ

พระบาทกบ

พระบาทกบ พระบาทกบ รอยธรรมแห่งเมืองลี้ ตามรอยพุทธศรัทธาและตำนานพญากบ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • รอยพระพุทธบาทไม่ได้มีความสำคัญเพียงว่าเป็นรอยจริงหรือรอยที่สร้างขึ้น แต่เป็นสัญลักษณ์ของการ “ตามรอยพระพุทธองค์” คือการนำแนวทางการปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามาใช้เพื่อพัฒนาตนเองและพ้นจากกิเลส
  • รอยพระพุทธบาทยังสะท้อนความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะในล้านนาที่มองพระพุทธเจ้าในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้คุ้มครองบ้านเมือง ทำให้สถานที่เหล่านี้มีคุณค่าทั้งด้านศาสนา ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • “พระบาทกบ” เมืองลี้ เป็นตัวอย่างเด่นที่เชื่อมตำนาน ศิลปกรรม และข้อธรรมเข้าด้วยกัน โดยแก่นสำคัญคือเรื่องของการตั้งใจฟังธรรม แม้ผู้ฟังจะเป็นเพียงพญากบ ก็สามารถสั่งสมบุญและนำไปสู่ภพภูมิที่ดี จึงชวนให้เห็นคุณค่าของการฟังธรรมและการประพฤติปฏิบัติอย่างตั้งใจ

สัปดาห์นี้ตามแผนการแล้วก็จะมีตัวอย่างของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกึ่งเเสวงบุญไปเที่ยวชุธาตุเป็นเส้นทางสำหรับเมืองรองอีกสักแห่ง ก็ให้บังเอิญว่าคุณผู้อ่านกรุณาทักถามถึงว่ารอยพระพุทธบาทล่ะไม่ไปชุไปไหว้สา ไปบูชาบ้างเหรอ ? ก็จำเป็นจะต้องขอแทรกเรื่องรอยพระพุทธบาท เข้ามาในสัปดาห์นี้ซึ่งจะว่าไปก็เหมาะกับการไปเยี่ยมไปชมเพื่อจะได้ซึมซับเอาหลักปรัชญาและความสวยงามของศิลปินที่ได้สร้าง งานศิลปะเอาไว้เป็นเครื่องบูชา ในศาสนสถานแห่งนั้นๆ เป็นของที่ท่านได้เจริญหูเจริญตาแล้วก็อาจจะได้ธรรมะ ได้ข้อคิดปรัชญา ติดไม้ติดมือกลับมาด้วยก็เป็นได้

เรื่องรอยพระพุทธบาทนี้ในขั้นต้นก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านมาเหยียบผืนดินเหยียบก้อนหินประทับรูปเท้าของท่านเอาไว้จริงหรือเปล่าหรือเป็นเรื่องที่คนนั้นเองหาทางแกะสลัก จัดสร้างจารึกบนแผ่นดินขึ้นมา ซึ่งตามตำนานดั้งเดิมกับตามบันทึกดั้งเดิมนั้นมีข้อคิดที่น่าสนใจอยู่ไม่เหมือนกัน บางท่านก็ว่าของแท้ตามตำรามีระบุไว้ชัดว่ามี ๕ แห่ง

บางท่านก็ว่าไม่แท้คนสร้างจำหลักรอยขึ้นมาเอง บางท่านก็บอกว่าด้วยเทวฤทธิ์หรือพุทธานุภาพบันดาลให้เกิด ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น โดยเราจะไม่ถกเถียงเถียงกันในกรณีทั้งสามนี้เพราะข้อคิดที่น่าสนใจนั้นมีอยู่กว่ากรณีของพระธาตุหรือพระบรมธาตุดังได้เคยเล่าแล้วว่าสร้างเจดีย์บรรจุกันไว้เป็นหลักฐานให้เห็นว่า อย่างน้อยมีผู้ที่ปฏิบัติพระสัทธรรมแล้วหลุดพ้นได้แม้ร่างกายที่โสมมก็บริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาอย่างกับพระธาตุซึ่งเป็นแก้วเป็นแสงจากกระดูกแห่งตน

พระบาทกบ

อีทีนี้ เมื่อมีความประทับใจอย่างนี้แล้วมีความประสงค์ที่จะทำให้ตนเองสำเร็จบริสุทธิภาวะ พ้นจากกิเลสมัวเมาไปแดนพระนิพพานให้ได้อย่างท่านเจ้าของพระธาตุบ้างจะต้องทำอย่างไร คำตอบก็คือรอยพระพุทธบาทนี้เองเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าอยากได้อย่างนั้น ก็ให้เดินตามรอยเท้าของพระพุทธองค์ดูสิท่านทำอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น

เรื่องการตามรอยนี้ยังมีคำโบราณร้องเป็นกลอน เกี่ยวกับเรื่องรอยเท้า ร้องกันว่า “เห็นรอยพ่อก็ก้มดู_เห็นรอยครูค่อยก้มกราบ” ควรถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของการประทับรอยพระพุทธบาทเป็นสัญญลักษณ์บนพื้นที่

 

นอกจากนี้รอยพระพุทธบาทยังเป็นเครื่องมือประกาศให้ทราบว่าตัวการหรือตัวพระศาสนานั้นได้มาถึงยังดินแดนแห่งนั้นแห่งนี้ (ซึ่งมีพระพุทธบาทปรากฏ)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่าพระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานเป็นการมั่นคงบนดินแดนแห่งผืนดินผืนหินบริเวณนั้นส่วนการปฏิบัติอย่างไรถึงจะให้ได้บรรลุแนวทางอย่างท่านบ้างอันนี้กรณีฝรั่งก็เรียกว่าฮาวทูหรือว่าการพัฒนาตนเอง

ซึ่งมันก็อาจจะต้องยุ่งยากไปเกี่ยวข้องกับปริศนาธรรมขึ้นมาอีกเช่นว่าที่รอยพระพุทธบาทนั้นเอาเข้าจริงมีรอยมงคลอยู่ 108 ประการ ซึ่งนักศิลปะก็วาดบ้างแกะสลักบ้างจารึกบ้างเอาไว้โดยเฉพาะที่บริเวณพระนอน (ซึ่งพระนอนนั้นก็แยกออกเป็นสองอีกเป็นกรณีนอนไสยาสน์กับนอนปรินิพพาน-ซึ่งลักษณะการตะแคงนอนก็ไม่เหมือนกันตัวพระบาทนั้นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าถ้าพระบาทเสมอกันแปลว่าอะไร ถ้าพระบาทเกยกันอยู่แปลว่าอะไรหากถามว่าคนที่มีความบริสุทธิ์ใจจริงๆโดยไม่มีอะไรในใจ เช่นเด็กๆ เด็กก็บอกว่าอันนึงเป็นการเป็นการนอนเล่น กับอีกอันการนอนตาย น่าขันในความบริสุทธิ์แนวคิดของเขาแต่ก็น่าสนใจว่าเขาก็พูดอะไรตรงไป

ตรงมา เวลาเห็นงานศิลปะที่เขาปั้นรูปพระพุทธประทับนอน)

เรื่องลายมงคลในรอยพระพุทธบาทก็ขออนุญาตจะนำเสนออีกต่อหนึ่งแยกไปแต่เพื่อให้สอดคล้องกับฉบับที่แล้วเพื่อการเดินทางยังวนเวียนอยู่แถวเมืองเถิน เมืองลี้ (ลี้ลับ) นั้นก็อยากจะนำเสนอว่าพระพุทธบาท ที่เขตเมืองลี้หรืออำเภอ ที่เขตเมืองลี้หรืออำเภอลี้ในสังกัดจังหวัดลำปางทุกวันนี้มีกลุ่มพระพุทธบาทสำคัญอยู่ที่นั่นประมาณสี่แห่งได้แก่พระพุทธบาทที่ผาหนาม, พระพุทธบาทที่ดอยถ้ำ, พระพุทธบาทที่ผาผึ้ง และพระพุทธบาทที่ห้วยต้ม เป็นของที่สำคัญและเปี่ยมความหมายที่สำคัญยังแปลกตาและแปลกความรับรู้มีโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระบาทกบ!

