thansettakij
thansettakij
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (จบ)

เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (จบ)

28 มิ.ย. 69 | 08:03 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มิ.ย. 69 | 08:17 น.

เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (จบ) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4213

KEY

POINTS

  • เฉิงตูมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระบบโลจิสติกส์ที่ได้เปรียบ ทำให้เป็นประตูสำหรับสินค้าและบริการของไทย ในการเข้าสู่ตลาดจีนตอนกลางและตะวันตก
  • ผู้บริโภคในเฉิงตูมีกำลังซื้อสูงและมีไลฟ์สไตล์ที่เปิดรับสินค้าใหม่ๆ สร้างโอกาสให้สินค้าไทยหลายประเภท เช่น อาหาร ผลไม้ สินค้าแฟชั่น และธุรกิจบริการ
  • การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของเฉิงตู เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ดึงดูดการลงทุน และพัฒนาความร่วมมือในอุตสาหกรรมขั้นสูง

เห็นขนาดและศักยภาพทางเศรษฐกิจของเฉิงตูแล้ว ก็เกิดคำถามขึ้นตามมาว่า โอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจของสินค้าและบริการของไทยอยู่ตรงไหนบ้าง? 

หากพิจารณาในเชิงภูมิศาสตร์ การที่เฉิงตูอยู่ “ตอนกลาง” ของประเทศ ทำให้สินค้าไทยนับว่ามีความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์กว่าสินค้าจีนในบางพื้นที่ และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ยิ่งในกรณีของสินค้านำเข้า การขนส่งสินค้าจากท่าเรือริมชายฝั่งทะเลของจีน ล้วนมีระยะทางไกลกว่าภาคเหนือของไทย ไปยังจุดหมายปลายทางในพื้นที่ นี่ไม่ต้องนึกถึงระยะทางการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกไปยังท่าเรือในจีน 

แถมเส้นทางการขนส่งระหว่างไทย-จีน ก็ได้รับการพัฒนาโดยลำดับ ไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางรถไฟ และทางอากาศ รวมทั้งการขนส่งหลายรูปแบบ การขนส่งที่มีประสิทธิภาพดังกล่าวช่วยลดระยะเวลา และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ให้แก่สินค้าไทยในเชิงเปรียบเทียบ ทั้งด้านราคาและคุณภาพได้เป็นอันมาก 

สำหรับผู้ประกอบการของไทย นอกจากความเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่เติบโตในเชิงคุณภาพแล้ว เฉิงตูยังเป็นประตูที่เปิดกว้างสู่ตอนกลางและซีกตะวันตกของจีน รวมทั้งสามารถเกาะเกี่ยวผ่านไปยังตลาดเอเซียกลางและยุโรปได้อีกด้วย

โดยที่คนเฉิงตูใช้เงินเก่ง ชอบลองของใหม่ และ มีไลฟ์สไตล์ที่มีสีสันแบบ “สโลว์ไลฟ์” (Slow Life) รวมทั้งช่องทางจัดจำหน่ายออฟไลน์และออนไลน์ที่เปิดกว้าง จึงเป็นโอกาสของสินค้าไทย ที่จะเข้าไปจับตลาดผู้บริโภคในพื้นที่ ตั้งแต่ผลไม้สดและแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารสุขภาพ รวมถึงของตกแต่งบ้าน และสินค้าแฟชั่น

ด้วยความเจริญและมีสีสันของเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องยังจะทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และต่างชาติได้อีกมากในอนาคต ตลาดเฉิงตูจึงมี “พลังแฝง” ที่มีคุณภาพดีจากนักท่องเที่ยวนอกมณฑลอีกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

นอกจากนี้ โดยที่เฉิงตูเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนตะวันตก หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ยังต่างเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรม “ต้นน้ำ” เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา และโรงงานผลิตขนาดใหญ่ในพื้นที่ ดังนั้น ไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรม ที่มีศักยภาพของไทยเข้ากับเฉิงตู ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการซัพพลายวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ และอื่นๆ

ยกตัวอย่างเช่น ตลาดเครื่องดื่มและชานมของเฉิงตู มีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี นี่ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับการส่งออกวัตถุดิบผลิตภัณฑ์นม ผลไม้แปรรูป แป้งมันสำปะหลัง และ วัตถุดิบอื่นจากไทยเข้าสู่ตลาดนี้

ขณะเดียวกัน ไทยและเฉิงตูอาจสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านเกษตรอัจฉริยะ โดยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการร่วมลงทุนในภาคการเกษตรสมัยใหม่ รวมทั้งประยุกษ์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไบโอเทค การเกษตรแม่นยำ และ เอไอ เพื่อเพิ่มผลิตภาพด้านการเกษตร 

ในทางกลับกัน ไทยยังอาจเป็นแหล่งรองรับการลงทุนโดยตรงด้านการผลิตของเฉิงตู ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจจากการกีดกันทางการค้าและอื่นๆ ที่มีต่อสินค้าจีนที่ต้องการส่งออกสู่ตลาดโลก

