
กลยุทธ์รายได้หมุนเวียนในแปลงป่าหมื่นเอเคอร์ด้วยระบบนิเวศเศรษฐกิจ 3 มิติ
กลยุทธ์รายได้หมุนเวียนในแปลงป่าหมื่นเอเคอร์ด้วยระบบนิเวศเศรษฐกิจ 3 มิติ คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- แก้ปัญหาการรอคอยรายได้จากการปลูกป่าระยะยาว โดยปลูก "ต้นอ้ออินเดีย" แซมในพื้นที่ว่างเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนระหว่างรอตัดไม้หลัก
- ใช้ประโยชน์จากต้นอ้ออินเดียในวงจร 3 เดือน โดยตัดเป็นอาหารเลี้ยงปศุสัตว์ (วัว, แพะ, กระต่าย) เพื่อสร้างกระแสเงินสดระยะสั้น
- ปล่อยต้นอ้ออินเดียให้เติบโตครบ 3 ปี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) คุณภาพสูงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
- สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมูลสัตว์กลายเป็นปุ๋ยบำรุงพืช และการเลี้ยงสัตว์ยังช่วยกำจัดวัชพืช ลดต้นทุนการดูแลแปลงป่า
ในโลกแห่งความเป็นจริง วันนี้เราต้องยอมรับว่า การตัดไม้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ต้นไม้ที่ไม่ว่าจะขนาดใหญ่แค่ไหน ก็ล้มลงได้ แต่การที่จะปลูกต้นไม้หนึ่งต้น ต้องใช้เวลานานนับสิบปี ดังนั้นความล้มเหลวส่วนใหญ่ของโครงการปลูกป่าเศรษฐกิจ คือ “ระยะเวลาการรอคอย” เกษตรกรทั่วไปมักถามเสมอว่า “ในระหว่างที่รอต้นไม้โต หลาย 10 ปี พวกเขาจะเอาอะไรกิน?” คำตอบสำหรับคำถามนี้ ได้ถูกเฉลยไว้อย่างแยบยลในโมเดลการปลูกป่าที่เมียนมาครับ ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่แบบครบวงจร ที่เปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นโรงงานผลิตอาหารและพลังงานแบบ 3 มิติเลยครับ
ผมได้รับการบอกเล่าจากปากของเจ้าของโครงการปลูกป่าที่มัณฑะเลย์ ซึ่งท่านคหบดีที่ผมไปพบได้เล่าว่า ท่านเองก็กังวลใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะท่านจำเป็นต้องหาเงินมาดูแลน้อง ๆ (ชาวบ้านที่เข้าร่วมมือปลูกป่า) ซึ่งมีมากหลายพันครอบครัว ท่านจึงคิดว่า ในขณะที่รอต้นยูคาลิปตัสสายพันธุ์แกร่งกำลังพุ่งยอดขึ้นสู่ท้องฟ้า พื้นที่ว่างระหว่างแถวที่เคยเป็นจุดอ่อนของป่าปลูก น่าจะเติมเต็มด้วย “ต้นอ้ออินเดีย” (Giant Reed หรือ Arundo donax) ซึ่งท่านได้อ่านพบในบทความและบทวิจัยมา ท่านจึงได้ดั้นด้นเดินทางไปยังประเทศอินเดีย เพื่อพบกับเพื่อนของท่านที่ได้ดำเนินการปลูกต้นอ้ออินเดียอยู่ และทราบว่าพืชชนิดนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นพืชที่มีมวลชีวภาพ (Biomass) สูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แต่น้อยคนนักจะรู้วิธีการจัดการที่สร้างมูลค่าได้มหาศาลเช่นนี้
เมื่อท่านทราบดังนั้น จึงได้ทดลองวางระบบเพาะปลูกและระบบการเก็บเกี่ยวต้นอ้ออย่างเป็นขั้นตอน โดยแบ่งวงจรชีวิตของมันออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ “วงจร 3 เดือน” ท่านจะสั่งให้แรงงานท้องถิ่นตัดต้นอ้ออินเดียที่ยังเขียวสดและอ่อนนุ่ม โดยการตัดทุกๆ 3 เดือน เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบหลักในการเลี้ยง “วัว แพะและกระต่าย” ใบและลำต้นที่ยังไม่แก่จัดของอ้ออินเดีย ประกอบด้วยโปรตีนและน้ำตาลในระดับที่เหมาะสม ทำให้สัตว์เหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วและมีสุขภาพแข็งแรง จนเป็นที่น่าพอใจทีเดียวครับ
