
ถอดรหัสโศกนาฏกรรม “ศรีลังกา” เมื่อประชานิยม แลกด้วยล่มสลายของชาติ
ถอดรหัสโศกนาฏกรรม “ศรีลังกา” เมื่อประชานิยม แลกด้วยล่มสลายของชาติ คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ในการได้รับเชิญไปเยี่ยมเยือนประเทศศรีลังกาของผมครั้งที่ผ่านมานี้ ช่วงหนึ่งที่มีโอกาสนั่งพูดคุยกับนักธุรกิจชาวศรีลังกา เกี่ยวกับเรื่องปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ก็ได้รับรู้เรื่องราวที่น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีมากๆ สำหรับคนไทยเรา ซึ่งผมคิดว่าเรามีอะไรคล้ายกับศรีลังกาอยู่หลายเรื่องเลยครับ วันนี้จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่หอมหวานเสมอไปครับ สิ่งที่ได้มาฟรีอาจจะต้องแลกด้วยน้ำตา เหมือนศรีลังกาที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ก็ได้ครับ
โลกของการเงินและการเมืองระหว่างประเทศ ไม่มีกรณีศึกษาใดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะบีบหัวใจ และสะท้อนภาพความจริงอันโหดร้ายได้ชัดเจนไปกว่า “ประเทศศรีลังกา” ซึ่งในอดีตเป็นประเทศที่เคยได้รับการขนานนามว่า “ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย” เกาะสวรรค์แห่งนี้ อุดมไปด้วยทรัพยากรทางการท่องเที่ยว เป็นแหล่งปลูกชาชั้นดีของโลก และมีอัตราการรู้หนังสือของประชากรสูงเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชียใต้ แต่ทว่าจู่ ๆ ประเทศที่ดูมีต้นทุนชีวิตที่ดีขนาดนี้ กลับต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจถึงขั้นล้มละลาย เงินหมดคลัง น้ำมันไม่มีให้เติม และเงินเฟ้อพุ่งทะยานจนประชาชนต้องลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติครับ
หลายคนมักเข้าใจว่า ประเทศศรีลังกาเป็นเพียงเหยื่อของความโชคร้าย “จากพายุเศรษฐกิจจากภายนอก” (External Shocks) ที่โหมกระหน่ำติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19 ที่ทำลายภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ หรือสงครามในยูเครนและสงครามตะวันออกกลาง ที่ดันราคาพลังงานโลกให้พุ่งสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมคิดว่าปัจจัยภายนอกเหล่านั้น เป็นเพียง “ลมพายุ” ที่เข้ามาพัดถล่มบ้าน ที่มีโครงสร้างผุพังอยู่ก่อนแล้ว แผลลึกที่ทำให้ศรีลังกาเน่าสนิทและล่มสลายอย่างแท้จริง เกิดจาก “สารเสพติดทางการเมือง” ที่ชื่อว่า “ประชานิยม” (Populism) และความพยายามฝืนกฎธรรมชาติของเศรษฐศาสตร์มากกว่าครับ
หากเราผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกาดู จะพบโรคประจำตัวร้ายแรงที่เรียกว่า “Twin Deficits” หรือการขาดดุลแฝดมาอย่างยาวนาน ประเทศนี้ใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่หาได้จากภาษี (ขาดดุลการคลัง) และนำเข้าสินค้าจำเป็นมากกว่าส่งออกสินค้าของตัวเอง (ขาดดุลการค้า) พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินจาก 3 กระเป๋าหลัก คือ การท่องเที่ยว, การส่งออกชา/สิ่งทอ และเงินที่แรงงานในต่างประเทศ ส่งกลับบ้าน ตราบใดที่โลกยังปกติ เงินเหล่านี้จะคอยหมุนมากลบแผลทับไว้ เสมือนการซุกปัญหาไว้ใต้พรมนั่นเองครับ
แต่วัฏจักรที่อันตรายที่สุดของการเมืองศรีลังกา ก็คือ ระบบที่นักการเมืองมักจะใช้สูตรสำเร็จในการหาเสียงด้วยการแจก “ยาหอมระยะสั้น” เพื่อรักษาฐานเสียง โดยไม่สนใจวินัยทางการเงินการคลัง ตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดในการ “ตอกตะปูฝาโลง” เกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อรัฐบาลในขณะนั้นประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 15% เหลือ 8% ทันที เพื่อเอาใจประชาชน ผลลัพธ์ก็คือ รายได้ของรัฐหายวับไปทันที 25% ในชั่วข้ามคืน ประเทศสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของชาวโลก จนไม่มีใครยอมให้กู้เงินอีกต่อไป
ซ้ำร้ายในปี 2021 รัฐบาลยังดำเนินนโยบาย “โลกสวย” ด้วยการสั่งห้ามใช้ปุ๋ยเคมีทั่วประเทศแบบหักดิบ โดยอ้างว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็น “เกษตรอินทรีย์ 100%” แต่ผลลัพธ์ทางการแพทย์เศรษฐกิจ กลับกลายเป็นหายนะอันใหญ่หลวง ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ชา” ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก และ “ข้าว” ซึ่งเป็นอาหารหลักดิ่งลงเหวเกือบครึ่งหนึ่ง จากประเทศที่เคยปลูกข้าวกินเองอย่างเพียงพอ กลับต้องควักเงินดอลลาร์อันมีอยู่น้อยนิด เพื่อนำไปนำเข้าข้าวมาประทังชีวิตคนในชาติครับ
สิ่งที่มักจะมาคู่กับนโยบายประชานิยม คือ “แนวคิดแบบสังคมนิยมสุดโต่ง” ที่พยายามจะแทรกแซงกลไกตลาด เพื่อสร้างภาพความเท่าเทียมกันในผลลัพธ์ โดยไม่ได้สนใจระบบสิ่งจูงใจ (Incentive Structure) ของพฤติกรรมมนุษย์ เมื่อรัฐบาลไม่มีเงินจากผลของการลดภาษี สิ่งที่รัฐบาลศรีลังกาพยายามทำในตอนนั้น ก็คือการรีดภาษีจากกลุ่มคนชั้นกลาง ดารา นักธุรกิจ หรือคนเก่งๆ ในอัตราที่สูงลิว เพื่อนำเงินไปอุดหนุนนโยบายประชานิยมที่แจกจ่าย ระบบนี้ทำให้เกิดภาวะจิตวิทยาที่ว่า “ยิ่งขยัน ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งโดนลงโทษ” คนชั้นหัวกะทิของประเทศ เช่น แพทย์ วิศวกร และนักไอที เริ่มตั้งคำถามว่า แล้วพวกเขาจะเหนื่อยไปทำไม ในเมื่อ “ทำมากก็ได้น้อย” สุดท้ายจึงเกิดภาวะ “สมองไหล” (Brain Drain) ก็ตามมาทันที คนเก่งพากันอพยพหนีออกนอกประเทศนั่นเองครับ
ในเวลาเดียวกัน การที่รัฐเข้าไปตรึงราคา ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร โดยฝืนกลไกของตลาด เพื่อเอาใจมวลชนอย่างหลับหูหลับตา ทำให้ผู้ผลิตและพ่อค้าที่ทำแทบตายก็ไม่มีกำไร เมื่อทำแล้วขาดทุนพวกเขาก็เลือกที่จะ “เลิกผลิต” วัฒนธรรมการพึ่งพารัฐจนเคยตัว (Welfare Dependency) จึงทำลายศักยภาพการผลิต (Productivity) ของประเทศอย่างสิ้นเชิง
ในที่สุด เมื่อไม่มีใครอยากผลิต สินค้าจึงขาดแคลน และเงินก็ไม่มีมูลค่าอีกต่อไป จุดสลบที่ตอกตะปูฝาโลงเศรษฐกิจของศรีลังกา ก็คือความพยายามที่จะ “ฝืนความจริง” ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยในช่วงปี 2021 ประเทศไม่มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าเพราะโควิด-19 แต่รัฐบาลกลัวว่าถ้าปล่อยให้เงินรูปีศรีลังกาอ่อนค่าลงตามกลไกตลาด สินค้านำเข้าและน้ำมันจะแพงขึ้น ซึ่งจะทำให้คะแนนนิยมของรัฐบาลตกต่ำ
รัฐบาลได้สั่งการให้ธนาคารกลางศรีลังกา ตัดสินใจง้างคันธนูจนสุดสายป่าน ด้วยการนำเอา “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ทั้งหมดที่มีออกมาเทขายในตลาด เพื่ออุ้มและตรึงค่าเงินไว้ที่ 200 รูปีต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ การฝืนธรรมชาติครั้งนี้ ทำให้เกิด “ตลาดมืด” (Black Market) ทันที เพราะแรงงานในต่างประเทศมองเห็นว่าหากส่งเงินกลับบ้านผ่านระบบธนาคารปกติ จะได้แค่ 200 รูปีต่อดอลลาร์ แต่ถ้าส่งผ่านตลาดมืดจะได้สูงถึง 300 รูปี เงินดอลลาร์สายเลือดใหญ่ที่จะเข้าสู่ระบบของรัฐ จึงแห้งขอดลงทันทีครับ
