
สมรภูมิเงินตราและปากท้อง มองกลไกเอาตัวรอดของเมียนมา
สมรภูมิเงินตราและปากท้อง มองกลไกเอาตัวรอดของเมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ในวันที่ 16-19 กรกฎาคมนี้ ผมจะพากลุ่มนักลงทุนไทยจำนวนทั้งหมดร่วม 20 ท่าน เดินทางไปสำรวจความเคลื่อนไหวของตลาดเมียนมา ซึ่งจากมุมมองของผมที่ได้ไปเห็นมา สินค้านำเข้าของตลาดเมียนมา ได้หายไปจากตลาดประมาณ70-80% โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่สินค้าไทยเราครองเจ้าตลาดอยู่ได้หดหายไปจนเกือบหมดสิ้น
แน่นอนว่าปรากฎการณ์ดังกล่าว เกิดจากนโยบายกีดกันทางการค้าโดยใช้กำแพงที่ไม่ใช่ภาษีอากร ( Non-Tariff Barriers) มาควบคุม ตามวิธีที่ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทำให้ทุกๆประเทศต่างไม่ใช่เฉพาะสินค้าจากประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถส่งสินค้าเข้าไปขายกันได้เลย
หากเราหันมามองสถานการณ์ในปัจจุบัน ท่ามกลางคลื่นลมที่ผันผวนทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าไม่น่าจะมีพื้นที่ใดที่จะสะท้อนภาพการดิ้นรน และการปรับตัวได้อย่างแหลมคมเท่ากับ “ประเทศเมียนมา” อีกแล้ว เพราะเขากำลังเผชิญหน้ากับสภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 24% ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมอันเข้มงวดจากภาครัฐ
ถ้าหากมองจากสายตาคนนอกที่ไม่ได้ทำธุรกิจในนั้น นี่อาจดูเหมือนระบบเศรษฐกิจที่กำลังจะหยุดชะงัก แต่สำหรับ “คนหน้างาน” และพ่อค้าชายแดนที่ทำมาหากินอย่างพวกเรา การฝังตัวกันมานาน จึงทำให้รู้ได้โดยสัญชาติญาณว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอีกหนึ่งบททดสอบของการเอาตัวรอด ภายใต้ปรัชญาเรียบง่ายที่ว่า “วันนี้ทุกคนต้องใช้ชีวิตให้เป็น” ของชาวเมียนมาต่างหากครับ
หนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของสภาวะเงินเฟ้อค้างฟ้า ซึ่งคล้ายกับเป็นลวงตาด้วย “เงินจ๊าด” แต่ตัดสินด้วย “เงินตราต่างประเทศ” นี่คือปรากฏการณ์ความบ้าคลั่งของราคาอสังหาริมทรัพย์ ในหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงย่างกุ้งและเมืองมัณฑะเลย์ เราจะเห็นคอนโดมิเนียมหรูและตึกแถวใจกลางเมือง ได้ถูกเปลี่ยนสภาพจากที่อยู่อาศัยกลายเป็น “ตุ่มใส่เงิน” ใบใหญ่
คนในประเทศที่มีทุนทรัพย์หรือผู้มีอันจะกินในนั้น ต่างพยายามวิ่งหนีเงินออมในระบบธนาคาร ที่พวกเขาไม่ค่อยเชื่อถือหรือศรัทธา แล้วนำเงินสดไปแปรสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรักษาอำนาจซื้อและสินทรัพย์เหล่านี้ ราคาของอสังหาริมทรัพย์ จึงถูกปั่นขึ้นไปจนแตะหลักพันล้านจ๊าดอย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อครับ
แต่ทว่าในความร่ำรวยบนหน้ากระดาษนั้น กลับซ่อน “จุดตาย” ที่คนคำนวณเงินตราต่างประเทศจะมองเห็นทันที เพราะต่อให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในรูปเงินจ๊าดจะขยับขึ้นไปรวดเร็วเพียงใด แต่มันก็ยังวิ่งไม่ทันอัตราการดิ่งเหวของค่าเงินในตลาดมืด เมื่อนำมูลค่าตึกแถวพันล้านจ๊าดเหล่านั้น มาแปลงกลับเป็นสกุลเงินบาทหรือสกุลเงินดอลลาร์
ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นการหดหายของความมั่งคั่งที่แท้จริง เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ที่มีความฝืดและเปลี่ยนมือช้า ไม่สามารถปรับราคาได้รายชั่วโมงหรือรายวัน เหมือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราหน้าด่าน สิ่งนี้ส่งผลให้กลุ่มคนมีอันจะกินที่มีกำลังซื้อสูง เลือกที่จะทำธุรกรรม “ย้ายทุนข้ามแดน” ข้ามมาฝั่งไทย หรือโยกย้ายไปที่ประเทศอื่นๆ เพื่อช้อนซื้อสินทรัพย์ที่มั่นคงกว่านั่นเอง
เมื่อระบบทางการเงินไร้เสถียรภาพ และเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ทั้งการแลกเงินตราต่างประเทศที่หายาก และมาตรการตรวจสอบใบอนุญาตนำเข้าสินค้าที่เข้มงวด กลไกการค้าชายแดนที่ไม่จำเพาะเจาะจงว่าชายแดนประเทศไหน จึงต้องพึ่งพา “ระบบนอกบัญชี” เพื่อขับเคลื่อนลมหายใจของตลาด
ระบบโพยก๊วนและกลยุทธ์กองทัพมด ระบบการเงินโบราณอย่าง “โพยก๊วน” จึงถูกนำมาปัดฝุ่นเพื่อเป็นทางเลือก และยิ่งปัจจุบันนี้ IT ได้เข้ามามีบทบาทในสังคมยุคใหม่ การยกระดับเข้าสู่ยุคดิจิทัลของระบบโพยก๊วน จากอดีตที่ใช้เพียงสมุดบัญชีและความเชื่อใจ ปัจจุบันถูกขับเคลื่อนผ่านสมาร์ทโฟน และการหักลบกลบหนี้ในต่างแดน ช่วยให้เม็ดเงินสามารถหมุนเวียนได้โดยไม่ต้องผ่านช่องทางธนาคารเอกชนและธนาคารของรัฐ
ขณะเดียวกัน พ่อค้าตามชายแดนก็ได้ปรับตัวจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ลงมาใช้กลยุทธ์ “กองทัพมด” เพื่อกระจายความเสี่ยงของสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นล็อตเล็กๆ ผ่านเส้นทางย่อยและเขตอิทธิพลท้องถิ่น เพื่อหลบเลี่ยง “ด่านตรวจสอบโมบาย” บนเส้นทางสายหลัก ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อหน้างาน จากค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงในการขนส่งที่เพิ่มขึ้นนั่นเองครับ
ในขณะที่กลุ่มคนระดับบนบนยอดพีระมิด สามารถเลือกออมเงินในรูปแบบเก็บอสังหาริมทรัพย์ หรือโยกย้ายทุนข้ามประเทศได้ แต่สำหรับประชากรอีก 99% ของประเทศที่เหลือ การวางแผนระยะยาวกลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในเวลานี้ คือการบริหารชีวิตในกรอบเวลา 24 ชั่วโมงข้างหน้า จึงต้องใช้วิชาที่ผมเรียกว่า “ปรัชญายอดหญ้า” นั่นคือเมื่อวิกฤตเฉพาะหน้าเกิดขึ้น จำเป็นที่เขาเหล่านั้นที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ ต้องหลอมรวมความแข็งแกร่งให้ต้อง “ใช้ชีวิตให้เป็น” เพื่อความอยู่รอดนั่นแหละครับ
อย่างไรก็ตาม วิชาเอาตัวรอดของชาวบ้านร้านตลาด ได้ถูกขัดเกลามาเนิ่นนานแล้ว จนเชื่อว่ามีความเฉียบคมอย่างยิ่ง เงินทุกจ๊าดที่เขาหามาได้ ไม่ว่ามาจากการรับจ้างหรือการค้าขายขนาดเล็ก จะถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่กินได้และจำเป็นทันทีในวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำมันพืช หรือยารักษาโรค เพื่อไม่ให้มูลค่าของมันละลายหายไปกับตา ความสัมพันธ์ในชุมชนจึงถูกดึงกลับมาใช้ ผ่านระบบเครดิตความเชื่อใจในระดับท้องถิ่น การพึ่งพาอาศัยกันและการพยายามหารายได้ ในสกุลเงินตราต่างประเทศ กลายเป็นเกราะคุ้มกันภัยชั้นดี ที่ทำให้พวกเขายังคงขับเคลื่อนชีวิตต่อไปได้
ท้ายที่สุดผมเชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจเมียนมาในยุคนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทางการ อาจจะบอกเล่าเรื่องราวความล้มเหลวของตัวเลขในระบบ แต่มันไม่เคยสามารถสะท้อนภาพรวมทั้งหมดของมนุษย์หน้างานได้ ตราบใดที่กลไกการค้าชายแดนยังคงหมุนเวียน โพยก๊วนยังทำงาน และผู้คนยังคงปรับตัวในทุกวัน ทักษะการเอาตัวรอด ที่ฝังอยู่ในสายเลือดของพ่อค้าและชาวบ้านนี่เอง ที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจระดับฐานรากของเมียนมา ยังคงก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตไปได้ในที่สุดครับ







