
งบประมาณแผ่นดินกับหนี้สาธารณะภายใต้บริบทของการคอร์รัปชัน
งบประมาณแผ่นดินกับหนี้สาธารณะภายใต้บริบทของการคอร์รัปชัน คอลัมน์บ้านเมืองของเรา โดยสมหมาย ภาษี
เมื่อประมาณช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ผมได้เห็นข่าวของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ประกาศการประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ในปีนี้ของประเทศกลุ่มอาเซียน ตัวเลขได้บอกชัดว่า ไทยจะโตแค่ 1.5% เท่านั้น ต่ำกว่าทุกชาติในกลุ่มอาเซียน ต่ำกว่าแม้กระทั่งกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์ และทันทีที่พ้นวันหยุดยาวเมื่อไม่กี่วัน ก็ได้ข่าวจากสำนักข่าวใหญ่ระดับโลก CNBC ว่า นักลงทุนต่างชาติพากันขายทิ้งหุ้นไทยเพราะไม่มีอะไรดีให้ถือไว้ ไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีของท่านเกิดความสะท้อนใจจนน้ำตาไหลบ้างไหม
อยากจะถามดังๆ ว่า ในภาวะของโลกที่เต็มไปด้วยสงครามและความขัดแย้งหนักในทุกวันนี้รัฐบาล ต้องวุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มหาเช้ากินค่ำยังไม่พอ กลุ่มที่ทุกข์อยู่แล้วแม้จะพอดูแลตัวเองและครอบครัวได้บ้างแต่จะยิ่งทรุดลงไปเรื่อยๆ ไปจนถึงกลุ่ม SMEs ที่นับวันเป็นสาละวันเตี้ยลง
แล้วอยากจะถามว่ารัฐบาลจะมีเวลามาคิดเพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าของประเทศตามหัวข้อข้างต้นได้บ้างไหม ผมอยากตอบเองว่า ถึงอย่างไรก็ต้องได้ จะมารำเบิกโรงนานไม่ได้อีกแล้ว วิกฤตครั้งนี้ทำให้ทุกอย่างต้องยกสูงขึ้นหมด ถ้ารัฐบาลทิ้งประชาชนไว้ใต้ถุนบ้านก็รับไม่ได้อยู่แล้ว
ในการบริหารประเทศเครื่องมือหลักของรัฐบาล คือ งบประมาณแผ่นดินแต่ละปีของไทยที่มีจำนวนหนึ่งในห้าของ GDP แต่ที่ผ่านมาเครื่องมือหลักนี้แทบจะไม่ได้รับการดูแลที่ใกล้ชิดจากหน่วยงานของรัฐ อย่างดีก็แค่ดูงบของกรมตัวเองเท่านั้น ที่เหลือยกให้สำนักงบประมาณจัดการกับนักการเมืองตามสบาย จนถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็เข้ากรรมาธิการงบประมาณของสภาผู้แทนที่มีส.ส. ฝีปากดีทั้งจากพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเต็มไปหมดพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่ละปีงบประมาณหัวใจหลักของการบริหารประเทศก็ผ่านไปปีแล้วปีเล่ายังงั้นๆแหละ เรามาดูให้ลึกดีกว่าครับ
1. แพลตฟอร์มของการจัดทำงบประมาณประจำปีจะต้องมีการแก้ไขกันในวันนี้
ที่กล่าวมา คือ ขบวนการเก่าซ้ำซากในการจัดทำงบประมาณแผ่นดินที่แฝงด้วยบริบทของคอร์รัปชันเกิดขึ้นทุกปี และด้วยขบวนการแบบนี้ นักการเมืองขาเก่าทุกคนต่างก็เห็นช่องทางที่จะเข้าไปหาเงินได้ไม่ยาก ดังที่ได้เห็นตำตาอยู่ว่าทำไมบ้านใหญ่และนักธุรกิจใหญ่จึงต้องเข้าไปเล่นการเมือง เมื่อเลือกตั้งเสร็จได้ร่วมพรรครัฐบาล ทำไมจึงวิ่งกันวุ่นในการเลือกกระทรวงโน่นกระทรวงนี่ และก็ไม่ใช่จะมีแค่นี้ แต่ละเจ้ากระทรวงก็ต้องเข้ากันได้กับข้าราชการประจำชั้นผู้ใหญ่ ถ้าเห็นว่าจะเข้ากันไม่ได้ ข้าราชการก็จะถูกโยกย้าย ที่น่ากลัวกว่านั้น ถ้าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ที่เก่งด้านการสนองตอบกับสิ่งชั่วๆอยู่แล้วก็สบายไปทั้งคู่
ปีนี้คนไทยได้ยินได้ฟังจากการหาเสียงเมื่อเร็วๆ นี้ว่าทุกพรรคต่างก็จะทำการพลิกผันจัดการกับปัญหารากเหง้าทั้งหลาย แล้วจะทำการปฏิรูปและพลิกผันกันยกใหญ่ แต่พอมีรัฐบาลที่ตั้งมาจากผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เข้ามาเริ่มลงมือบริหารประเทศ ก็รู้สึกเนือยๆ ท่านผู้อ่านลองฟังให้ดีจะพบว่า พวกเขาจะอ้างถึงกรอบเก่าๆและหลักเกณฑ์เก่าๆที่พัวพันตัวอยู่ ในที่สุดก็อาจเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่อยู่ดี
ผมเห็นว่า ถ้ารัฐบาลวันนี้ยังยึดถือแผนพัฒนาหรือแผนต่างๆนานาที่ทำกันมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ผมว่ามันใช้ไม่ได้แล้วทั้งนั้น จำเป็นต้องเริ่มตั้งหลักที่หนักแน่น หลักที่จะทำให้ไทยเราวิ่งทันเพื่อนบ้าน ไม่ใช่หลักที่ให้เพื่อนบ้านแซงหน้าไปคนแล้วคนเล่า พอเสียทีเถอะครับ
เนื่องจากตอนนี้เป็นจังหวะเวลาที่รัฐบาลจะต้องกำหนดงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ใกล้เข้ามา เพื่อให้ประกาศใช้ทันในตุลาคมนี้ จึงเป็นโอกาสดีมากที่รัฐบาลจะต้องทำการยกเครื่องแพลตฟอร์มของการจัดทำงบประมาณแผ่นดินให้เปลี่ยนจากสภาพปัจจุบัน ไปสู่แบบที่ทันสมัยเหมือนประเทศอื่นเขาให้ได้ และถึงเวลาแล้วที่จะต้องตัดตอนขบวนการที่บรรดานักการเมืองและ ส.ส. เข้าไปชี้นำการตั้งงบประมาณเพื่อประโยชน์ของพรรคพวกตนเสียที ขอให้พรรคนำของรัฐบาลจงสำเหนียกไว้ด้วย
การตัดงบประมาณที่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อก็ต้องทำกันไป แต่ไม่พอครับ ที่สำคัญมีหน่วยงานราชการมากมายหลายแห่งที่มีงบใช้สบายทุกปีแต่งานแทบจะไม่มีทำ หรือไม่มีความจำเป็นต้องทำ อย่าให้ชาวบ้านไปพูดได้ว่างบแต่ละปีได้ใช้จริงแค่ 70% เท่านั้น จัดการเลยครับ อย่าลูบหน้าปะจมูก ตัดออกให้หมดเลย
รัฐบาลควรต้องแสดงท่าทีให้ต่างชาติเห็นชัดๆว่า ฉันจะใช้จังหวะนี้แหละพลิกผันเศรษฐกิจด้วยงบประมาณปี 2570 เป็นอันดับแรก ทั้งตัดงบและเพิ่มงบลงทุน และงบที่จำเป็นในการยกระดับรายได้ของทั้งข้าราชการและประชาชนให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อที่ทั้งปีจะสูงถึง 4-5% ให้ได้ ภายใต้โครงสร้างของราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น USD 80-90 ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มการลงทุนภาครัฐให้สูงกว่าปีที่แล้วไม่น้อยกว่าเท่าตัว การปรับใช้นโยบายนี้ รับรองว่านักลงทุนต่างชาติต้องหันมามองไทยอีกแน่
เมื่อมีหนี้รัฐบาลก็ยังจะสามารถทำการพลิกผันอย่างจริงจังดังที่กล่าวมาได้ แน่นอนที่สุดรายได้ที่รัฐจะจัดเก็บได้จะไม่สามารถเพิ่มได้ทัน ดังนั้น ถ้าจะเร่งลงทุนภาครัฐ นอกจากจะชวนชาวต่างชาติมาร่วมลงทุนแล้ว รัฐก็ต้องทำการกู้เงินจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศมาเสริมการลงทุนภาครัฐให้มากขึ้นกว่าเท่าตัวด้วย
การทำการพลิกผันดังกล่าว ทั้งสื่อทั้งฝ่ายค้านก็จะยกมือชี้หน้ารัฐบาลนี้พร้อมกันว่า รัฐบาลกำลังก่อหนี้เพิ่มแล้ว จะทำให้ภาระหนี้ทะลุเพดาน 70% แต่เรื่องนี้รัฐบาลต้องกล้าทำให้รู้ว่าถึงเวลาต้องกู้เงินให้มากแล้ว ดีกว่าหลับหูหลับตาลากสังขารที่บอบช้ำของประเทศถูลู่ถูกังต่อไปอย่างไร้ทิศทาง
2. หนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP ในปีหน้านี้ไม่ใช่การละเลยวินัยการคลัง
ผมไม่รู้ว่าท่านผู้ใด คณะกรรมการชุดไหน นานแค่ไหนแล้ว ที่ปี 2563-64 ช่วงโควิด-19 กำลังระบาดได้บอกว่า ไทยเราควรมีหนี้สาธารณะที่ไม่สูงนัก เพราะจะแบกรับความเสี่ยงที่มากเกินกำลังของประเทศ โดยเห็นว่าควรกำหนดเพดานหนี้ไว้ที่ 70% ของ GDP ก็พอ ท่านอาจเป็นห่วงว่านักการเมืองจะเอาแต่กู้เงินไปใช้เกินตัว คงกลัวว่าจะใช้ในทางประชานิยมมากไป จึงปิดกั้นเพดานหนี้ไว้แค่นั้น ผมขอให้มาดูข้อเท็จจริง 4 ประการ
ประการแรก ท่านผู้รู้หรือผู้ที่มีส่วนในเรื่องนี้รู้ไหมว่าหลังวิกฤตต้มยำกุ้งได้รับการแก้ไขแล้ว ในช่วงตลอด 27 ปีที่ผ่านมานี้ภาครัฐแทบไม่มีการก่อหนี้จากต่างประเทศเลย คงมีการกู้เฉพาะสถาบันการเงินและธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้น
