
ปฏิวัติพรรณไม้และการทลายกำแพงความเชื่อในเมียนมา
ปฏิวัติพรรณไม้และการทลายกำแพงความเชื่อในเมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- เมียนมาเผชิญวิกฤตสูญเสียป่าอย่างหนัก แต่กำลังพลิกเกมด้วยนวัตกรรม “ป่าเศรษฐกิจ” ที่พัฒนาไม้ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ใหม่ เติบโตเร็ว แข็งแรง เทียบไม้เนื้อแข็งธรรมชาติได้ในเวลาเพียง 7 ปี
- โมเดลเริ่มจากระบบเพาะพันธุ์และกระจายกล้าไม้คุณภาพสูงจากมัณฑะเลย์ ไปปลูกทดแทนในพื้นที่เสื่อมโทรม สร้างทั้งการฟื้นฟูป่าและโครงสร้างการผลิตไม้เชิงพาณิชย์
- การใช้กลไกตลาดทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากไม้ปลูก ลดแรงกดดันต่อป่าธรรมชาติ และเปลี่ยนแนวคิดว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มนุษย์สามารถออกแบบและสร้างได้ ไม่ใช่แค่ใช้แล้วหมดไป
เมื่อก่อนวันสงกรานต์ 3-4 วัน ผมได้รับเชิญไปทานข้าวที่บ้านของคหบดีชาวเมียนมาท่านหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วข้าวเย็นผมจะไม่ค่อยออกไปทานข้าวนอกบ้านนัก แต่ครั้งนี้ผมไม่พลาดที่จะรับเชิญไปอย่างแน่นอน เพราะท่านคหบดีท่านนี้ เป็นหนึ่งในคหบดีชาวเมียนมาที่ผมนับถือ และชีวิตของท่านน่าสนใจมาก ทุกครั้งที่ผมได้ร่วมพูดคุยกับท่าน ผมจะได้ข้อมูลดีๆที่เกี่ยวกับประเทศเมียนมาเยอะมาก อีกอย่างท่านเป็นบุคคลที่มีความจำด้านตัวเลขเป็นเลิศจริงๆ น่าจะเป็นเพราะท่านเป็นคนนักอ่านหนังสือตัวยงเลยละครับ
บทสนทนาในวันนั้น มีหลากหลายเรื่องราวที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ผมไม่มีความรู้เลยก็ว่าได้ นั่นคือเรื่อง “ป่าไม้”ทั้งของประเทศเมียนมาและของไทยเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขของป่าไม้ที่ย้อนไปนับสิบปี หรือเรื่องการตัดไม่ทำลายป่า การส่งออกไม้ไปขายยังต่างประเทศ ฯลฯ แม้ว่าในช่วงอายุของผมในวันเด็ก ผมจะมีโอกาสขึ้นไปเรียนอยู่ที่บนดอยแม่สะลองนานถึงสามปี และในยุคนั้นจะต้องเดินป่าขึ้นไปโดยใช้เวลานานกว่า 5-6 ชั่วโมง ทำให้ผมมีความผูกพันกับป่าไม้มาก แต่วันนี้เวลาขึ้นไปบนดอยแม่สะลอง ป่าไม้ข้างทางที่ในอดีตเคยทำให้ผมหลงป่ามาแล้ว ปัจจุบันได้หายไปหมดเกลี้ยงเหลือแต่ “เขาหัวโลน” พื้นที่ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชล้มลุกหมดแล้ว ดังนั้นพอได้ฟังเรื่องที่ท่านนำมาเล่า จึงทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษครับ
หากเราจะมองกลับไปในอดีต ในโลกของอุตสาหกรรมป่าไม้สัก ในอดีตประมาณ 50-60 ปีก่อน ทุกคนในโลกนี้เขาก็จะคิดถึงประเทศไทย ที่ครองตลาดโลกเป็นตัวยืนมาโดยตลอด แต่ต่อมาหลังจากที่มีการตัดไม้ทำลายป่าจนเกลี้ยงเป็นเขาหัวโลนดังที่ผมให้คำนิยาม ชื่อของ “ประเทศเมียนมา” มักจะผูกติดอยู่กับภาพของผืนป่าไม้สักอันกว้างใหญ่ และไม้เนื้อแข็งล้ำค่าที่ธรรมชาติ ที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานนับร้อยปี แต่ภายใต้ความรุ่งโรจน์นั้น กลับซ่อนวิกฤตการณ์การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในอัตราที่น่าตกใจข้อมูลจากการศึกษาพบว่าประเทศเมียนมาสูญเสียพื้นที่ป่า โดยเฉลี่ยหลายล้านไร่ต่อปี จากการทำไม้นอกระบบ และการขยายตัวของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ท่ามกลางกระแสการทำลายล้างนี้ กลับมีนวัตกรรมที่กำลังถูกฟักตัวอย่างเงียบๆ ในเมืองมัณฑะเลย์ เมืองที่เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพม่าตอนบน นวัตกรรมนี้กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าคำว่า “ป่าเศรษฐกิจ” ไปอย่างสิ้นเชิงครับ
หากเราพูดถึง “ไม้ยูคาลิปตัส” คนไทยส่วนใหญ่มักนึกถึงไม้สีขาวนวล เนื้อฟู ที่มักถูกนำไปเข้าเครื่องสับเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อส่งโรงงานเยื่อกระดาษ หรือไม้ที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างนำมาใช้เป็นไม้ค้ำยัน แต่ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะถูกลบเลือน ด้วยไม้ยูคาลิปตัสสายพันธุ์พิเศษ ที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการใช้งานหนัก (Structural Timber) โดยเฉพาะ ผมกำลังกล่าวถึงท่านคหบดีที่เชิญผมไปทานข้าวท่านนี้แหละครับ ที่หนึ่งในอาชีพของท่าน คือผู้ประกอบการในเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อหลายปีก่อนท่านได้ใช้ความสนิทสนมไปเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เดินทางมาทำการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นของไม้ยูคาลิบตัสสายพันธุ์ใหม่ คือ มันมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการสะสมความหนาแน่นของเซลล์ไม้ (Cell Wall Density) ที่สูงกว่าสายพันธุ์ปกติครับ
สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ระยะเวลาเพียง 7 ปี ต้นไม้เหล่านี้สามารถเติบโต จนมีขนาดรอบลำต้นกว่า 30 นิ้ว ซึ่งหากเป็นไม้ป่าธรรมชาติ ก็อาจต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปีเพื่อให้ได้ขนาดที่เท่ากัน แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ต้องตกตะลึง คือ “แก่นไม้” (Heartwood) เมื่อเลื่อยออกมาแล้ว เนื้อไม้จะมีสีเข้ม มีน้ำหนักจำเพาะสูง และมีลวดลายที่งดงามเทียบชั้นได้กับไม้แดงหรือไม้ประดู่เลยครับ ซึ่งต้องกล่าวว่าปัจจุบันนี้ ไม้แดงและไม้ประดู่เป็นไม้เนื้อแข็งราคาแพงที่ตลาดโลกต้องการ ความลับนี้อยู่ที่สภาพภูมิอากาศของประเทศเมียนมา ที่ร้อนและแห้งในบางช่วงบางพื้นที่ยังมีอากาศหนาวเย็นเป็นฤดูกาลอีกด้วย การกระตุ้นให้ต้นไม้ต้องสร้าง “สารแทนนิน(Tannins)” และสารประกอบตามธรรมชาติเพื่อป้องกันตัวเอง ส่งผลให้เนื้อไม้มีความแกร่งทนทานต่อปลวก และแมลงโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีเลยครับ
กระบวนการปฏิวัติป่าไม้ ไม่ได้เริ่มต้นที่การถือจอบไปขุดดินในป่าลึก แต่เริ่มต้นที่ “ระบบการเพาะพันธุ์” ที่ทันสมัยใจกลางเมืองมัณฑะเลย์ ศูนย์เพาะพันธุ์แห่งนี้เปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติ ที่ควบคุมคุณภาพกล้าไม้ ตั้งแต่เมล็ดจนถึงการเป็นต้นกล้าที่แข็งแรง กล้าไม้จะถูกดูแลจนมีความสูงประมาณ 1 ฟุต ซึ่งเป็นระยะ “วัยรุ่น” ที่มีระบบราก พร้อมที่จะชอนไชและหาอาหารได้เอง ความชาญฉลาดของโมเดลนี้ คือ การใช้เมืองมัณฑะเลย์เป็นจุดกระจายโลจิสติกส์ ส่งต่อกล้าไม้นับล้านต้น เข้าไปยังรัฐต่างๆ ที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพื่อทำการปลูกป่าทดแทนนั่นเองครับ
การส่งกล้าไม้เข้าไปปลูกทดแทนการตัดป่าเดิม ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการสร้าง “แหล่งเงินสด”ให้กับคนในท้องถิ่น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าไม้ที่ปลูกเพียง 7 ปี ก็สามารถสร้างบ้านได้จริง ไม้มีความแข็งแรงทนทาน ไม่ต่างจากไม้ป่าที่เขาเคยแอบตัด ความกดดันที่มีต่อป่าธรรมชาติก็ลดลงทันที นี่คือการใช้ “กลไกตลาด” มาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แทนที่จะใช้เพียงการบังคับใช้กฎหมายที่มักล้มเหลวในพื้นที่ห่างไกล
บทเรียนแห่งวิสัยทัศน์นี้ ทำให้ป่าไม้คือการออกแบบนวัตกรรม เพื่อสอนให้ชาวบ้านได้เห็นว่า ป่าไม้ไม่ใช่แค่สิ่งที่พระเจ้าประทานมา ให้เราขุดตัดใช้ไปวันๆ แต่ป่าไม้คือสิ่งที่ “มนุษย์สามารถออกแบบและสร้างขึ้นได้” คหบดีท่านนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความเป็นเลิศทางพันธุกรรมพืช เมื่อมาเจอกับการจัดการที่ถูกต้อง ก็สามารถสร้างทรัพยากรที่ทรงคุณค่าได้เร็วกว่าธรรมชาติหลายเท่าตัว
เล่ามาถึงตรงนี้หน้ากระดาษก็จะหมดลงเสียแล้ว คงต้องเขียนต่ออีกสักตอนสองตอนนะครับ ผมจะนำท่านลงลึกไปดูถึงระดับ “ใต้ร่มเงา” ของป่าแห่งนี้ ว่าเหตุใดพื้นที่หมื่นเอเคอร์ จึงไม่ได้มีแค่ต้นไม้เนื้อแข็งอย่างเดียว แต่เป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจที่เลี้ยงปากท้องคนได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มปลูก ผ่านการปลูกพืชแซงและปศุสัตว์ ที่ถูกคิดค้นมาอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นต้นแบบเกษตรป่าไม้ที่โลกต้องจับตามองเลยครับ







