thansettakij
thansettakij
Data Center กลางกรุงเทพ : ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายเฉพาะหรือยัง?

Data Center กลางกรุงเทพ : ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายเฉพาะหรือยัง?

29 ก.ค. 69 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ค. 69 | 04:01 น.

AI Data Center กลางกรุงเทพ จุดคำถามใหญ่เรื่องทำเล ผลกระทบชุมชน ถึงเวลาหรือยังที่ไทยต้องมีกฎหมายเฉพาะรองรับการลงทุน AI อย่างยั่งยืน บทวิเคราะห์โดย ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

การก่อสร้าง AI Data Center ขนาดใหญ่ กลางกรุงเทพ ได้จุดประกายคำถามสำคัญของสังคมไทย ไม่ใช่เพราะประเทศไทยมี Data Center เป็นครั้งแรก แต่เพราะนี่คือครั้งแรกที่คนไทยเริ่มตั้งคำถามว่า Data Center ควรตั้งอยู่ที่ไหน และควรอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างไร  

ในมุมหนึ่ง ประเทศไทยกำลังแข่งขันเพื่อเป็น AI Data Center Hub ของอาเซียน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ชุมชนก็มีสิทธิที่จะกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

ทั้งสองเรื่องสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

ทำไม Data Center จึงเลือกกลางกรุงเทพ

หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดผู้ประกอบการจึงเลือกสร้าง Data Center กลางเมือง คำตอบคือ Data Center ไม่ได้เลือกทำเลจากราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจาก Digital Connectivity

กลางกรุงเทพ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศ มีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกหลัก จุดเชื่อมต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายราย และอยู่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจและตลาดการเงินของประเทศ

สำหรับธุรกรรมทางการเงิน การประมวลผล AI และบริการ Cloud ความหน่วงของสัญญาณ (Latency) ที่ลดลงเพียงไม่กี่มิลลิวินาทีอาจสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Data Center หลายแห่งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ดร.เมทังกร เสริมสุข

 

สิ่งที่ชุมชนกังวล

แม้การเลือกทำเลจะมีเหตุผลทางวิศวกรรม แต่ข้อกังวลของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ควรรับฟัง

AI Data Center ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก มีระบบสำรองไฟ ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงเกิดคำถามว่า ระบบไฟฟ้า น้ำประปา เสียง ความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง จะรองรับการขยายตัวได้เพียงใด

ข้อกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ชิลี ญี่ปุ่น และบางประเทศในยุโรป ต่างเคยเผชิญการถกเถียงในลักษณะเดียวกัน

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการประเมินผลกระทบด้วยข้อมูลเชิงวิศวกรรมและการสื่อสารกับชุมชนอย่างโปร่งใส

กฎหมายไทยยังตามไม่ทัน AI

ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าตัวโครงการ คือ กรอบกฎหมาย

ปัจจุบัน Data Center ในประเทศไทยยังถูกจัดประเภทเป็น “คลังสินค้า (ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์)” ตามกฎหมายควบคุมอาคาร และในหลายกรณียังไม่อยู่ในประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่อนุญาตถูกต้องหรือไม่ เพราะการอนุญาตดำเนินไปตามกฎหมายที่มีอยู่

แต่คำถามคือ กฎหมายที่ออกแบบไว้เมื่อหลายปีก่อน ยังเหมาะสมกับ AI Data Center ในวันนี้หรือไม่

AI Data Center รุ่นใหม่ใช้ไฟฟ้าและระบบทำความเย็นในระดับที่แตกต่างจาก Data Center รุ่นก่อน อีกทั้งยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและความมั่นคงไซเบอร์

หลายประเทศจึงเริ่มกำหนดมาตรฐานเฉพาะด้านประสิทธิภาพพลังงาน (PUE) ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE) การจัดการความร้อน การปล่อยเสียง การปล่อยคาร์บอน และการประสานงานกับผู้ให้บริการสาธารณูปโภค

ทางออกไม่ใช่ “ห้ามสร้าง”

หากประเทศไทยต้องการเป็น AI Hub คำตอบไม่ใช่การห้ามสร้าง Data Center ในทุกพื้นที่ แต่ก็ไม่ใช่การอนุญาตโดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ทันสมัย

สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ คือการจัดทำ มาตรฐานเฉพาะสำหรับ AI Data Center ครอบคลุมการเลือกทำเล การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ไฟฟ้าและน้ำ การจัดการความร้อน การใช้เทคโนโลยี Water-smart Cooling และการเปิดเผยข้อมูลต่อชุมชน

ในขณะเดียวกัน ควรส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง เช่น Direct-to-Chip Liquid Cooling, Closed-loop Cooling, District Cooling และการใช้ LNG Cold Energy เพื่อลดการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำตั้งแต่ระยะออกแบบโครงการ

การถกเถียงเรื่อง Data Center กลางกรุงเทพไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง “ผู้สนับสนุนเทคโนโลยี” กับ “ชุมชน” แต่เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความสำคัญไม่ต่างจากถนน สนามบิน หรือโรงไฟฟ้า

โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง การพัฒนา หรือ การคุ้มครองชุมชน แต่คือการออกแบบกติกาที่ทำให้ทั้งสองสิ่งเดินไปพร้อมกันได้

หากประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และอิงหลักวิศวกรรมตั้งแต่วันนี้ เราจะไม่เพียงดึงดูดการลงทุนด้าน AI ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลจะเกิดขึ้นควบคู่กับคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของเมืองในระยะยาว