
บาดแผลบนกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ รอยร้าวในหัวใจที่โลกจงใจลืม
บาดแผลบนกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ รอยร้าวในหัวใจที่โลกจงใจลืม คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- กำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และได้รับการบูรณะซ่อมแซมอย่างไม่ได้มาตรฐานโดยใช้เพียงปูนซีเมนต์หยาบๆ
- การบูรณะมรดกโลกที่ล่าช้าและไร้มาตรฐานเป็นผลมาจากการขาดความช่วยเหลือจากองค์กรสากล เช่น UNESCO ซึ่งถูกขัดขวางโดยข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ
- สภาพความเสียหายของกำแพงวังสะท้อนถึงผลกระทบที่กว้างกว่าโบราณสถาน โดยกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสภาพจิตใจของประชาชนที่รู้สึกว่าถูกประชาคมโลกทอดทิ้ง
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อไปพบปะเพื่อนรักที่คบหากันมานานกว่า 35 ปี เพื่อพูดคุยเรื่องธุรกิจกัน หลังจากที่ได้เสร็จสิ้นจากภารกิจ ผมจึงได้ให้คนขับรถช่วยขับวนไปดูพระราชวังมัณฑะเลย์และตลาดเซโช ซึ่งเป็นตลาดกลางที่ใหญ่ที่สุดของเมือง เพื่อไปเดินสำรวจตลาด และพูดคุยกับพ่อค้า-แม่ขายในตลาด ตามสไตร์การทำธุรกิจของผม
เมื่อเดินทางไปถึงพระราชวัง ปรากฏภาพของกำแพงพระราชวังมัณฑะเลย์ ที่ทอดตัวยาวขนานไปกับคูเมืองอันสงบนิ่งในวันนี้ อาจดูเหมือนฉากทัศน์ที่หยุดนิ่งในกาลเวลา แต่หากเพ่งมองให้ลึกเข้าไปผ่านกระจกรถ ที่ขับผ่านบนถนนสายหลักเลียบเคียงพระราชวัง จะเห็นร่องรอยของบาดแผลที่น่าสะพรึงกลัวบนสายตาผม ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นปูนซีเมนต์สีเทาหยาบๆ ที่ถูกฉาบไว้เพียงเพื่อประคองไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา
เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 11 เดือนก่อนนี้ ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือเครื่องเตือนใจที่มีชีวิตสำหรับพวกเราทุกคนว่า “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ครับ เมื่อวันนั้นมาถึง สิ่งที่น่ากลัวกว่าแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าของชาวบ้าน คือประชาชนต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตเพียงลำพัง ในวันที่กลไกความช่วยเหลือระดับโลก ถูกตัดขาดด้วยข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแทรกแซงทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยากจะก้าวข้ามไปได้ครับ
อย่างที่เราทราบกันดีว่า เมืองมัณฑะเลย์ตั้งอยู่บนจุดตัดของรอยเลื่อนธรณีวิทยา ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งรอยเลื่อนสะกายและรอยเลื่อนเมียวอูที่ยังคงขยับเขยื้อนอยู่เงียบๆตลอดเวลา เปรียบเสมือนการนั่งอยู่บนระเบิดเวลาที่ไม่มีใครรู้เข็มนาที แต่สำหรับผมสิ่งที่น่าเศร้ากว่าภัยทางกายภาพ คือภาพการซ่อมแซมมรดกโลกแบบตามมีตามเกิด
เมื่อเราลองมองย้อนไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมืองเหวินชวน มณฑลเสฉวน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เราจะเห็นภาพของรัฐบาลที่ระดมทรัพยากรระดับชาติ เข้าฟื้นฟูจนเมืองกลับมาหยัดยืนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยพลังของระบบบริหารจัดการที่ไร้รอยต่อ หรือในประเทศเม็กซิโกที่แม้จะเผชิญภัยพิบัติซ้ำซาก แต่พวกเขายังมีเครือข่ายความร่วมมือจากนานาชาติ และระบบวิศวกรรมที่ล้ำสมัยเพื่อปกป้องชีวิตผู้คน
บางคนอาจจะบอกว่า ประเทศเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับยักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกา แต่เราหันมามองประเทศเมียนมา ที่เมืองมัณฑะเลย์ในวันนี้ ความเป็น “สมบัติของมวลมนุษยชาติ” กลับถูกลดทอนค่าลงเหลือเพียงก้อนอิฐ ที่ถูกซ่อมด้วยปูนซีเมนต์ราคาถูก เพราะความช่วยเหลือด้านวิชาการและงบประมาณจากองค์กรสากล(UNESCO) ที่ควรจะไหลลื่น กลับถูกกั้นขวางด้วยกำแพงแห่งความขัดแย้งและการเมืองโลก ทำให้มรดกอันล้ำค่าที่เคยเป็นความภูมิใจของชาวเมียนมาและประเทศในภูมิภาค ต้องถูกบูรณะไปตามยถากรรมอย่างไร้มาตราฐานการอนุรักษ์ที่ควรจะเป็น