ในที่สุด เมื่อเดือนเมษายน ปี 2022 เงินสำรองหมดเกลี้ยงคลังจนเหลือศูนย์ และเมื่อไม่มีดอลลาร์อุดหนุนอีกต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยมือกระทันหัน เปรียบเสมือนสายธนูที่ขาดผึ่ง และลูกดอกพุ่งทะยานออกจากคันทันที ค่าเงินรูปีจึงดิ่งลงเหว ถล่มทลายจาก 200 รูปีไปทะลุ 360 รูปีต่อดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน สินค้านำเข้าทุกชนิด ราคาพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่า เงินออมของประชาชน ก็มีมูลค่าลดลงไปครึ่งหนึ่งทันที ระบบเศรษฐกิจช็อกและพังครืนลงมาในวินาทีนั้นเลยครับ
ในปัจจุบันนี้ ประเทศศรีลังกาเพิ่งผ่านพ้นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ โดยได้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อนุระ กุมารา ดิสซานายาเก (AKD) ชายวัย 57 ปี ผู้มีภูมิหลังมาจากอุดมการณ์ “ฝ่ายซ้ายจัด” แม้ว่าตอนหาเสียงเขาจะเคยให้คำมั่นสัญญาเรื่องนโยบายประชานิยม และสวัสดิการโลกสวยไว้มากมาย แต่เมื่อขึ้นมาบริหารประเทศจริงๆ ในช่วงปี 2025 - 2026 เขากลับต้องเจอกับ “ความจริงที่บ้าคลั่ง” และค้นพบว่าประเทศไม่มีพื้นที่ให้ทำตามใจชอบอีกต่อไป
สิ่งที่กลายมาเป็นความหวังใหม่ของศรีลังกาในนาทีนี้ คือการที่ผู้นำคนใหม่ยอม “ถอดอัตตาและกลืนน้ำลายตัวเอง” โดยการเลือกที่จะไม่หักดิบกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ ยอมขึ้นภาษี และตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นอย่างมีวินัย พร้อมๆ กับการเปิดศึกปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผลลัพธ์คือตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเติบโต ทุนสำรองเริ่มขยับขึ้น และเงินเฟ้อถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ต่ำลงมาได้อีกครั้ง ซึ่งความหวังนี้ ไม่ได้เกิดจากฮีโร่ที่มาแจกเงินอีกต่อไป แต่เกิดจากผู้นำที่กล้าป้อน “ยาขม” เพื่อรักษาโรคให้คนในชาติครับ
หากมองศรีลังกาแล้วย้อนกลับมาดูไทย โศกนาฏกรรมของศรีลังกา คือบทเรียนราคาแพงที่สุด ที่เตือนใจสังคมไทยได้ดีที่สุดในเวลานี้ ประเทศไทยและศรีลังกามีความแตกต่างกันทางกายภาพ ศรีลังกาเป็นประเทศเกาะที่มีขนาดเล็กกว่าไทยประมาณ 8 เท่า (ใหญ่กว่าภาคใต้ของไทยเล็กน้อย) แต่มีความหนาแน่นของประชากรมากกว่าไทยเกือบ 3 เท่า ความอัดแน่นนี้จึงทำให้เวลาเกิดวิกฤต ปัญหาจึงระเบิดตัวได้อย่างรุนแรง เพราะประชาชนไม่มีพื้นที่ชนบท เพื่อให้ถอยไปพึ่งพาตัวเองเหมือนบ้านเรา
แต่ทว่าในมุมมองของผม มิติของการเมืองและการดำเนินนโยบายของนักการเมืองของไทย ในปัจจุบันกำลังเดินอยู่บนสะพานสายเดียวกับที่ศรีลังกาเคยใช้ ทุกวันนี้เวลามีการเลือกตั้ง จะเห็นพรรคการเมืองของเรา ต่างแข่งขันกันด้วยนโยบาย “ลด แลก แจก แถม” หรือนโยบายพักหนี้ ตรึงราคาสินค้า ซึ่งล้วนเป็นดีเอ็นเอของสารเสพติดประชานิยม ที่เคยทำลายวินัยการคลังของศรีลังกาจนย่อยยับทั้งสิ้นครับ (ขอบ่นหน่อย...)
บทเรียนชิ้นสำคัญจากศรีลังกา สอนเราว่า “ความจริงทางเศรษฐศาสตร์เป็นสิ่งที่เราผัดผ่อนได้ด้วยการกู้เงิน...แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลลัพธ์ของมันได้” ของฟรีไม่มีในโลก และเงินที่รัฐบาลนำมาแจกในวันนี้ แท้จริงคือหนี้สินของลูกหลานในวันหน้า ก่อนที่เราจะเชียร์นโยบายของพรรคใด จงอย่ามองแค่ความสบายแค่ชั่วครู่ในวันนี้ แต่จงตั้งคำถามดังๆ ว่านโยบายเหล่านั้นกำลังพังทลายอนาคตของชาติในวันพรุ่งนี้อยู่หรือไม่? เพราะในวันที่คันธนูขาดและลูกดอกพุ่งกลับมาปักอก...
คนที่ต้องเจ็บปวดและรับกรรมมากที่สุด ไม่ใช่นักการเมือง แต่คือ ประชาชนทุกคนในชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ







