thansettakij
thansettakij
มองมาตรการตรวจเข้มงวดชายแดนเมียนมา-จีน

มองมาตรการตรวจเข้มงวดชายแดนเมียนมา-จีน

มองมาตรการตรวจเข้มงวดชายแดนเมียนมา-จีน คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของเมียนมา ได้ตีข่าวการเข้มงวดตรวจจับสินค้าที่ไม่ได้ขออนุญาต หรือที่พูดง่ายๆ ก็คือสินค้าผิดกฎหมาย ที่นำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านมาทางด่านชายแดน เมืองมู่เจ-หยุ่ยลี่ ซึ่งในสถานการณ์ปกติเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางหลักในการทำการค้าชายแดนที่เมียนมาใช้นำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สำคัญที่สุดของเมียนมา 

ในโลกของการค้าชายแดนเมียนมาที่เต็มไปด้วยความผันผวน สิ่งเดียวที่แน่นอนที่สุดคือ “ความไม่แน่นอน” นโยบายของรัฐบาลเมียนมาในตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ผมอยากจะบอกว่าเปรียบเสมือนสภาพอากาศที่ยากจะคาดเดา วันนี้ฝนตก-พรุ่งนี้แดดออก เป็นวัฏจักรที่พวกเราชาวพ่อค้า-แม่ค้าชายแดนต้องเผชิญ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตพวกเรา

ล่าสุดกับการตรวจเข้มสินค้านำเข้าจากจีนดังกล่าว สอดประสานกับการประกาศใช้ “แผนปฏิบัติการ 100 วัน” ที่ได้เน้นการตรวจสินค้านำเข้าตามเส้นทางหลวงสายหลักที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นด่านที่เมืองลาซิล สีป้อ หรือปินอูลวิน ได้กลายเป็นพายุลูกใหม่ ที่โหมกระหน่ำเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าฝั่งเหนือของประเทศเมียนมา แต่ในสายตาของนักบริหารวิกฤตอย่างพวกเราชาวพ่อค้าชายแดน พายุลูกนี้กลับกำลังเป็นการพัดพาโอกาสทอง มาวางไว้ที่หน้าประตูบ้านของไทยอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

การที่รัฐบาลเมียนมาตัดสินใจยกระดับมาตรการปิดกั้นสินค้าจีนในครั้งนี้ หากมองเพียงผิวเผินอาจดูเหมือนนโยบายเศรษฐกิจที่ย้อนแย้งกับความต้องการปากท้องของประชาชน แต่ผมกลับมองในเชิงลึกแล้วคิดว่า มันคือ “สงครามตัวแทน” ที่ใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธ เมื่อเส้นทางชายแดนทางตอนเหนือ ตกอยู่ในเขตอำนาจที่มีกองกำลังชาติพันธุ์ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการคุมด่านใต้ดิน และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเอง

รัฐบาลกลางของเมียนมาจึงเลือกที่จะ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ด้วยการสั่งยึดสินค้าทุกชนิดที่ผ่านด่านเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่วัสดุก่อสร้าง หากสินค้านั้นไม่ได้ขออนุญาตนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อสินค้าจีนที่ไม่มีใบอนุญาตเหล่านั้น ถูกทำให้กลายเป็นของเถื่อนและถูกกวาดล้างอย่างหนัก ความต้องการในสินค้าอุปโภค-บริโภคพื้นฐานของตลาดในประเทศ จึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นนั่นเอง

และนั่นคือจังหวะที่สินค้านำเข้าจากไทย ที่วันนี้แม้จะยังคงกระท่อนกระแท่นอยู่บ้างก็ตาม อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นในแบรนด์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะสามารถเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแสดงหลัก แทนที่สินค้านำเข้าของพญามังกรได้อย่างแนบเนียนเลยครับ

หัวใจสำคัญของการยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิการค้านี้ คือวิชาที่เรียกว่า “การค้าที่ใช้ทฤษฏีสนต้องลม” พ่อค้าที่อยู่รอดมาได้หลายสิบปีในประเทศเมียนมา ไม่ใช่คนที่แข็งทื่อดุจดั่งไม้ซุง ที่พร้อมจะหักโค่นเมื่อลมพายุเปลี่ยนทิศ แต่คือคนที่เรียนรู้จะเอนอ่อนและปรับตัวตามทิศทางลมได้อย่างคล่องตัว การเป็นสนต้องลมหมายถึงการมีสายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกที่พวกเราชาวพ่อค้าชายแดน พอจะรู้ว่าลมแต่ละระลอกมาจากใคร

อีกทั้งมีความยืดหยุ่นพอที่จะเปลี่ยนเส้นทางเดินรถ ในวันที่ถนนหนทางสายหลักถูกปิด และมีความใจเย็นพอที่จะอ่านจังหวะว่า เมื่อใดควรจะรุกหรือเมื่อใดควรจะถอยรอดูสถานการณ์ การบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มพ่อค้าชาวเมียนมา และกลุ่มผู้ถืออำนาจในพื้นที่ การรักษาเครือข่าย Logistics ให้หลากหลาย จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นดี ที่ช่วยให้คนค้าขายรายใหญ่ยังคงประคองตัวอยู่ได้ แม้ในวันที่ประตูการค้าฝั่งหนึ่งถูกปิดลงอย่างกะทันหันก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่แยก “นักการค้า” ออกจาก “นักพนัน” ในตลาดการค้าชายแดนไทย-เมียนมา คือวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด ในสภาวะที่ค่าเงินจ๊าดผันผวนราวกับรถไฟเหาะ และมีแนวโน้มอ่อนค่าลงทุกนาที กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด คือการบริหารกระแสเงินสดภายใต้หลักการ “รีบรับ-รีบส่งกลับ” กำไรที่แท้จริงของการค้าขายชายแดน ควรมาจากส่วนต่างของราคาสินค้าและการบริหารจัดการ ไม่ใช่การมานั่งเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

พ่อค้ามืออาชีพจะรู้ดีว่า การถือเงินจ๊าดแช่ไว้ในมือเพื่อรอจังหวะเงินแข็งค่านั้น คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด เพราะมันไม่ใช่การค้าขาย แต่มันคือการวางเดิมพันที่ไม่มีใครควบคุมผลลัพธ์ได้ ดังนั้นความเร็วในการหมุนรอบสินค้า และการรีบเปลี่ยนเงินกลับเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม่พังทลายลงไปพร้อมกับค่าเงินที่ผันผวน

หากเราย้อนมองกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน ในช่วงที่ความวุ่นวายทางการเมือง จากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และจากความไม่สงบของประเทศเมียนมา ซึ่งเปรียบประดุจดังพายุที่โหมพัดกรรโชกแรงที่สุด หลายคนอาจมองว่าตอนนั้นสถานการณ์ยังดูมืดมนมาก แต่สำหรับสถานการณ์ในวันนี้ ถ้าเป็นคนที่คลุกคลีอยู่หน้างานจริงในเมียนมา จะพบว่า “ยังถือว่าดีกว่าเก่าไม่มากก็น้อย” เพราะผู้คนและระบบเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อความวุ่นวาย ทุกฝ่ายเริ่มเรียนรู้ที่จะจัดสรรผลประโยชน์ และหาช่องว่างภายใต้กฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยวได้เก่งขึ้น

ในทุกกำแพงหรือทุกมาตรการที่ภาครัฐได้ประกาศขึ้นมาใช้ มักจะมีช่องลมเล็กๆ ให้คนที่หูไวตาไวสอดแทรกเข้าไปได้เสมอ โอกาสที่รัฐบาลเมียนมาเข้มงวดต่อสินค้าจีนในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ช่องว่างทางการตลาด แต่มันคือ “แบบทดสอบไหวพริบของพ่อค้าไทย” ว่าจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตของเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ให้กลายเป็นโอกาสทองของตนเองได้อย่างไร? โดยที่ยังคงความมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้ “หน้ากากของต้นสน” ที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อแรงลมจากทางนโยบายที่พัดผ่านไปวันแล้ววันเล่าครับ