thansettakij
thansettakij
การตั้ง AI Data Center ในประเทศ: ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่คือการรักษา “อธิปไตยทางข้อมูล” ของประเทศไทย

การตั้ง AI Data Center ในประเทศ: ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่คือการรักษา “อธิปไตยทางข้อมูล” ของประเทศไทย

13 ส.ค. 69 | 01:40 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ส.ค. 69 | 01:46 น.

การตั้ง AI Data Center ในประเทศ: ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุน แต่คือการรักษา “อธิปไตยทางข้อมูล” ของประเทศไทย โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

ในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพูดถึงการดึงดูดผู้ให้บริการ Cloud และ Data Center ระดับโลกให้เข้ามาลงทุนตั้งโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งที่สำคัญนอกเหนือจากเม็ดเงินลงทุน คือการทำให้ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยสามารถถูกจัดเก็บ ประมวลผล และให้บริการผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ภายในประเทศ

อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

วันนี้เหตุผลดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญกว่าเดิม เพราะโลกกำลังก้าวจาก Digital Economy ไปสู่ AI Economy

หากในยุคดิจิทัลเราเคยกล่าวว่า “Data is the New Oil” ในยุค AI ข้อมูลยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เพราะข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกจัดเก็บ แต่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ถูกนำไปประมวลผล วิเคราะห์ ฝึกโมเดล และสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่าน Artificial Intelligence

ดังนั้น การมี AI Data Center และ Cloud Infrastructure อยู่ภายในประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอุตสาหกรรม Data Center แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เรียกว่า Data Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ

จาก “Data is the New Oil” สู่ “Data is Strategic Infrastructure”

คำเปรียบเทียบว่า Data คือ “น้ำมันชนิดใหม่” ช่วยให้เราเห็นภาพว่าข้อมูลมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงใด แต่ในยุค AI ผมมองว่าเราควรไปไกลกว่านั้น

Data กำลังกลายเป็น Strategic Infrastructure

ลองพิจารณาข้อมูลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวัน ตั้งแต่ข้อมูลภาครัฐ ระบบการเงินและธนาคาร โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย โรงงานอุตสาหกรรม ระบบพลังงาน ระบบคมนาคม ไปจนถึงข้อมูลจากประชาชนและภาคธุรกิจ

เมื่อข้อมูลเหล่านี้เชื่อมต่อกับ AI มูลค่าของข้อมูลไม่ได้อยู่เพียงการ “มีข้อมูล” แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อสร้างบริการ ผลิตภาพ และนวัตกรรมใหม่

ประเทศที่มีทั้ง Data + Computing Power + AI Capability จึงมีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากข้อมูลได้มากกว่าประเทศที่เป็นเพียงผู้ใช้บริการเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

นี่คือเหตุผลว่าทำไม Data Center จึงเริ่มมีสถานะไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่นของประเทศ

Data Sovereignty ไม่ได้หมายความว่า “ข้อมูลทุกอย่างต้องอยู่ในประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม คำว่าอธิปไตยทางข้อมูลจำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง

Data Sovereignty ไม่ควรถูกตีความแบบง่าย ๆ ว่า ข้อมูลของคนไทยทุกชนิดจะต้องถูกเก็บอยู่บน Server ในประเทศไทยทั้งหมด

ระบบ Cloud ในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง มีทั้งการสำรองข้อมูลข้ามพื้นที่ การให้บริการแบบ Multi-region และการประมวลผลแบบกระจายตัว

สิ่งสำคัญกว่าคือ ประเทศไทยต้องสามารถกำหนดได้ว่า ข้อมูลประเภทใดมีความสำคัญหรืออ่อนไหวเพียงใด ใครมีสิทธิเข้าถึง อยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศใด สามารถเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศภายใต้เงื่อนไขใด และประเทศไทยสามารถควบคุมความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ สุขภาพ การเงิน ภาครัฐ และข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียง Data Localization แต่เป็นระบบ Data Governance + Cybersecurity + Cloud Infrastructure + Data Center + Legal Framework ที่ทำงานร่วมกัน

AI ทำให้เรื่องอธิปไตยทางข้อมูลซับซ้อนกว่าเดิม

เมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะข้อมูลไม่ได้เดินทางไปยัง Cloud เพียงเพื่อจัดเก็บอีกต่อไป แต่สามารถถูกส่งไปให้ AI วิเคราะห์ สรุป ค้นหา หรือใช้ประกอบการพัฒนาโมเดล

คำถามจึงเปลี่ยนจาก

“ข้อมูลของเราเก็บอยู่ที่ไหน?”