โมเดลนี้จึงไม่ได้จบเพียงแค่การปลูกไม้ป่าทดแทนเท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนวัฏจักรวงจรชีวิตของการเพาะปลูก ระหว่างการปลูกป่าไม้และปลูกพืชอาหารสัตว์แบบผสมผสาน จนเกิดเป็นการทำปศุสัตว์ขนาดใหญ่ภายใต้ร่มเงาป่าไม้ การเลี้ยงแพะและกระต่ายในพื้นที่ป่าปลูกสร้างผลประโยชน์หลายต่อ หนึ่งคือการลดภาระการตัดหญ้าและกำจัดวัชพืชในแปลงป่าไม้ สองคือการได้ผลผลิตเป็นเนื้อสัตว์ที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ และเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดเมียนมาและจีน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้อย่างดีเยี่ยม และสามที่สำคัญที่สุดคือ “มูลสัตว์” ที่ถูกขับถ่ายออกมา จะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นยอดที่บำรุงต้นไม้หลักและต้นอ้อให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเองครับ
นี่คือระบบ “Circular Economy” หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทุกอย่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ใบไม้กลายเป็นเนื้อ เนื้อกลายเป็นปุ๋ย และปุ๋ยก็กลับมาสร้างใบไม้ เป็นวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น และสร้างรายได้เป็นรายเดือนให้กับโครงการสำหรับสัตว์เล็ก(กระต่าย) และรายได้เป็นรายปีสำหรับสัตว์ใหญ่ (วัวและแพะ) อีกทั้งยังช่วยให้กระแสเงินสด (Cash Flow) ของธุรกิจมีความคล่องตัวสูง โดยไม่ต้องรอรับเงินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียวตอนตัดไม้อีกด้วยครับ
แน่นอนว่าการปลูกป่าระบบเป็นพันเป็นหมื่นเอเคอร์ ย่อมทำให้การปลูกต้นอ้ออินเดีย ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว จึงทำให้มีปริมาณมากจนตัดไม่ทัน ดังนั้นสำหรับต้นอ้อส่วนที่เติบโตเกินกว่าจะนำมาเลี้ยงสัตว์ หรือในพื้นที่ที่จงใจปล่อยไว้เพื่อเป้าหมายอื่น ท่านก็จะรอจนครบ “วงจร 3 ปี” เมื่อถึงเวลานั้น ต้นอ้ออินเดียจะมีลำต้นที่แก่จัด สะสมสารลิกนินจนมีความแข็งคล้ายไม้ไผ่ และมีค่าความชื้นต่ำมาก เมื่อนำมาแปรรูปเป็นไม้สับ (Wood Chips) หรืออัดเม็ด (Pellets) ต้นอ้ออินเดียจึงกลายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) ชั้นดี ที่ให้ค่าความร้อนสูงและเสถียรมาก ที่เหมาะสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรมหนักหรือโรงไฟฟ้าชีวมวลต่อไปนั่นเองครับ
จากการร่วมเสวนากับท่านคหบดีในวันนั้น ทำให้ผมคิดในใจว่า “คนรวยได้ต้องมีวิสัยทัศน์ที่คนอื่นมองไม่เห็น” ดังคำพังเพยที่ว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย” การจัดการพื้นที่ใหญ่ระดับ 10,000 เอเคอร์ด้วยโมเดลนี้ จึงเปรียบเสมือนการมีโรงไฟฟ้า โรงฆ่าสัตว์ และโรงเลื่อย ตั้งอยู่บนที่ดินผืนเดียวกัน ความยืดหยุ่นในการเลือกเก็บเกี่ยวตามความต้องการของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ คืออาวุธลับที่ทำให้ธุรกิจป่าไม้ของท่านคหบดีท่านนี้ มีความมั่นคงสูงสุด แม้ในยามที่สถานการณ์บ้านเมืองที่มีความผันผวนไม่แน่นอนครับ
สุดท้ายผมอยากจะชวนพวกเราวิเคราะห์กันดูว่า เหตุใดโมเดลที่ดูเหมือนจะ “เกิดผิดที่ผิดทาง” ในประเทศที่กำลังมีความไม่สงบทุกย่อมหญ้า แต่เขาก็พยายามที่จะกำหนดชะตาชีวิตของเขาเองด้วยความมุมานะ และไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยจริงๆ นี่จึงเป็นบทเรียนล้ำค่า ที่เราคนไทยควรอ่านให้แตก และสิ่งที่น่าคิดอีกอย่าง คือ นวัตกรรมชิ้นนี้จะกลายเป็นทางรอดสุดท้ายของผืนป่าในอาเซียนได้อย่างงดงามในอนาคตอย่างแน่นอนครับ
อาทิตย์ต่อไปผมจะนำท่านมาร่วมกันคิดและมองอนาคตของป่าไม้ไทยร่วมกันนะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ







