thansettakij
thansettakij
สมเด็จโต พระของพระราชาและประชาชน

สมเด็จโต พระของพระราชาและประชาชน

12 ส.ค. 69 | 07:55 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ส.ค. 69 | 08:24 น.

สมเด็จโต พระมหาเถระผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของพระราชาและประชาชน จากพระมหาโตสู่ “สมเด็จโต” ผู้ไม่แสวงหายศ แต่ยศกลับมาหา พร้อมเรื่องเล่าปฏิภาณ คุณธรรม และพระสมเด็จวัดระฆังที่เลื่องชื่อ คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก

KEY

POINTS

  • สมเด็จโตเป็นพระผู้ไม่ยึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย สันโดษ มีความเป็นตัวของตัวเอง และแม้ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ก็ไม่ได้แสวงหาตำแหน่ง
  • สมเด็จโตมีปฏิภาณ ไหวพริบ และกล้าเตือนสติผู้มีอำนาจ รวมถึงพระมหากษัตริย์ โดยใช้ธรรมะ สติ และอารมณ์ขันในการสื่อสาร จนเป็นที่เคารพทั้งในหมู่พระราชวงศ์และประชาชน
  • สมเด็จโตเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย จากผลงานสำคัญ เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระคาถาชินบัญชร และพระพุทธรูปสำคัญหลายแห่ง ทำให้ชื่อของท่านยังคงอยู่ในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความศรัทธาของสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรํสี) หรือที่ชาวไทยรู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม “สมเด็จโต” พระมหาเถระแห่งวัดระฆังโฆสิตาราม

ท่านเป็นพระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดรูปหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย

เกียรติคุณและชื่อเสียงมิได้เกิดจากสมณศักดิ์ หากเกิดจากคุณสมบัติพิเศษและคุณธรรมความดีมีเมตตา เสียสละไม่ติดในยศถาบรรดาศักดิ์ แต่มีปฏิภาณไหวพริบรู้กาลเทศะ ทันสมัยต่อเหตุการณ์

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

เมื่อเห็นอะไรไม่ดีไม่งามจะทักท้วง เตือนสติแม้ท่านผู้นั้นจะเป็นพระมหากษัตริย์ก็ตาม

สมเด็จโตเกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2331 และได้บรรพชาเป็นสามเณรนาคหลวงท่านศึกษาพระปริยัติธรรมและฝึกฝนการเทศนาที่วัดระฆังโฆสิตาราม จนเป็นที่กล่าวถึงในความสามารถในการแสดงพระธรรมเทศนา

เมื่ออายุครบอุปสมบท ใน พ.ศ. 2335 ได้อุปสมบทเป็นนาคหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จึงเป็นที่รู้จักในนาม “พระมหาโต”

สิ่งที่โดดเด่นของพระมหาโต คือชีวิตเรียบง่าย เป็นอิสระ สันโดษ และเป็นตัวของตัวเอง จนประชาชนเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “ขรัวโต”

กล่าวกันว่าผู้ที่ไม่แสวงหายศ แต่ยศกลับมาหา

ดั่งเช่น สมเด็จโต ที่เป็นพระอันดับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

มีเรื่องเล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวทั้ง 2 รัชกาลจะถวายสมณศักดิ์ แต่ท่านปฏิเสธขอไม่รับสมณศักดิ์

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่คุ้นเคยดีแต่ครั้งที่รัชกาลที่ 4 ที่เคยทรงสมณเพศนาน 27 ปี เมื่อครองราชย์

จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้ พระมหาโตจึงรับพระราชทานสมณศักดิ์อย่างเป็นทางการ เริ่มจาก พระธรรมกิตติ ต่อมาเลื่อนเป็น พระเทพกระวี และในปลายรัชกาลที่ 4ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์

นับแต่นั้น ประชาชนจึงเรียกท่านว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “สมเด็จโต” ซึ่งเป็นชื่อที่ติดอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้

จึงอาจกล่าวถึงท่านได้อย่างงดงามว่า “เป็นพระที่ไม่ได้แสวงหายศ แต่ยศกลับมาหาพระ”

สมเด็จโต ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ เสมอจึงเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จโตกับพระมหากษัตริย์ในแต่ละรัชกาล เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านโดดเด่น ด้วยท่านเป็นพระที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีปฏิภาณและกล้าแสดงออก

โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 4 นั้นมีเรื่องเล่าจำนวนมากเกี่ยวกับสมเด็จโตกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น เรื่องที่สมเด็จจุดไต้เข้าไปในพระบรมมหาราชวังในเวลากลางวัน 

