thansettakij
thansettakij
ความฝันสุดท้ายของชายชรา จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย

ความฝันสุดท้ายของชายชรา จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย

02 ต.ค. 69 | 17:50 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ต.ค. 69 | 18:06 น.

ความฝันสุดท้ายของชายชรา จากสิงคโปร์สู่ความหวังของไทย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • แนวคิดการสร้าง "Sandbox สาธารณสุขชุมชน" เป็นโครงการนำร่อง เพื่อทดลองและพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยไม่ต้องรอการปฏิรูปจากภาครัฐ
  • รูปแบบของ Sandbox คือการบูรณาการบริการสุขภาพในชุมชน โดยยกระดับศักยภาพของ อสม. และเปลี่ยนศูนย์ชุมชนให้เป็นพื้นที่กิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงวัย
  • ขับเคลื่อนโครงการผ่านความร่วมมือแบบสามประสานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์และเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้

ตลอดทั้งสามตอนที่ผ่านมา เราได้เดินทางร่วมกันผ่านเรื่องราวบรรยากาศในคอมมูนิตี้ฮอลล์ของสิงคโปร์ และได้ถอดรหัสโครงสร้างเชิงระบบ Active Ageing ที่เอื้อให้ผู้สูงวัย อยากก้าวเท้าออกจากบ้าน ตลอดจนมองทะลุไปถึงรากแก้วของปัญหาอย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และความพร้อมของประชากร ซึ่งในความคิดของผม ผมคิดว่ามันเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งกว่าเรื่องงบประมาณ เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดนี้แล้ว ผมเชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อย อาจจะเกิดความรู้สึกท้อแท้ หรือเสียดายที่เรายังไม่มีนโยบายระดับชาติ หรือยังไม่มีนักการเมืองแบบสิงคโปร์ ที่เขาได้ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ยาวไกลในลักษณะนี้อย่างจริงจัง แต่หากเราเอาแต่นั่งรอการปฏิรูปโครงสร้างใหญ่จากภาครัฐ หรือรอความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งประเทศ เวลาและความรวดเร็วของการเปลี่ยนผ่านสู่วัยชราคงไม่รอเรา และเราอาจจะเสียโอกาสในการเตรียมรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

แนวคิดและความฝันเล็ก ๆ ของผม ผมคิดและฝันว่าทางออกที่สมเหตุสมผล และสามารถเกิดขึ้นได้จริงที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ น่าจะไม่ใช่การพยายามยกเอาโมเดลของสิงคโปร์ มาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศในทันที แต่ที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ การเริ่มต้นสร้างพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสาธารณสุขชุมชนขนาดเล็ก (Healthcare & Ageing Sandbox) ที่เราสามารถควบคุมปัจจัย นำโมเดลต้นแบบมาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทสังคมไทยเรา เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ให้เห็นก่อนนำไปขยายผล การทำ Sandbox เล็ก ๆ นี้ จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงงบประมาณ ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่เทอะทะของภาครัฐ และเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้เห็นภาพตรงกันว่า สังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริงก็เป็นไปได้ครับ

หากเราจะลองจินตนาการถึงโครงสร้างของ Sandbox สาธารณสุขชุมชนในไทย เราอาจเริ่มต้นจากพื้นที่ระดับเทศบาลเมืองหรืออำเภอ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครในบางเขต ที่มีสัดส่วนผู้สูงวัยสูง และมีความพร้อมของศูนย์บริการสาธารณสุขดั้งเดิมอยู่แล้ว โดยนำเอาหัวใจสำคัญจากสิงคโปร์มาปรับใช้ นั่นคือการร้อยเรียงบริการแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเราอาจสามารถดึงเอาพลังอันเข้มแข็งของพี่น้องอสม. ที่สิงคโปร์เองก็ไม่มี มายกระดับทักษะให้กลายเป็น “Digital Caregiver” ร่วมมือกับหมอประจำครอบครัว โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ร้านขายยาในชุมชน และคลินิกเอกชนที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการฟื้นฟูได้ในระยะเดินจากบ้าน ในขณะเดียวกันเราก็เปิดพื้นที่ในศูนย์ชุมชนหรือศาลากลางที่มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว ให้ภาคเอกชนนำอุปกรณ์การแพทย์สมัยใหม่ นวัตกรรมเครื่องมือการช่วยเดิน หรือบริการสุขภาพมาจัดแสดง พร้อมทั้งเปิดกว้างให้มีการนำความรู้เรื่องศาสตร์การแพทย์แผนไทย และยาสมุนไพรท้องถิ่นที่คนไทยเราคุ้นเคยและมีอยู่มากมาย เข้ามาใช้ในการผสมผสานอย่างปลอดภัย เหมือนกับที่เราได้เห็นการบูรณาการยาจีนในคอมมูนิตี้ของสิงคโปร์ อีกทั้งต้องมีการดึงบรรยากาศ ด้วยการเปิดให้มีการแสดงต่าง ๆ เช่น ดนตรี ศิลปะ และนันทนาการ เข้ามาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนภาพของศูนย์สาธารณสุขที่เคยน่ากลัวและแออัด ให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ที่สามารถดึงดูดให้ผู้สูงวัยในพื้นที่ อยากออกมาพบปะพูดคุยกันทุกวันครับ