พระบาทกบ

พระบาทกบก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะว่าทางเมืองเหนือนี้เรามีความเชื่อกันในคัมภีร์เล่มหนึ่งที่พูดกันว่าเป็นตำนานพระพุทธเจ้าเลียบโลก เลียบในที่นี้ก็เหมือนกับว่าเลียบเลาะ เช่นการเลียบพระนครคือการเสด็จเยือนเสด็จพระนครหรือเสด็จสำรวจตรวจตราอาณาประชาราษฎร์

ลักษณะของพระพุทธเจ้าในความเห็นของคนล้านนาแต่ไหนแต่ไรมาอยู่ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นพระเจ้า ตัดคำว่าพุทธออกคือ สถานะเป็นนักบวชไม่พอแต่เป็นกษัตริย์ด้วยซ้ำตรงกับสิ่งที่คนสมัยใหม่พูดกันว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ทำการนำการปกครองด้วย

ซึ่งขอบเขตอาจจะเกินจากพระพุทธเจ้าในหลักการของฝ่ายเถรวาทไปบ้าง ในแง่ที่ท่านมีลักษณะเป็นผู้นำในการใช้ชีวิตและดำรงชีวิตทุกประการแบบว่าเป็นกษัตริย์ (และยุ่งเกี่ยวทางโลกฝ่ายอาณาจักรด้วย โดยเฉพาะ การปกป้องคุ้มครองเภทภัย การให้ทรัพยากร)

ซึ่งหลักการเรื่องของพระเป็นผู้นำเป็นผู้ปกครองนี้ทุกวันนี้ยังปรากฏให้เห็นชัดทั้งกรณีของธิเบต และ ภูฏาน องค์ดาไลลามะของทิเบตนั้นอยู่ในสถานะเป็นพระด้วยแล้วก็เป็นผู้ปกครองสูงสุดด้วยในกรณีของภูฏานก็นอกจากองค์กษัตริย์แล้ววันแรกที่มีการก่อตั้งประเทศชาติขึ้นมาก็เป็นองค์ลามะสำคัญนั่นเองที่ท่านเป็นคนสรรค์สร้างสถาปนา ประเทศขึ้นมา

มาถึงจุดนี้ก็จะเห็นว่าพระพุทธรูปในทางเมืองเหนือนั้นเรียกกันว่าพระเจ้า เช่น พระเจ้าแข้งคม, พระเจ้านั่งดินแล้วก็จะต้องมีเครื่องเกียรติยศประกอบมีการเป็นพระเจ้า มีการปรนนิบัติพัดวี ตีกลอง บรรเลงดนตรีถวายบูชา (พระสงฆ์ตีกลองเองก็มี) มีเครื่องประดับเกียรติยศเป็นห่อเป็นจามรเป็นบังสูรต่างๆ ซึ่งถ้าเป็นพระแบบเถรวาทแล้วของพวกนี้ไม่มี เหล่านี้ก็นับเป็นเครื่องบ่งบอกอะไรบางอย่างให้เห็นว่าความนับถือศรัทธามีนัยยะที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาคและวัฒนธรรมความเป็นมา

ส่วนกรณีของตำนานพระเจ้าเลียบโลกซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเรื่องพระพุทธเจ้าก็ชำระประวัติศาสตร์กันแล้วว่า ท่านอยู่ที่ กรุงกบิลพัสดุ์ ทาง Nepal โน่น ทางอินเดียโน่น ท่านจะมาอย่างไรที่ล้านนา ฝ่ายปาฏิหาริย์เขาบอกว่าท่านเหาะมา ฝ่ายที่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ก็บอกว่าท่านไม่มาแต่แรกแต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่ารอยพระพุทธบาทต่างๆซึ่งแสดงถึงการมาของท่านนั้นน่ะ กำลังพูดถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันหรือพระสมณโคดมนี้หรือเปล่าหรือแท้จริงแล้วเป็นพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆที่ท่านมาเยี่ยมเลียบโลกกันแน่

เรื่องที่น่าสนใจเช่นนี้กรณีของพระพุทธบาทกบช่วยได้มาก และหลายคราวพระพุทธเจ้าหรือพระเจ้าที่พูดถึงในล้านนาหมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยคือผู้ที่สำเร็จพระอรหันธรรมแต่ท่านไม่ได้ความสามารถในการสร้างพระศาสนาซึ่งผู้ที่รู้เห็นก็พบว่าท่านเหล่านี้มีอยู่มากมายเต็มไปหมดแม้จนปัจจุบันนี้ก็ยังมีเป็นปริมาณมากมายเท่าเม็ดทราย และถ้าเชื่อกันว่าเรื่องฤทธิ์เดชของท่านผู้สำเร็จเหล่านี้มีอยู่จริงและฤทธิ์เดชนั้นเกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะสำเร็จได้ด้วยซ้ำไปการที่ท่านใช้ฤทธิ์เดชในการประทับรอยเท้าลงบนหินลงบนแผ่นดินก็คงไม่ใช่เรื่องยาก