เพื่อต้องการเตือนพระสติรัชกาลที่ 4 ที่ครองราชย์ไม่นาน (แต่อุปสมบทนาน)กลัวจะลุ่มหลงในกามคุณจนลืมบริหารกิจการบ้านเมือง

พระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตร จึงตรัสว่าเรารู้แล้ว สมเด็จโต จึงดับไต้จนมอด และเรื่องการแสดงพระธรรมเทศนาต่อหน้าพระที่นั่ง

นั้นมีเรื่องเล่าว่า เมื่อท่านขึ้นธรรมาสน์ถวายศีล บอกศักราช ตั้งนะโม และแปลอรรถ2-3 คำ

ท่านก็กล่าวในทำนองว่า พระธรรมที่จะเทศนาไม่ว่าหัวข้อใดหมวดไหนพระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว ก่อนจะลงท้ายว่า “เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้” แล้วลงจากธรรมาสน์พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานอภัย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

แต่มีเจ้าคุณองค์หนึ่ง เทศน์เลียนแบบสมเด็จโต ร.4 ไม่ทรงเล่นด้วย แต่ทรงกริ้วเจ้าคุณองค์นั้น

อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า ขณะสมเด็จโตเดินทางทางเรือ คนแจวเกิดเหน็ดเหนื่อย ท่านจึงให้คนแจวพักแล้วสมเด็จโตลงมือแจวเรือเอง บังเอิญกระบวนเรือพระที่นั่งของรัชกาลที่ 4เสด็จผ่านมาและทอดพระเนตรเห็น ทรงทราบดีว่านี่เป็นอุปนิสัยตามปกติของพระเถระผู้ไม่ถือยศถือศักดิ์

เมื่อ ร.4 สร้างวังสระปทุมเพื่อทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ แต่ทรงนึกถึงพระสงฆ์จึงสั่งให้นิมนต์ พระพายเรือมารับบาตรตอนเช้าโดยมีสมเด็จโตร่วมด้วย

เมื่อ สมเด็จโตรับบาตร ไม่กลับ ยังพายเรือวนอยู่ รัชกาลที่ 4 ตรัสว่าเขาให้แล้วทำไมไม่กลับ สมเด็จโตทูลตอบว่าคอยช่วยหลวงตา หากเรือล่มในสระปทุม

นับแต่นั้น จึงรับสั่งยกเลิกนิมนต์พระพายเรือมารับบาตร ที่สระปทุม

เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับท่านจึงมีจำนวนมาก ทั้งเรื่องเทศนาธรรมด้วยปฏิภาณ เรื่องการช่วยเหลือผู้คน ตลอดจนเรื่องโจรที่เข้ามาขโมยของใต้ถุนกุฏิ แต่เอื้อมหยิบของไม่ถึง สมเด็จโตจึงใช้เท้าเขี่ยของให้โจรหยิบได้

ภาพดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าสมเด็จมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยสติและอารมณ์ขัน

เรื่องที่โด่งดังตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันคือท่านสร้างพระสมเด็จวัดระฆัง ด้วยตนเองซึ่งได้รับการยกย่องในวงการพระเครื่องไทยว่าเป็นหนึ่งในพระเครื่องชุด เบญจภาคี และเป็นพระเครื่องที่มีคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และความศรัทธา

ท่านสร้างในแบบพิมพ์ ที่สวยงาม กล่าวกันว่ามีพระสมเด็จวัดระฆัง 1 องค์(แท้) จะซื้อบ้านซื้อรถยนต์ก็ทำได้

อย่างไร ก็ตามผลงานอีกหนึ่งได้แก่พระคาถาชินบัญชร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและมีความผูกพันกับชื่อสมเด็จโตอย่างมาก ในฐานะผู้ประพันธ์ นอกจากนั้น ท่านสร้างพระโตหลายวัดเฉพาะ หลวงพ่อโต วัดไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง และ หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

พระพุทธรูปเหล่านี้ทำให้ชื่อของสมเด็จโตมิได้อยู่เพียงในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ หากยังปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและศรัทธาของสังคมไทย

สมเด็จโตมรณภาพในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สิริอายุ 84 ปี จากพระมหาโต สู่ “สมเด็จโต”

ความยิ่งใหญ่ของสมเด็จโตจึงมิได้อยู่ที่ตำแหน่งสมณศักดิ์ หากอยู่ที่ คุณค่าของพระสงฆ์ผู้ดำรงตนเหนือยศถาบรรดาศักดิ์

มิได้เป็นเพียง “พระของพระราชา” และมิได้เป็นเพียง “พระของประชาชน” เท่านั้น หากเป็นพระที่เชื่อมโยง พระราชศรัทธา พระพุทธศาสนา และศรัทธาของประชาชน เข้าไว้ด้วยกัน