ไปสู่คำถามที่ซับซ้อนกว่า เช่น

“ข้อมูลของเราถูกประมวลผลที่ไหน ใครสามารถเข้าถึงได้ โมเดลใดกำลังประมวลผล และผลลัพธ์ที่สร้างจากข้อมูลเหล่านั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของใคร?”

นี่คือเหตุผลที่แนวคิด Sovereign Cloud และ Sovereign AI กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น

ประเทศต่าง ๆ เริ่มมองว่าการมีความสามารถในการประมวลผล AI ภายในประเทศเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Sovereignty เพราะหากประเทศมีข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ต้องส่งข้อมูลหรือภาระงานสำคัญทั้งหมดไปประมวลผลบนโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ ประเทศก็ยังต้องพึ่งพา Computing Infrastructure ภายนอก

ในยุค AI จึงอาจกล่าวได้ว่า

Data Sovereignty ที่ไม่มี Computing Sovereignty อาจยังไม่ใช่อธิปไตยทางดิจิทัลที่สมบูรณ์

การมี Hyperscale Data Center ในไทยจึงมีคุณค่ามากกว่าเม็ดเงินลงทุน

ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงการลงทุน Data Center เรามักให้ความสำคัญกับมูลค่าโครงการ จำนวนเงินลงทุน หรือพื้นที่ก่อสร้าง

แต่ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่าคือ การสร้าง Digital Infrastructure Layer ขึ้นภายในประเทศ

เมื่อประเทศไทยมี Hyperscale Data Center, Cloud Region และ AI Computing Infrastructure มากขึ้น ประเทศสามารถลด Latency เพิ่มความต่อเนื่องของบริการ และสร้างทางเลือกในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศได้มากขึ้น

สิ่งเหล่านี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูงกว่า Data Center ตั้งแต่ Cloud, AI-as-a-Service, FinTech, HealthTech, Digital Manufacturing, Robotics, Cybersecurity ไปจนถึง High-Performance Computing

กล่าวอีกนัยหนึ่ง

Data Center ไม่ควรเป็นปลายทางของการลงทุน แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศเศรษฐกิจ AI

แต่การมี Server ตั้งอยู่ในประเทศไทยไม่ได้แปลว่าเรามีอธิปไตยทางเทคโนโลยีทันที

นี่คืออีกประเด็นที่ประเทศไทยต้องระมัดระวัง

หากเราใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจำนวนมากเพื่อดึง Data Center เข้ามา แต่ Hardware, Software, Cloud Platform, AI Model และบุคลากรระดับสูงเกือบทั้งหมดมาจากต่างประเทศ ผลประโยชน์เชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยได้รับอาจยังจำกัด

การส่งเสริม Data Center จึงต้องเดินต่อไปอีกขั้น

เราควรสร้างเงื่อนไขให้การลงทุนเหล่านี้นำไปสู่ Technology Transfer การพัฒนาคนไทย การสร้าง Local Supply Chain การวิจัยและพัฒนา และการเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย Startup และ SME ไทยเข้าถึง Computing Capacity

เป้าหมายจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็น Data Center Hub

แต่ต้องพัฒนาไปสู่การเป็น Cloud Hub, AI Computing Hub และ AI Innovation Hub

ข้อมูลของไทยควรสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย

หากข้อมูลคือ New Oil คำถามสำคัญคือ เราจะปล่อยให้ข้อมูลเป็นเพียง “วัตถุดิบ” ที่ถูกส่งออกไปสร้างมูลค่าในต่างประเทศ หรือเราจะสร้างโรงกลั่นทางดิจิทัลขึ้นภายในประเทศ

AI Data Center เปรียบเสมือนหนึ่งใน “โรงกลั่น” ของเศรษฐกิจข้อมูล

ประเทศไทยมีข้อมูลจำนวนมหาศาลจากภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สุขภาพ โลจิสติกส์ พลังงาน การเงิน และบริการ

หากเรามีโครงสร้างพื้นฐาน Computing ที่เพียงพอ พร้อมกับกฎหมายและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนา AI Solution ของคนไทย และต่อยอดไปสู่ตลาดอาเซียนได้

นี่คือจุดที่ Data Sovereignty สามารถเชื่อมต่อกับ Economic Sovereignty

เพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการป้องกันไม่ให้ข้อมูลออกจากประเทศ แต่คือการสร้างความสามารถให้ประเทศไทย สร้างมูลค่าจากข้อมูลของตนเอง

ประเทศไทยต้องคิดเรื่อง “Sovereign AI Infrastructure”

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ AI Hub ของอาเซียน ผมมองว่าเราควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างน้อยให้ครอบคลุมตั้งแต่ Data Center, Cloud Region, Sovereign Cloud, AI Computing Infrastructure และ Cybersecurity ไปจนถึงระบบพลังงานและโครงข่ายโทรคมนาคมที่รองรับทั้งหมด

โดยเฉพาะภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มหาวิทยาลัย และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ประเทศไทยควรมี Domestic AI Computing Capacity ที่สามารถใช้ประมวลผลข้อมูลสำคัญภายใต้กรอบกำกับดูแลของประเทศได้

ขณะเดียวกันก็ไม่ควรสร้างระบบแบบปิดประเทศ เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยการไหลเวียนของข้อมูล การลงทุน และนวัตกรรมข้ามพรมแดน

โจทย์ที่แท้จริงคือการหาสมดุลระหว่าง Open Digital Economy กับ Digital Sovereignty

จาก Data Center Hub สู่ Sovereign AI Nation

ประเทศไทยกำลังได้รับโอกาสครั้งสำคัญจากคลื่นการลงทุน Data Center และ AI Infrastructure ระดับโลก

แต่เราต้องมองการลงทุนเหล่านี้ให้ไกลกว่าตัวเลขเงินลงทุน

ทุกเมกะวัตต์ของไฟฟ้า ทุกลูกบาศก์เมตรของน้ำ และทุกไร่ของพื้นที่ที่ประเทศจัดสรรให้ Data Center ควรสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาในรูปของ ความมั่นคงทางข้อมูล กำลังประมวลผล บุคลากร เทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

เพราะในโลกยุค AI ประเทศที่มีเพียงข้อมูลแต่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผลข้อมูล ย่อมต้องพึ่งพาประเทศอื่น

ประเทศที่มี Data Center แต่ไม่มีเทคโนโลยีและบุคลากรของตนเอง ก็ยังเป็นเพียงสถานที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐาน

แต่ประเทศที่สามารถเชื่อมโยง Data + Data Center + Cloud + Computing Power + AI + Energy + Human Capital เข้าด้วยกัน จะสามารถเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้

ดังนั้น การดึง AI Data Center เข้ามาตั้งในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงนโยบายส่งเสริมการลงทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง อธิปไตยทางข้อมูล อธิปไตยทางดิจิทัล และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจ AI

ในอดีต ประเทศที่ควบคุมแหล่งพลังงานมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

วันนี้ ประเทศที่สามารถบริหารข้อมูลและกำลังประมวลผลของตนเองได้ ก็กำลังมีอำนาจต่อรองในรูปแบบใหม่

เพราะในยุค AI “ข้อมูล” อาจเป็น New Oil แต่ “Computing Power” คือโรงกลั่นที่เปลี่ยนข้อมูลนั้นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการมีทั้งสองสิ่งอยู่ภายใต้ระบบนิเวศของประเทศ คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของอธิปไตยแห่งศตวรรษที่ 21