ผมยังอยากเห็นหน่วยงานภาครัฐของไทย เร่งสร้างความร่วมมือกับกิจการไฮเทคในเฉิงตู เพื่อดึงดูดการลงทุนที่มีศักยภาพในพื้นที่ อาทิ โดรน ระบบอัตโนมัติ และ ปัญญาประดิษฐ์ เข้าสู่ไทย

ธุรกิจบริการของไทยก็นับว่ามีศักยภาพดีเช่นกัน ความเชี่ยวชาญด้านบริการของไทย (Thai Hospitality) ทำให้ธุรกิจบริการของไทยสามารถเอาประโยชน์จากการเติบใหญ่ของตลาดในเฉิงตูได้ 

คนย่านนี้ “ทานเผ็ด” แบบผสมผสานและอาหารต่างชาติ แม้ว่ารสชาติจะแตกต่างจากความเผ็ดที่คนไทยคุ้นชิน แต่ก็ช่วยให้ร้านอาหารไทย เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในวงกว้างเป็นอย่างดี

ด้วยความใกล้ชิดในเชิงภูมิศาสตร์และมีเที่ยวบินตรงระหว่างเฉิงตู-ไทยจำนวนมาก รวมทั้งสัดส่วนของคนรุ่นใหม่ในเมืองที่มีอยู่มาก คนท้องถิ่นจำนวนมากจึงเคยมาเที่ยว ลิ้มลองอาหารไทย และสัมผัสความเป็นไทยแล้ว จึงเป็นโอกาสสำหรับอาหารไทยแบบไทยแท้และร่วมสมัย

ขณะเดียวกัน โดยที่เฉิงตูได้รับคัดเลือกเป็นเมืองที่มีความสุขที่สุดในจีนตลอด 17 ปีติดต่อกัน กอปรกับการมีทัศนคติแบบ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ของคนในพื้นที่ ทำให้ผู้บริโภคในพื้นที่กล้าใช้เงินซื้อความสุขในชีวิต 

กระแสดังกล่าวขยายวงมากขึ้น เมื่อคนท้องถิ่นเปิดรับต่อกระแส “การบริโภคขนาดเล็ก” (Small Consumption) ที่มุ่งเน้น “ความสุขทางใจ” และ “ประสบการณ์” มากกว่า “ความหรูหรา” ซึ่งกลายเป็น “พลังเสริม” ที่เปิดโอกาสทางธุรกิจแก่แฟรนไชส์ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายขนมขบเคี้ยว และร้านน้ำชา-กาแฟ รวมทั้งบริการสปาและนวดแผนไทย ที่มี “อัตลักษณ์” ที่ดีของไทยเข้าไปขอแบ่งเค้กในตลาดนี้

การออกแบบสถาปัตยกรรม การบริหารโรงแรมและที่พักอาศัย และการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ก็เป็นที่ต้องการอย่างมาก แต่เราต้องไปเสริมสร้าง “ความเป็นที่รู้จัก” และ “แบรนด์” ให้มากขึ้น 

                           เมืองเฉิงตู

นอกจากนี้ เฉิงตูยังเป็นเมืองแห่งศิลปะและแอนิเมชั่น โดยถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Creative Industries) ชั้นนำของจีน ภาพยนตร์แอนิเมชั่น “นาจา” (Ne Zha) ก็รังสรรค์จากเฉิงตู ไทยและเฉิงตูจึงมีโอกาสในการร่วมมือด้านการผลิตคอนเท้นต์และศิลปะดิจิตัล

ทั้งนี้ ผมขอเสนอว่า สินค้าและบริการของไทยที่อยากเข้าไปบุกตลาดในพื้นที่ ต้องพยายามสร้างจุดแข็งที่ทั้งถูกและดี และควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างแบรนด์ให้มาก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาประโยชน์จากตลาดที่มีศักยภาพนี้ในระยะยาว 

ไทยเรายังสามารถขยายกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านการท่องเที่ยว การศึกษา การสาธารณสุข การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจในหลายด้านที่ควรขยายประโยชน์จากการเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” กับเฉิงตูให้เกิดเป็นรูปธรรมในระดับที่สูงขึ้น

เฉิงตูอาจยังมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่ต่ำกว่าหัวเมืองใหญ่ในด้านซีกตะวันออกของจีน ที่เปิดประเทศและเจริญก่อน แต่เฉิงตูก็ถือเป็นเมืองระดับกลางที่เติบโตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งของจีน 

ผมเชื่อมั่นอย่างมากว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาซีกตะวันตกของจีน เฉิงตูจะกลายเป็น “ยุทธศาสตร์ส่วนหลัง” (Strategic Hinterland) ที่เติบใหญ่และแฝงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน “เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก” เฉกเช่นเดียวกับ เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และ หัวเมืองใหญ่อื่นของจีนภายในปี 2035 

ดูเหมือน “อนาคตของจีน” กำลังย้ายเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจด้านซีกตะวันตกของจีน แล้วรัฐบาลและผู้ประกอบการไทยคิดและเตรียมวางแผนอย่างไร? ...

คอลัมน์มังกรกระพือปีก หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,213 วันที่ 28 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569