นอกจากนี้การขยายขนาดเท้าของท่านให้ใหญ่ขึ้นเพื่อการประทับรอยเท้าของท่านจะได้โดดเด่นเตะตาก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำอีกเช่นกัน ส่วนท่านจะทำเท้าให้แข็งกว่าคนธรรมดาเพื่อที่จะเหยียบลงไปบนก้อนหินแล้วเกิดรอยหรือท่านจะใช้ฤทธิ์เดชของท่านทำให้หินนั้นมันนุ่มเป็นสกุ้ชชี่ยูรีเทนเพื่อรองรับรอยเท้าที่เป็นปกติของท่านหรือท่านจะทำทั้งสองอย่างเลยอ่ะนี่ก็เป็นเทคโนโลยีส่วนตัวของท่านผู้ซึ่งมีฤทธิ์

ที่น่าสนใจก็คือว่าหลายครั้งที่มีการค้นพบรอยพระพุทธบาทหรือรอยพระบาทนั้นมองดูยังไงก็ไม่ใช่รอยเท้าของคนไปประทับไว้เพราะสัดส่วนล้วนผิดไปหมดเช่นนิ้วโป้งนิ้วชี้นิ้วกลางเสมอกันไม่มีร่องของอุ้งฝ่าเท้าลักษณะคล้ายคนแกะสลักขึ้นมา ก็ยังมีผู้ให้คำอธิบายต่อไปว่า อุ้งเท้าเป็นอวัยวะของพระพุทธเจ้านั้นมีลักษณะไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่แล้วเช่นท่านไม่มีอุ้งพระบาทหรือไม่มีอุ้งเท้าการประทับแล้วเต็มรอยก็เป็นเรื่องปกติ ฯลฯ ซึ่งตามตำราเรียกความพิเศษของท่านว่าเป็นลักษณะของมหาบุรุษ

อีทีนี้ถ้าว่าจะพูดกันต่อไปโดยเป็นหลักการก็จะต้องเรียนว่าหลายครั้งที่เขาค้นพบรอยเท้าที่มีลักษณะคล้ายกับรอยเท้าคนผู้ที่ค้นพบนั้นมักจะสร้างรอยเท้าจำลองครอบรอยเท้าลักษณะของมนุษย์เอาไว้เพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้สิ่งภายนอกไปกระทบเป็นการรักษาสภาพ

ดังนั้นแล้วในทางโบราณคดีเมื่อได้ไปเที่ยวชมพระพุทธบาทที่ใดเมื่อเห็นเป็นการแกะสลักฝีมือช่างอย่างจริงจังไม่ใช่การประทับลงบนพื้นแม่ธรณีแผ่นหินแล้ว ก็อย่าเพิ่ง ติเรือทั้งโกลนว่า ของจำลองๆๆๆ ลึกๆอาจจะมีรอยจริงอยู่ข้างล่างชั้นเลเยอร์ล่างอีกก็ได้หลายกรณีเขาใช้แผ่นศิลาแกะสลักแล้ววางทับปิดไว้ กรณีพระบาทกบที่เมืองลี้นี่ก็ก็เช่นกัน เดิมที่เป็นหินรูปทรงเหมือนกบแล้วมีรอยพระพุทธบาทประทับอยู่บนหลังของกบนั้นที่มาของพระพุทธบาทกบนี้น่าสนใจ ตำนานว่า ครั้งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกัสสปะ (พระพุทธเจ้าองค์ก่อนพระสมณโคดม) ในระยะนั้นมีพระมหาเถระเจ้าองค์หนึ่ง ธุดงค์มาที่ย่านวัดพระบาทห้วยต้ม มาหยุดพักอยู่พี่พระบาทกบในปัจจุบัน ท่านได้สวดพระอภิธรรมและมาติกา ณ ที่นั้น

พระบาทกบ

ขณะเดียวกันนั้นพญากบตัวหนึ่งได้ออกจากฝั่งแม่น้ำและเข้ามาใกล้พระมหาเถระ พญากบก็ได้ยินเสียงมหาเถระเจ้าสวดอยู่ก็ยินดีนั่งฟัง แม้จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็รู้สึกสนใจเข้าใจว่าเสียงนี้เป็นเสียงของพระพุทธเจ้าพญากบตั้งสตินั่งฟังอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ในขณะที่พระมหาเถระเจ้ายังสวดไม่จบ ก็มีพรานปลาผู้หนึ่ง ซึ่งหากินด้วยการหาปลา นำเอาเหล็กแหลมสำหรับแทงตะพาบน้ำมาด้วย (ปลายมีหลายแฉก)

เมื่อเดินมาพบพระมหาเถระเจ้ากำลังสวดอยู่ นายพรานเห็นว่าการถืออาวุธเข้าใกล้สมณะเป็นเรื่องไม่เหมาะสม (และด้วยความไม่ละเอียดลออ แกไม่เห็นพญากบที่กำลังฟังธรรมอยู่) พรานปลาผู้นั้นก็เอาเหล็กแหลมที่ถือมานั้นทิ้ง (ปัก) ลงไปให้ห่างตัว ก็ดันไปถูกพญากบเข้าโดยไม่ตั้งใจ

ส่วนข้างฝ่ายพญากบ พอถูกเหล็กแหลมแทงตัวก็ยังไม่รู้สึกตัว เพราะฟังพระสวดเพลินอยู่ ส่วนพรานปลาผู้นั้นก็น้อมตัวเข้าไปใกล้พระมหาเถระเจ้า นั่งลงคุกเข่าไหว้ แล้วฟังเทศน์ฟังธรรมที่นั่นจนพระมหาเถระเทศน์จบ เมื่อจบแล้วก็ไหว้พระมหาเถระ แล้วก็กลับหลังออกมาเอา เหล็กแหลมที่ปักไว้ ก็เห็นเหล็กแหลมแทงใส่พญากบอยู่ ก็รีบถอนออก แล้วร้องตกใจว่า “โอ้ย...เหล็กนี้แทงถูกกบตายเสียแล้ว”

ฝ่ายพระมหาเถระได้ยินเสียงพรานร้องอย่างนั้น ก็เข้ามาดู และบอกว่า “อ้าว....หมอพรานทำไมแทงเหล็กใส่กบ กบนี้ไม่ใช่กบธรรมดาสามัญ เป็นพญากบตัววิเศษ มันดักนิ่งฟังธรรมอยู่” หมอพรานก็บอกมหาเถระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากบอยู่ที่นี่ ข้าก็เอาเหล็กแหลมนี่ทิ้งลงไปซ่อนไว้ที่นี่ เพื่อจะไปฟังธรรมที่ท่านเทศน์อยู่ เพราะจะเอาเหล็กแหลมนี่ไปด้วย ก็ไม่สมควรจะนำไปฟังเทศน์ ข้าพเจ้าก็เลยเอาโยนทิ้งไว้นี่ เพราะไม่รู้ว่ากบอยู่ที่นี่”

พระมหาเถระก็สงสารกบตัวนั้น จึงตั้งสัจจะอธิษฐานเอาเท้าเหยียบหลังกบ ให้เป็นรอยพระบาทไว้ เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ต่อไปเบื้องหน้า

ส่วนพญากบ ขณะที่ถูกแทงก็ไม่รู้ตัวว่าตาย เมื่อรู้ตัวก็กลายเป็นเทพบุตรอยู่ชั้นฟ้าดาวดึงส์ อยู่ปราสาทสูง 12 โยชน์ กว้าง 12 โยชน์ มีเทพยดาทั้งหลายเป็นบริวารอยู่มากมายหลายโกฏิเป็นเทพอยู่ชั้นฟ้า7 ชาติตายจากชั้นฟ้าก็มาเกิดเป็นมหาเศรษฐีอยู่ในมนุษยโลก ได้เป็นใหญ่ในบรรดาเศรษฐีทั่วไป มีนามว่า เมณฑกมหาเศรษฐี เมณฑก = มณฑก อ่านว่า มน - ทก ออกเสียง ฑ เป็น /ท/ คำนี้แปลว่า กบ รากคำเดียวกับชื่อนางมณโฑ ที่แปลว่านางกบ ส่วน มูสิก = หนู, โมระ = นกยูง, กุกกุฏ = ไก่,วัคคุลิ = ค้างคาว, ภมร = แมลงภู่, สัปปะ= งู เมณฑกมหาเศรษฐีนี้ ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในภายหน้าในขณะที่ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้านี้ ก็ยังเป็นหน่อพุทธางกุรบำเพ็ญบารมีอยู่ทุกชาติ จนกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป

อันนี้ก็หากดูรอยแนวทางปฏิบัติก็อาจจะสรุปได้ว่าเหล่าพุทธบริษัททั้งหลายควรให้ความสำคัญกับการฟังเทศน์ฟังธรรมเพราะการได้ฟังอย่างตั้งใจแม้ว่าจะมีเหตุมาพรากชีวิตไปก็ไปเกิดในที่ดีแม้ความเจ็บปวดก็ไม่มีเพราะว่าเพลิดเพลินอยู่ในข้อธรรมะ หากท่านแวะไปที่วิหารซึ่งประดิษฐานรอยพระบาทบนกบก็จะพบว่าครูบาไชยะวงศาพัฒนาท่านสร้างรูปกบแล้วก็ทำฝาทองครอบปิดไว้เพื่อรักษาสภาพเช่นกันบางโอกาสถ้าเหมาะสมดีอาจจะมีการเปิดขึ้นมาบ้างก็น่าจะเกิดการท่องเที่ยวเชิงขุมสมบัติที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

พระบาทกบ

ส่วนที่มาที่ไปของพญากบว่าทำไมได้เป็นพญากบนั้นเรื่องก็ย้อนกลับไปอีกโดยท่านที่มีความสามารถในการรู้เห็นอดีตกาลย้อนไปได้หลายหลายภพหลายหลายชาติเล่าเอาไว้ว่าเดิมทีในสมัยพุทธเจ้า 28 องค์ที่แล้วที่ชื่อว่าพุทธเจ้าตัณหังกรนั้นยังมีเด็กชายพี่น้องสี่คนเกิดในครอบครัวชาวบ้าน หาเลี้ยงชีพโดยการรับจ้างนำวัวควายของผู้มีฐานะไปเลี้ยงในป่าต้อนกินหญ้ากินน้ำ ถึงเวลาแล้วก็พากลับเข้าคอก

วันนึงพี่ชายใหญ่ถามขึ้นมาว่าชีวิตของเราเช่นนี้ดีพอแล้วหรือน้องทั้งหลายอยากมีชีวิตเช่นไรปรารถนาอะไรสมควรจะได้บอกกล่าวเล่าสู่กันฟังณโอกาสนี้ น้องล่าหรือน้องชายคนเล็กคนสุดท้องพูดขึ้นมาว่าหากจะไปเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ก็เหนื่อยที่ต้องแบกรับภาระดูแลชีวิตผู้คนปกป้องดินแดนไม่พอยังต้องคอยเป็นตุลาการตัดสินคดีความอีก จะไปเป็นเศรษฐีก็มีปัญหาห่วงทรัพย์สมบัติไม่รู้จะป้องกันโจรด้วยวิธีใดเหนื่อยใจเหนื่อยกาย จึงใคร่อยากเป็นพระพุทธเจ้าออกบวชพี่น้องได้ฟังก็คงรู้สึกหมั่นไส้แกมหัวเราะพี่คนที่สามพูดว่าถ้าอย่างนั้นพี่จะเอาขี้เป็นเครื่องบูชาเธอละกันนะ

พี่คนที่สองบอกว่า พี่จะใช้ขนที่ก้นเป็นเครื่องบูชาจะถอนมาให้พี่ชายใหญ่ฟังอยู่ก็เลยดุว่าน้องรองและน้องสามพูดจาเหมือนคนโง่ น้องเล็กเขาอยากไปดีไปงามเที่ยวหัวเราะเยาะเขา พอเมื่อสิ้นชีวิตลงแล้วพี่ชายคนใหญ่ไปเกิดเป็นพญากบเฝ้าดอกบัว เพราะด่าน้องว่าโง่ ตัวเลยดักดานตามคำด่าย้อนเข้าตัว

พี่ชายคนที่พูดเรื่องเอาขี้ไว้บูชาไปเกิดเป็นผึ้งมีหน้าที่ผลิตขี้ผึ้งให้เขาทำเทียนไขไปจุดบูชาพระพุทธเจ้า พี่คนที่พูดเรื่องถอนขนก้นไปเกิดเป็นนกยูงให้เขาเอา แววมยุราขนหางนกยูงถอนใส่แจกันเป็นเครื่องบูชา และทำพัด ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาท่านได้สร้างพระเครื่องรูปพระบาทกบไว้หลายรุ่นศิลปะก็สวยงามดีมากส่วนทางด้านพุทธคุณว่ากันว่าดีทางโภคทรัพย์ โชคลาภ