
"ดาต้าเซ็นเตอร์"กับความจริงที่ไทยต้องจ่ายราคาแพง
"ดาต้าเซ็นเตอร์"กับความจริงที่ไทยต้องจ่ายราคาแพง : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,234 วันที่ 10-12 กันยายน พ.ศ. 2569
KEY
POINTS
- การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ามหาศาล ให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศน้อยกว่าที่คาด เนื่องจากเงินส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าอุปกรณ์ และสร้างการจ้างงานในประเทศต่ำ
- อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแย่งชิงทรัพยากรอย่างรุนแรง ทั้งการใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล และการก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง อากาศ และ น้ำ
- ประเทศไทยยังขาดกฎหมายและมาตรการควบคุมที่รัดกุม โดยเฉพาะการบังคับให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
การหลั่งไหลของทุนดาต้าเซ็นเตอร์ มูลค่านับแสนล้านบาท สร้างโอกาสดิจิทัลให้ไทย แต่ในความจริงก็สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแย่งชิงทรัพยากรประชาชนอย่างรุนแรง หากภาครัฐยังไร้มาตรการ ควบคุมที่รอบคอบและรัดกุม
กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และบริการคลาวด์ (Cloud Service) กำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นเป้าหมายเนื้อหอมของอาเซียน ด้วยมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสะสมจากบีโอไอ ช่วงปี 2567 ถึงไตรมาสแรกปี 2569 สูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท เฉพาะปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 7.28 แสนล้านบาท
ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง AWS วางแผนลงทุนระยะยาว 2 แสนล้านบาท ขณะที่ TikTok ลงทุน 1.26 แสนล้านบาท รวมถึง Microsoft, Google, GDS และ Equinix ต่างเข้ามาปักหมุดด้วยเม็ดเงินมหาศาล ซํ้ายังมีการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ระหว่างกลุ่มทุนไทยและต่างชาติ เช่น CP ร่วมทุนกับ GIP-BlackRock และ BGRIM ร่วมมือกับ Digital Edge ส่งผลให้ยอดนิติบุคคลจดทะเบียนในไทยสะสมพุ่งถึง 1,184 แห่ง โดยกรุงเทพฯ ครองแชมป์ถึง 689 แห่ง
ทว่า ภายใต้ตัวเลขการลงทุนแสนล้านกลับซ่อน “ภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ” เพราะเงินลงทุน 60% หมดไปกับการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ส่วนงานก่อสร้างในประเทศ มีเพียง 40% เท่านั้น นอกจากนี้ การจ้างงานประจำจริงยังตํ่ามาก โดยเฉลี่ยแต่ละแห่งใช้แรงงานไทยเพียง 30-40 คนเท่านั้น
ยิ่งกว่านั้น อุตสาหกรรมนี้สร้างความเสี่ยงต่อการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง โดยดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันไม่ตํ่ากว่า 247.2 เมกะวัตต์ และใช้นํ้าปริมาณมหาศาลหลายล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในระบบหล่อเย็นระบายความร้อน จนเสี่ยงสร้างวิกฤตขาดแคลนนํ้าแก่ชุมชน ซํ้ายังเสี่ยงต่อการปล่อยนํ้าปนเปื้อนสารเคมีกำจัดตะไคร่นํ้า และสาร PFAS สู่แหล่งนํ้าธรรมชาติ
การผุดขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 34 แห่ง ใจกลางชุมชนของกรุงเทพฯ ยังก่อมลพิษทางเสียงสะสมสูงถึง 40-90 เดซิเบล ตลอด 24 ชั่วโมงจากระบบหล่อเย็น มีมลพิษทางอากาศจากควันดีเซลของเครื่องปั่นไฟสำรองที่เก็บนํ้ามันนับแสนลิตร และปล่อยลมร้อนจนเกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง
ทว่า ประเทศกลับไม่มีกฎหมายควบคุมเฉพาะ และผู้ประกอบการไม่ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เลย
สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การปิดรอยรั่วทางกฎหมาย โดยกำหนดนิยามเฉพาะ และบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องจัดทำ EIA รวมถึงเปิดประชาพิจารณ์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม รัฐต้องกำหนดมาตรการให้ใช้ระบบหล่อเย็นแบบปิดที่ไม่ใช้นํ้า หรือ นำนํ้ากลับมาใช้ใหม่ (Recycled Water) พร้อมกับผลักดันการใช้พลังงานสะอาด
รวมทั้งบีโอไอและหน่วยงานรัฐ ต้องใช้อำนาจต่อรอง สนับสนุนการร่วมทุนกับบริษัทไทยแทนการให้ต่างชาติถือหุ้น 100% กำหนดเงื่อนไขการใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ การเพิ่มทักษะแรงงานไทย
ภารกิจทั้งหมดทั้งมวล จึงตกไปอยู่กับบอร์ด หรือ คณะกรรมการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาแบบสดๆ ร้อนๆ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่เป็นเพียงเสือกระดาษ...
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,234 วันที่ 10-12 กันยายน พ.ศ. 2569







