thansettakij
thansettakij
กองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก ราคาที่ต้องจ่ายจากการฝืนกลไกตลาดโลก

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก ราคาที่ต้องจ่ายจากการฝืนกลไกตลาดโลก

14 ส.ค. 69 | 23:30 น.

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก ราคาที่ต้องจ่ายจากการฝืนกลไกตลาดโลก : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,227

KEY

POINTS

  • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะการเงินติดลบอย่างหนักถึง 72,260 ล้านบาท โดยมีภาระต้องอุดหนุนราคาน้ำมันและก๊าซ LPG พุ่งสูงถึงวันละ 410 ล้านบาท
  • สถานะวิกฤตเกิดจากการใช้นโยบายตรึงราคาพลังงานในประเทศ ให้ต่ำกว่าต้นทุนจริงในตลาดโลก ทำให้กองทุนฯ ต้องเตรียมกู้เงินรอบใหม่ เพื่อพยุงราคาและสร้างวัฏจักรหนี้สินไม่สิ้นสุด
  • การแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินเป็นเพียงการประวิงเวลา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วภาระหนี้สินมหาศาล จะถูกส่งต่อไปยังประชาชนผู้เสียภาษีในอนาคตผ่านการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตราที่สูงขึ้น

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 เดือน โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งพลังงาน ที่ยังอยู่ในภาวะเสี่ยง หรือความไม่แน่นอนจากความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น

แม้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์ล่าสุดจะปิดตลาดที่ระดับ 88.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งดูเหมือนจะทรงตัวได้จากปัจจัย “Beijing Swing” หรือ การที่จีนลดการนำเข้านํ้ามันดิบลงอย่างมหาศาลถึง 5.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ทว่าเสถียรภาพชั่วคราวนี้ กลับไม่ได้ช่วยบรรเทาความบอบชํ้าทางฐานะการเงินของประเทศไทยอย่างที่ควรจะเป็น 

ในทางกลับกันกำลังมีสัญญาณเตือนระดับวิกฤต เมื่อภาระการอุดหนุนรายวันของกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง ได้พุ่งกระโดดจาก 320 ล้านบาทต่อวัน ขึ้นไปแตะระดับ 410 ล้านบาทต่อ

ข้อมูลล่าสุดวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ฐานะกองทุนนํ้ามันฯ ติดลบหนักถึง 72,260 ล้านบาท โดยติดลบจากบัญชีนํ้ามันจำนวน 32,777 ล้านบาท และบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) อีกจำนวน 39,483 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาระอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน

ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศกำลังติดอยู่ในกับดักการพยุงราคา ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของต้นทุนโลก ที่ถูกกดทับด้วยสภาวะสงคราม และการชะงักงันของการขนส่งพลังงาน 

สิ่งที่กังวลยิ่งกว่าคือ วัฏจักรหนี้ที่หมุนวนไม่รู้จบ แม้กองทุนนํ้ามันฯ จะมีความพยายามอย่างยิ่งในการบริหารจัดการหนี้ก้อนเดิม จากการกู้ยืมระหว่างปี 2565-2566 มียอดรวมสูงถึง 105,333 ล้านบาท จนปัจจุบันเหลือยอดหนี้อยู่ที่ 20,970 ล้านบาท ซึ่งจะต้องชำระคืนให้หมดสิ้นภายในปี 2572

แต่ทว่าในสภาวะที่สภาพคล่องถูกสูบหายไปวันละกว่า 410 ล้านบาท กองทุนนํ้ามันฯ จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเดินหน้ากู้เงินรอบใหม่อีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งมาพร้อมเงื่อนไขการชำระคืนที่ผูกพันไปยาวนานจนถึงปี 2574

การต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนใหม่ ในขณะที่หนี้ก้อนเก่ายังชำระไม่หมด ตลอดจนสถานะการเงินรวมที่ติดลบอย่างหนักหน่วง เป็นสิ่งยืนยันว่า กลไกของกองทุนนํ้ามันฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังเดินหน้าเข้าสู่ขีดจำกัดอย่างแท้จริง

การนำเงินกู้มาเป็นเครื่องมือหลักในการตรึงราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าความเป็นจริงแบบบิดเบือนกลไกตลาด จึงเป็นเพียงการประวิงเวลาและสร้างภาพความสุขชั่วคราวให้แก่สังคม

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือ การยกภาระหนี้สินอันมหาศาลไปให้อนาคต และบังคับให้ผู้บริโภคต้องจ่ายคืนผ่านการเก็บเงินเข้ากองทุนนํ้ามันฯ ในอัตราสูง เมื่อราคานํ้ามันโลกปรับตัวลดลง

ถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารนโยบายพลังงาน ต้องมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะตัดสินใจผ่าตัดโครงสร้างราคาพลังงาน ให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง การหยุดนโยบายอุดหนุนแบบเหมาเข่ง และเปลี่ยนมาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง คือ ทางออกเดียวที่จะช่วยหยุดเลือดที่ไหลออกจากกองทุนนํ้ามันฯ วันละ 410 ล้านบาทนี้ได้ 

เพราะหากยังต้องงฝากความหวังไว้กับการก่อหนี้ก้อนใหม่ เพื่อพยุงราคาไปวันๆ สุดท้ายแล้วประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนนั่นเอง ที่ต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนแห่งความล่าช้าและดอกเบี้ยมหาศาล ซึ่งจะเป็นราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าราคาพลังงานที่แท้จริงหลายเท่าตัว ในระยะข้างหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,227 วันที่ 16 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569