หัวใจสำคัญที่จะทำให้ Sandbox นี้ สามารถเดินหน้าได้ โดยไม่ต้องรอนโยบายใหญ่จากรัฐบาลกลาง ก็คือการอาศัยกลไกความร่วมมือแบบสามประสาน ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยในพื้นที่ และภาคเอกชน ซึ่งนักศึกษาของสถาบันการศึกษาที่มีคณะแพทย์ พยาบาล หรือวิศวกรรมศาสตร์ ที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถใช้ Sandbox นี้เป็นพื้นที่ทำงานวิจัย และพัฒนานวัตกรรมจริง อีกทั้งในส่วนของภาคเอกชนก็ได้ทดลองตลาดสินค้าเพื่อผู้สูงวัย ในส่วนท้องถิ่นก็ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในความดูแลของตนเองด้วยครับ

ผมคิดว่าการเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่สามารถวัดผลได้ชัดเจน เช่น อัตราการเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลใหญ่ลดลง ระดับความสุขและสุขภาพจิตของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น หรือค่าใช้จ่ายด้านการรักษาระยะยาวลดลง ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จาก Sandbox เล็ก ๆ เหล่านี้เอง ที่จะกลายเป็นเสียงที่ดังพอในการส่งแรงกดดันเชิงบวก ขึ้นไปถึงระดับผู้บริหารส่วนท้องถิ่น ไม่แน่นะครับ ความฝันเล็ก ๆ ของเราในวันนี้อาจจะเตะตาเขา เขาอาจนำเอาไปเป็นพิมพ์เขียว ที่เทศบาลหรือชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ สามารถนำไปทำตามได้ทันทีก็เป็นไปได้ครับ

การเดินทางไปสิงคโปร์ในครั้งนั้นของผม สำหรับผมแล้วไม่ใช่เพียงแค่การไปท่องเที่ยว หรือเยี่ยมชมงานธรรมดาทั่วไป แต่มันคือการเปิดประตูกระทบไหล่กับอนาคตที่กำลังจะมาถึง ทำให้ผมคิดว่า สังคมผู้สูงวัยไม่ใช่ภัยคุกคามหรือภาระหนักหนาที่น่ากลัว หากเรามองมันด้วยความเข้าใจ วางโครงสร้างด้วยความใส่ใจ และเริ่มลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ ด้วยความหวัง ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะเลิกรอนโยบายจากเบื้องบน แล้วมาร่วมกันคิด ร่วมกันทดลองสร้าง Sandbox ชุมชนในแบบของเรา เพื่อให้ผู้สูงวัยในวันนี้ และตัวพวกเราเองในวันข้างหน้า ได้เติบโตและใช้ชีวิตบั้นปลายในยามเกษียณได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความสุข และมีคุณค่าในสังคมอย่างแท้จริงครับ

ท้ายที่สุดแล้ว สังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรายังมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงภาระหน้าที่ของหมอ พยาบาล หรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนในสังคม ที่จะต้องร่วมกันเปลี่ยนมุมมอง และลงมือสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ร่วมกัน ประเทศสิงคโปร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การลงทุนในมนุษย์และการวางโครงสร้างชุมชนที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชุมชนและสังคม แม้ว่าก้าวแรกที่เริ่มจากชุมชนเล็ก ๆ อาจจะไม่ใช่ก้าวใหญ่ระดับชาติ แต่การก้าวเล็ก ๆ ผ่าน Sandbox ในชุมชนของเราวันนี้ จะเป็นเมล็ดพันธุ์สำคัญที่จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแก่คนทุกรุ่น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสังคมที่ดูแลผู้สูงวัยในวันนี้อย่างดีที่สุด ก็คือการสร้างอนาคตที่เราเองอยากจะเติบโตไปอยู่อย่างมีความสุขในวันข้างหน้า แม้นี่จะเป็นเพียงความฝันเล็ก ๆ ของผมแค่นั้นเอง ผมก็อยากจะเห็นผู้นำชุมชนหันมามอง หรือสนใจที่จะลองนำไปทำเป็นโครงการนำร่องต่อไปครับ