thansettakij
thansettakij
เสียงกระซิบกลางผืนน้ำทะเลสาบอินเลและรอยแผลแห่งปางหลง

เสียงกระซิบกลางผืนน้ำทะเลสาบอินเลและรอยแผลแห่งปางหลง

เสียงกระซิบกลางผืนน้ำทะเลสาบอินเลและรอยแผลแห่งปางหลง คอลัมน์เมียงมอง เมียนมา บทความโดย ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

หลายท่านอาจจะเคยเดินทางไปเที่ยวที่ทะเลสาบอินเลมาแล้ว แต่ผมเชื่อว่าคงไม่ค่อยจะมีใครสังเกตเห็นหรือทราบว่า ท่าเรือที่เราไปคอยนั่งเรือเข้าไปในทะเลสาบ ที่เต็มไปด้วยโกดังเก็บมะเขือเทศนั้น ครั้งหนึ่งในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของวังหรือหอเจ้าฟ้ามาก่อน เพราะไกด์ที่พาเราไป ต่างตั้งตารอเรือที่กำลังจะเทียบท่าอย่างใจจดใจจ่อ เพียงเพื่อรับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปที่พักอันเงียบสงบภายในทะเลสาบอันงดงามเท่านั้น 

แต่ท่ามกลางสายน้ำที่ลัดเลาะขอบโคลนกลางทะเลสาบอินเลอันกว้างใหญ่ เราอาจจะมองเห็นโลกอีกใบที่เงียบสงบ และในอดีตที่ตัดขาดจากความขัดแย้งของมหาปราสาทมัณฑะเลย์ แต่ในความจริงแล้วสายน้ำแห่งนี้กลับโอบรับ “หอเจ้าฟ้ายองห้วย” ซึ่งเป็นพระราชวังไม้และปูนโบราณ ที่ตั้งสงบอยู่ใกล้ท่าน้ำทางเข้าทะเลสาบ ทางด้านท่าเรือที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน

โดยทำหน้าที่เป็นดังกระจกเงาสะท้อนภาพชะตากรรมทางการเมือง และคติจักรวาลวิทยาของชาวไตหนอง(หนึ่งในหลายชนชาติพันธุ์ไทยใหญ่) ซึ่งเป็นชนชาติไตในรัฐฉานอย่างลึกซึ้ง ไม่แพ้วังหลวงในเมืองใหญ่ หากมัณฑะเลย์คือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งมหาอาณาจักรพม่า หอเจ้าฟ้ายองห้วยก็คือยอดเขาพระสุเมรุจำลองแห่งผืนน้ำ ที่ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่มีทั้งอำนาจ อิทธิพลในอดีตของชนชาติไต ที่ไหลมารวมกัน ณ จุดเดียวของทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้

 

หากเราได้เข้าไปเยี่ยมชม ก็จะเห็นการวางผังและสถาปัตยกรรมของหอเจ้าฟ้ายองห้วย ที่สะท้อนภูมิปัญญา และการผสมผสานทางวัฒนธรรมอันชาญฉลาด ตัวหอถูกสร้างขึ้นโดยอิงคติจักรวาลวิทยา เช่นเดียวกับนครรัฐไตโบราณอีกหลายแห่ง รวมถึงมหาธานีของพม่าในอดีต

นั่นคือการให้หอเจ้าฟ้าเป็นศูนย์กลางปกครอง ที่โอบล้อมด้วยชุมชนและผืนน้ำอันอุดมสมบูรณ์ อาคารหลักของหอ เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ไฮบริดอันโดดเด่น ผสานโครงสร้างเรือนไม้ และท้องพระโรงฉลุลายไม้ซ้อนชั้นทรงพญาธาตุแบบไตและพม่า เข้ากับโถงปูน ซุ้มโค้ง และเสาโรมันตามแบบสถาปัตยกรรมอาณานิคมยุโรปและอินเดีย ที่แพร่เข้ามาในยุคหลัง

การประดิดประดอยหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นลงมาเหนือท้องพระโรง ไม่เพียงสร้างความสง่างามตระการตา ให้แก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น แต่คือการตอกย้ำสถานะของเจ้าฟ้าแห่งยองห้วย ในฐานะสมมติเทพผู้ทรงธรรม ผู้คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรทุกชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวไตหนองดั้งเดิม ชาวอินธาแห่งผืนน้ำ หรือชาวปะโอผู้ลงมาจากเทือกเขาสูง

 

ทว่าความสำคัญของหอเจ้าฟ้ายองห้วย ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความสง่างามทางสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นฉากหลังของประวัติศาสตร์การเมือง ที่สะเทือนขวัญที่สุดหน้าหนึ่งของประเทศพม่า หอแห่งนี้คือที่ประทับของ “เจ้าส่วยแต้ก” (Sao Shwe Thaik) เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายแห่งยองห้วย ผู้ทรงเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญ และได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่า หลังจากการประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ เจ้าส่วยแต้กคือผู้ร่วมลงนามในข้อตกลงปางหลง เพื่อรวมชนชาติต่างๆ เข้าด้วยกัน บนหลักการของความเท่าเทียมและการเคารพสิทธิของชนกลุ่มน้อย

แต่แล้วความฝันแห่งความเสมอภาคก็พังทลายลง ในรุ่งเช้าของปีพุทธศักราช 2505 เมื่อกองทัพทหารพม่าภายใต้การนำของนายพลเนวิน ผู้ทรงอำนาจทางทหาร ได้ทำการยึดอำนาจและบุกเข้าล้อมหอเจ้าฟ้ายองห้วย เสียงปืนที่ดังขึ้นกลางความเงียบยามเช้าตรู่หน้าท่าน้ำ ไม่เพียงพรากชีวิตของเจ้าชายองค์น้อย พระราชโอรสของเจ้าส่วยแต้กไปอย่างน่าสะเทือนใจ แต่ยังนำไปสู่การจับกุมเจ้าส่วยแต้กไปกักขัง จนสิ้นพระชนม์ในคุก นำมาซึ่งจุดจบอันเศร้าสลดของระบบเจ้าฟ้า และการสลายตัวของอำนาจการปกครองตนเองของชาวไตในรัฐฉาน นับแต่นั้นเป็นต้นมาครับ

หลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น หอเจ้าฟ้ายองห้วยที่เคยคึกคักด้วยงานบุญ และการต้อนรับอาคันตุกะ ก็ตกอยู่ในความเงียบเหงาและเวิ้งว้าง ตัวอาคารไม้และห้องหับที่เคยเป็นท้องพระโรง ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมในยุคหลัง แม้ของใช้โบราณ ภาพถ่ายเก่าของเจ้าฟ้าและมเหสี รวมถึงเครื่องแต่งกายฉลององค์ จะยังคงถูกจัดแสดงไว้ แต่บรรยากาศโดยรอบ กลับอบอวลไปด้วยความอึมครึม

ร่องรอยของรอยกระสุน และความทรงจำอันขื่นขม ยังคงฝังลึกอยู่ในอิฐและแผ่นไม้ทุกแผ่น สายลมที่พัดมาจากท่าน้ำทะเลสาบอินเล โชยผ่านโถงอาคารที่ว่างเปล่า ราวกับจะคอยส่งเสียงกระซิบเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ในอดีต และความเจ็บปวดของการสูญเสียเอกราชให้แก่นักเดินทางผู้ผ่านไปมาได้ยิน

ยามที่นักท่องเที่ยวลงเรือที่ท่าน้ำยองห้วย เพื่อมุ่งหน้าออกสู่ผืนน้ำอินเล สายตาที่มองกลับมายังหอเจ้าฟ้าโบราณแห่งนี้ จึงอาจจะมองเป็นเพียงแค่โบราณสถาน หรือจุดแวะชมทางท่องเที่ยวทั่วไปได้อีกต่อไป เพราะหอเจ้าฟ้ายองห้วยคือคู่ขนานทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังมัณฑะเลย์อย่างแท้จริง

หากมัณฑะเลย์คือสัญลักษณ์ของการสูญเสียเอกราชให้แก่มหาอำนาจตะวันตก หอเจ้าฟ้ายองห้วยก็คือสัญลักษณ์ของการสูญเสียเสรีภาพและตัวตนของชนชาติไตให้แก่ศูนย์กลางอำนาจใหม่ การได้ยืนมองยอดหลังคาซ้อนชั้นริมสายน้ำยามเย็น จึงเป็นได้เพียงการสัมผัสถึงดวงวิญญาณแห่งประวัติศาสตร์ ที่ยังคงตื่นรู้ เป็นการระลึกถึงศักดิ์ศรีของเจ้าฟ้า และผู้คนชาวไตแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบอินเล ที่แม้กาลเวลาและระเบียบการเมือง จะพังทลายสวรรค์จำลองของพวกเขาลงไปแล้ว แต่รากเหง้าและความทรงจำใต้ร่มเงาหอเจ้าฟ้าแห่งนี้ ก็ยังคงส่องแสงและไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของชาวไตตลอดไปครับ