
ถอดรหัส “เก่อชอ” ภูมิปัญญาพันปีที่กู้โลกสีเขียวของชาวกระเหรี่ยง
ถอดรหัส “เก่อชอ” ภูมิปัญญาพันปีที่กู้โลกสีเขียวของชาวกระเหรี่ยง คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- “เก่อชอ” คือภูมิปัญญาและระบบสังคมของชาวกะเหรี่ยงที่ผสานความเชื่อทางจิตวิญญาณเข้ากับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมองว่ามนุษย์เป็นเพียงผู้ดูแล ไม่ใช่เจ้าของ
- ระบบนี้ใช้กฎจารีตและความเชื่อในการอนุรักษ์ เช่น “ป่าเดปอถู่” (ป่าสะดือ) ที่ผูกพันกับชีวิตคน และ “ป่าเซอที” (ป่าต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์) เพื่อรักษาแหล่งน้ำและป่าไม้
- ภูมิปัญญาเก่อชอเป็นหัวใจสำคัญในการจัดตั้ง “อุทยานสันติภาพสาละวิน” ซึ่งผสมผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ จนได้รับการยอมรับในระดับสากล
ในยุคสมัยที่มนุษยชาติต่างกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนไม่หยุด การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สังคมโลกและเหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างพยายามระดมสมอง เพื่อค้นหานวัตกรรม เทคโนโลยี และกลไกทางกฎหมายรูปแบบใหม่ๆ มาเพื่อยับยั้งหายนะสีเขียวนี้
ทว่า ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรและความขัดแย้งอันยืดเยื้อ ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา กลับมีคำตอบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังซ่อนตัวอยู่ ผ่านวิถีชีวิตดั้งเดิมและจารีตประเพณีที่มีอายุเก่าแก่นับพันปี ซึ่งถูกเรียกว่าระบบ “เก่อชอ” ภูมิปัญญาทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นเสาหลักและหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน “อุทยานสันติภาพสาละวิน”(Salween Peace Park) พื้นที่อนุรักษ์โดยชุมชนขนาดใหญ่กว่า 5,400 ตารางกิโลเมตร ที่ได้รับการยอมรับและยกย่องในระดับสากล
วันนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปถอดรหัสความสำเร็จของระบบ “เก่อชอ” ในแง่มุมของการหลอมรวมจิตวิญญาณให้เข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และทำความเข้าใจว่าเหตุใดภูมิปัญญาพันปี ที่หลายๆคนอาจเคยจัดประเภทว่าเป็นเพียงความเชื่อท้องถิ่น จึงกลายมาเป็น “นวัตกรรมทางนิเวศวิทยา” ที่น่าสนใจและอาจจะช่วยกู้โลกสีเขียวใบนี้ไว้ได้ในท้ายที่สุด
เพื่อที่จะเข้าใจระบบเก่อชอ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการมองโลกแบบทุนนิยมและตะวันตก ที่มองว่ามนุษย์คือศูนย์กลางของจักรวาล และมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าควบคุม จัดการ หรือตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่กระบวนทัศน์แบบองค์รวม ซึ่งระบบเก่อชอไม่ใช่เพียงแค่ขอบเขตที่ดิน หรือผืนป่าเท่านั้น หากแต่มันคือสถาบันทางสังคมวัฒนธรรม และการปกครองตนเองของชุมชนกะเหรี่ยง ที่หลอมรวมเอาทั้งที่ดินทำกิน ผืนป่าต้นน้ำ แหล่งน้ำ สัตว์ป่า ที่อยู่อาศัยและความเป็นอยู่ ตลอดจนมิติทางจิตวิญญาณและระบบความเชื่อเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว ที่แยกออกจากกันไม่ได้
ในระบบเก่อชอ คือชุมชนจะมีอาณาเขตที่ชัดเจนซึ่งถูกกำหนด และยอมรับร่วมกันระหว่างหมู่บ้านใกล้เคียง ภายในพื้นที่เของเขตเก่อชอหนึ่งๆ จะไม่ได้ถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่ใครคนใดคนหนึ่ง ที่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์เพื่อซื้อ-ขายทำกำไรได้ แต่ที่ดินและทรัพยากรทั้งหมด เป็นของบรรพบุรุษ เป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา และผืนดิน
โดยมีคนในชุมชนทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ดูแลรักษา ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่อาศัย และใช้ประโยชน์อย่างพึ่งพาอาศัย เพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์นี้ ไปยังคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในระบบเก่อชอ จึงไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ หรือการกดขี่ตักตวง แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ความเคารพ และการแลกเปลี่ยนที่ต้องรักษาสมดุลอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้นักสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการทั่วโลก ต้องหันมาศึกษาจารีตเก่อชออย่างจริงจัง คือการที่ภูมิปัญญานี้ สามารถจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินและเขตป่าอนุรักษ์ได้อย่างละเอียดแม่นยำ ไม่ต่างจากระบบผังเมืองหรือกฎหมายวนศาสตร์สมัยใหม่ ทว่า ระบบเก่อชอไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบทลงโทษจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือค่าปรับที่เป็นตัวเงิน แต่ขับเคลื่อนด้วยความยำเกรงทางจิตวิญญาณ และกฎข้อห้ามที่ทุกคนในชุมชนยึดถือร่วมกันอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ การมีอยู่ของ “ป่าเดปอถู่” หรือป่าสะดือโลก ซึ่งตามประเพณีของชาวกระเหรี่ยง เมื่อมีเด็กแรกเกิดในชุมชน บิดามารดาจะนำสายสะดือไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วนำไปผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ในป่าที่กำหนด ต้นไม้ต้นนั้นจะกลายเป็น “ต้นไม้สะดือ” ที่ผูกพันกับขวัญและชีวิตของเด็กคนนั้น
การตัดต้นไม้เดปอถู่ถือเป็นบาปขั้นรุนแรง และเชื่อว่าจะนำความเจ็บป่วยหรือความตายมาสู่เจ้าของสายสะดือ กลไกนี้ทำให้เกิดการปกป้องป่าดิบชื้นขนาดใหญ่โดยปริยาย เพราะไม่มีใครกล้าทำลายชีวิตของเพื่อนร่วมชุมชน เช่นเดียวกับ “ป่าเซอที” หรือป่าต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นป่าบริเวณต้นน้ำลำธาร ที่มีความเชื่อว่า เป็นที่สิงสถิตของตาน้ำ และ “วิญญาณแห่งสายน้ำ” มีข้อห้ามเด็ดขาดไม่ให้เข้าไปตัดไม้ ถางป่า ทำไร่ หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้พื้นที่สกปรกเปรอะเปื้อน หากใครฝ่าฝืนจะถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงทัณฑ์ ความเชื่อนี้ทำหน้าที่เป็นกฎหมายคุ้มครองป่าต้นน้ำชั้นยอด ช่วยรักษาความชุ่มชื้น และปริมาณน้ำให้ไหลหล่อเลี้ยงชุมชนตลอดทั้งปี
นอกจากพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์แล้ว วิถีการผลิตและการหาอยู่หากินของชาวกะเหรี่ยง ยังถูกกำกับด้วยมิติทางจิตวิญญาณนี้อย่างลึกซึ้ง ผ่านระบบที่เรียกว่า “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งเป็นการทำเกษตรกรรม ที่สะท้อนการเคารพข้อจำกัดของธรรมชาติ ชุมชนจะทำประโยชน์ในพื้นที่หนึ่งปีแล้วปล่อยทิ้งร้าง ให้ป่าฟื้นฟูตัวเองเป็นเวลาเจ็ดถึงสิบปี ก่อนจะวนกลับมาทำใหม่ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การเผา และการเก็บเกี่ยว จะต้องมีการทำพิธีกรรมขอขมาต่อนางแม่โพสพ และเจ้าที่เพื่อตรวจสอบว่าธรรมชาติพร้อมและอนุญาตให้ทำหรือไม่? ระบบนี้ช่วยรักษาหน้าดินและไม่ทำลายโครงสร้างป่าถาวร
ในขณะเดียวกัน จารีตเก่อชอก็ระบุข้อห้ามชัดเจนเกี่ยวกับการล่าสัตว์ เช่น ห้ามล่าสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์หรือฤดูวางไข่ ห้ามล่าสัตว์ที่กำลังตั้งท้องหรือเลี้ยงลูกอ่อน และห้ามล่าเพื่อการค้าขายเก็งกำไรเด็ดขาด ให้ล่าเพื่อประทังชีวิตและแบ่งปันในชุมชนเท่านั้น ความเชื่อเรื่องบาปบุญและผลกรรมจากการล่าสัตว์เกินจำเป็นเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มครองและช่วยรักษาสมดุลเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากได้อย่างอัศจรรย์
แม้ระบบเก่อชอจะมีประสิทธิภาพเพียงใดในการดูแลธรรมชาติ แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางการเมือง การรุกรานจากกลุ่มทุนสัมปทานข้ามชาติ และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ภูมิปัญญาพื้นเมือง มักถูกมองข้ามหรือตราหน้าจากคนเมือง ที่เห็นว่าเป็นเรื่องงมงาย ล้าหลัง หรือผิดกฎหมาย นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ “คุณพอล เส่ง ตวา” (Mr. Paul Sein Twa) นักเคลื่อนไหวชายชาวกะเหรี่ยง และประธานเครือข่าย KESAN ได้ก้าวเข้ามาปฏิวัติวงการอนุรักษ์
คุณพอลมองเห็นว่า เครื่องมือที่จะสามารถปกป้องผืนป่าลุ่มน้ำสาละวิน และวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจากการถูกทำลายได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่การเรียกร้องความเห็นใจหรือการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ หากแต่คือการสร้างความชอบธรรมและรื้อฟื้นระบบเก่อชอขึ้นมาให้เป็นระบบสากล
เขาได้ร่วมมือกับชุมชนกะเหรี่ยงกว่า 160 ชุมชน ในการทำแผนที่ขอบเขตเก่อชอของแต่ละหมู่บ้าน รวบรวมกฎจารีตประเพณีดั้งเดิมมาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร นำระบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ เข้ามาจับเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า พื้นที่ที่ดูแลโดยระบบเก่อชอนั้น มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ และความหนาแน่นของสัตว์ป่าสูงกว่าพื้นที่อนุรักษ์ที่จัดการโดยส่วนกลางเสียอีก
ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อในการบูรณาการความเชื่อทางจิตวิญญาณเข้ากับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ส่งผลให้มีการประกาศจัดตั้ง “อุทยานสันติภาพสาละวิน” ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2018 และส่งให้คุณพอล เส่ง ตวา ได้รับรางวัล “โกลด์แมนสิ่งแวดล้อมประจำปี 2020 (Gold Man Environmental Prize 2020)” ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลโนเบลสีเขียว การได้รับรางวัลระดับโลกนี้ คือข้อพิสูจน์ที่ประจักษ์ชัดว่า ประชาคมโลกยอมรับแล้วว่า ภูมิปัญญาพันปีของชนเผ่าพื้นเมืองไม่ใช่เรื่องล้าหลัง แต่คือทางออกและนวัตกรรมส่วนสำคัญที่โลกกำลังตามหา
บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราสามารถถอดรหัสได้ จากระบบ “เก่อชอแห่งอุทยานสันติภาพสาละวิน” คือการทบทวนและตั้งคำถามต่อว่า แนวคิดการอนุรักษ์กระแสหลักของรัฐบาลในหลายประเทศ ที่มักยึดติดกับแนวคิดป่าปลอดคน หรือการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม แล้วขับไล่ชาวบ้านออกไป ซึ่งแนวทางดังกล่าว บ่อยครั้งยังล้มเหลวในการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า และการลักลอบล่าสัตว์ป่า เนื่องจากขาดความร่วมมือและสร้างความรู้สึกเป็นศัตรูกับคนในพื้นที่นั่นเองครับ