ประการที่สอง ท่านรู้ไหมว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มมาจนถึง 66.7% ของ GDP ขณะนี้ มีภาระหนี้ประมาณ 12.7 ล้านล้านบาท เทียบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยขณะนี้ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเท่ากับครึ่งหนึ่งของ GDP หรือเท่ากับ 9.5 ล้านล้านบาท นั้น ไทยเรามีสถานะดีกว่าประเทศอื่นๆในโลกนี้ถึง 3 ใน 4 ของประเทศทั่วโลก
ประการที่สาม ท่านรู้ไหมว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขนาดนี้ของไทย มันไม่ใช่หนี้ที่กู้มาลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศสักเท่าไหร่หรอก แต่มันมาจากหนี้ที่นักการเมืองและนักธุรกิจขี้โกงที่กำลังตกนรกไปเรื่อยๆตอนนี้ เป็นผู้ก่อขึ้นเป็นส่วนใหญ่ นับตั้งแต่หนี้วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำเอาทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยในต้นปี 2540 ที่มีอยู่ประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือไม่ถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในกลางปี 2540 เกิดเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งระบาดไปเกือบทั่วโลก
แค่นั้นไม่พอในปี 2554-2555 ไอ้พวกซาตานขี้โกงทั้งหลายก็ได้โกงอย่างอุกอาจในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ได้วางแผนโกงชาติอย่างดี งาบไปอีกถึงกว่า 500,000 ล้านบาท มาโปะเข้าเป็นหนี้สาธารณะอีก
และสุดท้ายเทวดาหมั่นไส้นัก ก็จัดให้โควิด-19 ระบาดหนักทั่วโลก ประเทศไทยถึงกับต้องหาเงินโดยการออกเป็นพระราชกำหนด 2 ครั้ง ในช่วงปี 2563 - 2564 กู้เงินมาซื้อวัคซีนป้องกันการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งการเยียวยาบ้าง รวมเงินกู้ 2 ครั้ง ถึง 1.5 ล้านล้านบาท
หนี้จากวิกฤตทั้ง 3 ครั้ง ได้มีหนี้สาธารณะที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันอย่างสุดพรรณนาถึง 2 ครั้ง เมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเป็นหลายแสนล้านบาทแล้ว ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท มันมากจริงๆ บัดนี้ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด ดีที่หนี้ทั้งหมดเป็นหนี้เงินบาท เมื่อหนี้สาธารณะสูง ไม่มีรัฐบาลหน้าไหนกล้าขึ้นภาษี ก็เกิดผลที่กระทบหนักทำให้ประชาชนคนไทยมีหนี้ครัวเรือนในระดับเกือบสูงที่สุดในโลกคือ 88% ของ GDP รองจากประเทศเกาหลีใต้ 89% และแคนาดา 100% ของ GDP
ประการสุดท้าย ท่านรู้ไหมว่ารัฐบาลไทยและรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่รัฐบาลได้ค้ำประกันเงินกู้ให้ ไม่เคยมีเงินกู้รายไหนมีพฤติกรรมไม่จ่ายคืนหนี้ (Default) แม้จะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปีพ.ศ. 2540 ซึ่งเกิดจากภาคเอกชนของไทยกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามามาก โดยภาครัฐไม่ได้ดูแลและควบคุมความเสี่ยงของการก่อหนี้ภาคเอกชน จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกที่รุนแรงกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้น แต่หนี้ภาครัฐพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งหนี้จาก IMF ก็มีการชำระครบถ้วนในเวลาต่อมา นี่คือเครดิตของประเทศไทยครับ
สรุปแล้ว ผมว่าคนไทยเราเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว เลิกกลัวผีหนี้จะทะลุเพดานได้แล้ว ตอนนี้ถ้ายังไม่เข้าไปกู้เงินบาทมาให้มากพอที่จะมาใช้ลงทุนและยกระดับรายได้ของคนไทยทั้งชาติให้พ้นระดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ลูกหลานของคนไทยก็จะรับกรรมและมีปมด้อยตลอด ทั้งจะทำให้ชาวต่างชาติมาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองเรามากยิ่งขึ้น
การยอมให้หนี้สาธารณะทะลุเพดานหนี้ 70% ไม่ใช่ว่าจะละเลยวินัยการคลัง แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ต่างหาก







