thansettakij
thansettakij
ประเทศไทยกำลังแข่งขันกับใครในการเป็น AI Data center Hub?

ประเทศไทยกำลังแข่งขันกับใครในการเป็น AI Data center Hub?

31 ก.ค. 69 | 02:15 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 02:19 น.

ประเทศไทยกำลังแข่งขันกับใครในการเป็น AI Data center Hub? และอะไรคือปัจจัยที่ Hyperscale Data Center ใช้ตัดสินใจเลือกประเทศ โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

Data Center คือ โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะเป็นสถานที่ที่ข้อมูลถูกจัดเก็บ ประมวลผล และส่งต่อไปยังบริการต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบธนาคาร การแพทย์ การศึกษา การผลิต ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานนี้แข็งแรง อุตสาหกรรมใหม่ก็พร้อมจะเข้ามาลงทุน เช่น Artificial Intelligence (AI), Robotics, Semiconductor, FinTech, Biotechnology, Digital Manufacturing, Cloud Services และ Cybersecurity

การแข่งขันยุค AI ไม่ได้วัดกันที่ภาษี แต่แข่งขันกันที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Hyperscale Data Center กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว หลายประเทศต่างประกาศวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นเป็น AI Hub หรือ Data Center Hub ของภูมิภาค พร้อมแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการ Cloud และ AI ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Microsoft, Google Cloud, Oracle, Meta และผู้ให้บริการ Hyperscale รายอื่น

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังแข่งขันกับใคร และอะไรคือปัจจัยที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจเลือกประเทศ

คำตอบในวันนี้แตกต่างจากเมื่อสิบปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เพราะการตัดสินใจของผู้ลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาที่ดินหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับ ศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ที่จะรองรับเศรษฐกิจ AI ในระยะยาว

การแข่งขันครั้งนี้ ไทยไม่ได้แข่งกับทุกประเทศ

ประเทศไทยไม่ได้แข่งขันกับทุกประเทศในโลก แต่กำลังแข่งขันกับประเทศที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการเป็น Regional AI Infrastructure Hub ของเอเชีย

มาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐยะโฮร์ ถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุดของไทยในปัจจุบัน ด้วยทำเลที่อยู่ติดกับสิงคโปร์ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ค่าไฟฟ้าต่ำกว่า และได้รับอานิสงส์จากช่วงที่สิงคโปร์จำกัดการอนุมัติโครงการ Data Center ใหม่ ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Microsoft, Google, AWS และ Oracle ต่างขยายการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วก็เริ่มสร้างแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ จนรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม

สิงคโปร์ ยังคงเป็นศูนย์กลาง Data Center ของอาเซียน แม้จะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากร แต่ยังคงได้เปรียบจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก ทั้ง Internet Exchange การเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ ระบบกฎหมายที่มั่นคง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านพื้นที่ ค่าไฟฟ้าที่สูง และทรัพยากรน้ำ ทำให้รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการควบคุมการพัฒนา Data Center เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

อินโดนีเซีย มีข้อได้เปรียบจากตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยประชากรกว่า 280 ล้านคน ความต้องการใช้บริการ Cloud และ Digital Services ภายในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีทรัพยากรพลังงานจำนวนมากและนโยบายสนับสนุนการลงทุน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพของโครงข่ายไฟฟ้าและความซับซ้อนของระบบส่งไฟฟ้าระหว่างหมู่เกาะ

เวียดนาม กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างรวดเร็ว จากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ระบบไฟฟ้าในบางพื้นที่ยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ทั้งด้านกำลังผลิต โครงข่ายไฟฟ้า และการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน

ขณะที่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แม้จะมีต้นทุนการลงทุนสูง แต่เป็นศูนย์กลางด้าน AI Research, Semiconductor, High Performance Computing (HPC) และ AI Factory ของเอเชียตะวันออก จึงมีบทบาทแตกต่างจากการแข่งขันเพื่อเป็น Regional Data Center Hub ของอาเซียน

วันนี้ Hyperscale เลือกประเทศจากอะไร

ในอดีต นักลงทุนอาจพิจารณาราคาที่ดิน ค่าแรง และสิทธิประโยชน์จาก BOI เป็นปัจจัยหลัก

แต่สำหรับ AI Data Center ในยุคปัจจุบัน สิ่งแรกที่นักลงทุนสอบถามไม่ใช่ราคาที่ดิน หากแต่เป็นคำถามง่าย ๆ ว่า “มีไฟฟ้าพร้อมหรือไม่”

AI Data Center ขนาดใหญ่ต้องการกำลังไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์ และสามารถขยายไปสู่ระดับกิกะวัตต์ได้ในอนาคต จึงต้องอาศัยระบบไฟฟ้าที่มั่นคง มีความพร้อมในการจ่ายไฟตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถขยายกำลังผลิตได้อย่างต่อเนื่อง หากไม่มีไฟฟ้าเพียงพอ ต่อให้มีที่ดินหรือสิทธิประโยชน์มากเพียงใด โครงการก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ปัจจัยถัดมาคือ พลังงานสะอาด ผู้ให้บริการ Cloud และ AI ระดับโลกต่างตั้งเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero พร้อมผลักดันแนวคิด 24/7 Carbon-Free Energy จึงต้องการแหล่งพลังงานสะอาดที่มีความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ พลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงกลไก Green PPA และ Renewable Energy Certificates (RECs)

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ระยะเวลาการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า (Grid Connection Time) หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาคิวเชื่อมต่อระบบไฟฟ้านานถึง 5–10 ปี รายงานของ International Energy Agency (IEA) ยังประเมินว่า ประมาณ 20% ของโครงการ Data Center ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2030 มีความเสี่ยงล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ดังนั้น ประเทศที่สามารถเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าได้รวดเร็ว ย่อมได้เปรียบอย่างชัดเจน

นอกจากระบบไฟฟ้าแล้ว นักลงทุนยังพิจารณา โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ได้แก่ International Gateway, สายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable), Internet Exchange และค่าความหน่วงของเครือข่าย (Latency) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลของภูมิภาค

ขณะเดียวกัน น้ำและระบบทำความเย็น กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของ AI Data Center นักลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคงของแหล่งน้ำ (Water Security) ระบบ District Cooling การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) เทคโนโลยี Direct-to-Chip Liquid Cooling และ Warm Water Cooling เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดค่า Water Usage Effectiveness (WUE) และ LNG Cold Energy 

นอกจากนี้ ความมั่นคงทางการเมือง กฎหมาย การกำกับดูแลด้าน Cybersecurity การคุ้มครองข้อมูล และคุณภาพของบุคลากรด้าน Data Center Engineering, AI Engineering, Cloud Computing และ Cybersecurity ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ

ประเทศไทยได้เปรียบตรงไหน

ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบหลายด้านที่สามารถต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางอาเซียน ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โครงข่ายไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่อุตสาหกรรม โครงข่ายไฟเบอร์ออปติกและสายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมโยงภูมิภาค รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ประเทศอื่นมีได้ยาก คือ โครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การใช้ LNG Cold Energy เพื่อผลิตความเย็นสำหรับระบบ District Cooling และ AI Data Center ช่วยลดการใช้พลังงานของระบบทำความเย็น เพิ่มประสิทธิภาพของ Data Center และยกระดับประเทศไทยสู่ Green Digital Infrastructure ได้ในอนาคต

สิ่งที่ประเทศไทยยังต้องเร่งพัฒนา

หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็น Regional AI Data Center Hub อย่างแท้จริง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่ การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าและเสริมความแข็งแกร่งของระบบสายส่ง การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด พร้อมพัฒนากลไก Green PPA และ Direct PPA การลงทุนใน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำ เช่น Water Recycling, Liquid Cooling และ District Cooling การยกระดับมาตรฐาน Green Data Center รวมถึงการสนับสนุนการใช้ LNG Cold Energy ตลอดจนการผลิตบุคลากรด้าน AI, Cloud และ Data Center Engineering ให้เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรม

การแข่งขันเพื่อดึงดูด Hyperscale Data Center ในยุค AI ไม่ใช่การแข่งขันด้านค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันด้าน “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ” ตั้งแต่ไฟฟ้า พลังงานสะอาด น้ำ โครงข่ายดิจิทัล ไปจนถึงบุคลากร

ประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดได้ในปริมาณมาก เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าได้รวดเร็ว มีระบบทำความเย็นและการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีกำลังคนคุณภาพสูง จะเป็นประเทศที่ได้รับเลือกให้เป็นฐานของเศรษฐกิจ AI ในทศวรรษหน้า

สำหรับประเทศไทย ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่การมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่อยู่ที่การบูรณาการ EEC, พลังงานสะอาด, LNG Cold Energy, Smart Grid, District Cooling, Data Center และ AI Infrastructure ให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียว หากสามารถดำเนินการได้สำเร็จ ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียง Data Center Hub ของอาเซียน แต่สามารถก้าวสู่ Green AI Infrastructure Hub ของภูมิภาค ซึ่งเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สร้างได้ยาก และยากยิ่งกว่าที่ประเทศอื่นจะลอกเลียนแบบ