เมื่อเรามองออกไปนอกกระจกรถแล้วเห็นบ้านเรือนประชาชน ที่ยังคงมีร่องรอยของอาคารที่แตกแยกและซ่อมเสร็จไปได้เพียงไม่ถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ ในความรู้สึกของผมเอง คิดว่าทั้งที่เวลาผ่านพ้นไปเกือบปีเต็ม มันสะท้อนถึงความอ่อนแรงของระบบเศรษฐกิจที่ถดถอย จนทำให้ฟันเฟืองทุกตัวทำงานอย่างยากลำบาก ธุรกิจรายย่อยไม่มีกำลังพอที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการซ่อมแซม สภาพจิตใจของผู้คนที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากอิฐหรือปูน ย่อมมีความเปราะบางเป็นธรรมดา
แม้ภายนอกพวกเขาจะยังคงขับรถสวนทางกันไปมา การค้า-ขายและส่งรอยยิ้มตามวิถีชีวิต ที่ต้องเดินหน้าต่อ แต่นั่นคือ “การป้องกันตัวที่จำเป็น” ของมนุษย์ ที่ซ่อนความบอบช้ำไว้ภายใต้ความนิ่งเฉย พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความกลัว ที่สั่นสะเทือนอยู่ใต้เท้าทุกเมื่อเชื่อวัน พร้อมๆ กับการประคองปากท้องของครอบครัว ในวันที่ค่าเงินผันผวนและต้นทุนการดำรงชีวิตพุ่งสูงขึ้น จนการซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรงตามหลักวิศวกรรม กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยที่เกินเอื้อม แตกต่างจากประเทศที่ระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติและการประกันภัยมีความเข้มแข็ง ที่ซึ่งผู้ประสบภัยจะได้รับความช่วยเหลือในทันที เพื่อให้เขากลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ โดยไม่ต้องแบกความกังวลไว้จนล้นอกและต้องรอคอยความหวังที่เลื่อนลอยครับ
ความล่าช้าในการฟื้นตัวที่เห็นได้ชัดในเมืองมัณฑะเลย์ยังเป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นถึง “ต้นทุนแฝง” ของการขาดเสถียรภาพ เพราะเมื่อภัยธรรมชาติมาซ้ำเติมวิกฤตการณ์ทางสังคม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความสูญเสียที่เพิ่มทวีคูณ การที่กำแพงเมืองยังปิดประตูปิดกั้นเส้นทาง และการที่โบราณสถานถูกฉาบด้วยปูนซีเมนต์สีเทาที่ไร้อัตลักษณ์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทัศนียภาพที่เสียไป แต่มันคือสัญลักษณ์ของโอกาสทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวที่มลายหายไปกับฝุ่นผงของก้อนอิฐที่พังทลาย
บทเรียนนี้สอนให้คนไทยอย่างเราๆท่านๆ ย้อนกลับมามองดูความมั่นคงของตนเองในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ความแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เป็นรูปธรรม แต่คือความแข็งแรงของระบบบริหารจัดการ ความโปร่งใสของสถาบันต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาจุดยืนและมิตรภาพบนเวทีสากล เพราะในวันที่ภัยธรรมชาติพร้อมที่จะพิโรธได้เสมอ หากเราไม่มีฐานรากทางสังคมที่เข้มแข็งพอ และไม่มีมิตรประเทศที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาโดยไร้เงื่อนไข เราอาจจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องพยายามซ่อมแซมหัวใจ ที่แตกสลายด้วยทรัพยากรที่จำกัดจำเขี่ยครับ
ภาพของกำแพงมัณฑะเลย์ ที่ถูกฉาบด้วยปูนซีเมนต์หยาบๆในวันนี้ คือคำเตือนถึงสังคมไทยว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้นั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของการวางโครงสร้างเหล็กให้หนาขึ้น แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันระดับชาติ” ที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และจิตวิทยาของประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่โลกใต้ฝ่าเท้าเราสั่นคลอน หรือภัยที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง เหมือนดังสถานการณ์สงครามที่ตะวันออกกลาง
สังคมของเราจะไม่ต้องกลายเป็นเมืองที่ถูกโดดเดี่ยว และต้องพยายามปะผุรอยร้าวของจิตใจด้วยความอ้างว้างเพียงลำพัง เหมือนภาพที่ผมกำลังมองผ่านกระจกรถในเมืองมัณฑะเลย์เวลานี้ ภาพที่เตือนเราว่าความมั่งคั่งที่สร้างมานับร้อยปี อาจเหลือเพียงชั้นปูนสีเทาๆที่ไร้ชีวิตได้ในชั่วพริบตา หากเราละเลยการสร้างฐานรากที่ยั่งยืนตั้งแต่วันที่แผ่นดินยังสงบนิ่งอยู่ครับ





