
สังคมผู้สูงวัยในประเทศศรีลังกา
สังคมผู้สูงวัยในประเทศศรีลังกา คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
KEY
POINTS
- ทั้งไทยและศรีลังกากำลังเผชิญการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงใกล้เคียงกัน พร้อมความท้าทายเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน
- ศรีลังกาเผชิญภาวะ “แก่ก่อนรวย” รายได้ยังอยู่ระดับกำลังพัฒนา แต่ระบบบำนาญและสวัสดิการยังไม่ครอบคลุม ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาวะเปราะบาง รวมถึงปัญหาการย้ายถิ่นแรงงานที่ทำให้ขาดผู้ดูแล
- โอกาสสำคัญอยู่ที่ “เศรษฐกิจสีเงิน” ผ่านความร่วมมือไทย–ศรีลังกา โดยผสานจุดแข็งด้านการแพทย์และบริการของไทยกับภูมิปัญญาอายุรเวทและทรัพยากรธรรมชาติของศรีลังกา เพื่อพัฒนาธุรกิจสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุในระดับสากล
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญให้เดินทางมากรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เพื่อร่วมงานที่ทางสถานทูตไทยประจำกรุงโคลัมโบ ได้จัดงาน “Thailand-Sri Lanka Business Forum” ขึ้น ระหว่างวันที่ 17-20 มิถุนายน ณ โรงแรม Kingsbury Hotel กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ในช่วงสามวันแรกที่มาถึง ทางสถานทูตไทยได้จัดให้ช่วงเช้าเป็นการสัมมนา ส่วนช่วงบ่ายจะจัดให้เราไปพบปะกับผู้ประกอบการศรีลังกา ณ ที่ทำการของเขา ซึ่งช่วงเวลาเดินทางไปนั้น ผมก็จะพูดคุยกับน้อง ๆนักการทูตที่เป็นชาวศรีลังกาและคนขับรถ เพื่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆ และพอมีเวลาว่าง ผมก็จะขอให้น้องพาไปเดินที่ตลาดสด เพื่อเก็บข้อมูลนำมาเขียนเล่าให้ทุกท่านได้รู้จักกับประเทศศรีลังกามากขึ้นครับ
หากเราก้าวขาข้ามพรมแดนจากกรุงเทพมหานครไปยังกรุงโคลัมโบ สิ่งหนึ่งที่เราจะพบว่ามีความเหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ใช่แค่รอยยิ้มหรือวัฒนธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่เท่าที่ผมสังเกตเห็น คือ “รอยยิ้มของผู้สูงวัย” ที่เราจะพบเจอได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกซอกทุกมุมของกรุงโคลัมโบ จะเห็นว่าทั้งประเทศไทยและประเทศศรีลังกา กำลังเดินอยู่บนเส้นไทม์ไลน์เดียวกันอย่างสมบูรณ์ นั่นคือการก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด” หรือ Super-Aged Society ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ความท้าทายนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนประชากรที่เปลี่ยนไป แต่เป็นเรื่องของ “วิกฤตเศรษฐกิจระดับโครงสร้าง” ที่ทั้งสองประเทศจะต้องเผชิญร่วมกันครับ
เมื่อหันมามองตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน เราจะพบความจริงที่น่าทึ่งว่า รายได้ต่อหัวของประชากร เพิ่งจะขยับขึ้นมาแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐได้เป็นครั้งแรก ซึ่งการเติบโตนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี หลังจากที่พวกเขาต้องผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มา แต่ตัวเลขนี้ก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญ เพราะในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ “ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย” ตอนที่มีรายได้ต่อหัวทะลุ 40,000 ดอลลาร์ไปแล้ว แต่ศรีลังกากลับต้องเผชิญหน้ากับพายุประชากรสูงวัย ในสภาวะที่รายได้ยังอยู่ในระดับกำลังพัฒนา นี่คือคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุดของอาการ “แก่ก่อนรวย” บนความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
ความน่ากังวลที่สุดของโครงสร้างนี้ ซ่อนอยู่ในระบบสวัสดิการ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในศรีลังกาเพียงแค่ 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีเงินบำนาญรองรับ ซึ่งส่วนใหญ่จำกัดอยู่แค่กลุ่มอดีตข้าราชการ แต่อีกเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ กลับไม่มีตาข่าย(เงินฝากในธนาคาร)รองรับทางสังคมเลย ยิ่งไปกว่านั้น สถิติยังชี้ว่าผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป กลายเป็นกลุ่มประชากรที่มีสัดส่วนความยากจนสูงที่สุดในประเทศ คือ เกือบ 80เปอร์เซ็นต์ และมีมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้เกษียณอายุที่ไม่มีเงินออมหลงเหลืออยู่เลยในชีวิตจริง นี่คือสังคมที่น่ากังวลใจที่สุดครับ
นอกจากปัญหาเรื่องตัวเงินแล้ว ศรีลังกากำลังเจอกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่เรียกว่า จากสมองไหลสู่การขาดแคลนคนดูแล ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนในวัยแรงงานและคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจำนวนมาก เลือกที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างประเทศ สิ่งที่พวกเขาส่งกลับมาช่วยเหลือครอบครัว จึงมีเพียงแค่ตัวเงินเท่านั้น แต่สิ่งที่ส่งกลับมาไม่ได้คือ “เวลาและการเอาใจใส่ผู้สูงวัยที่บ้าน” นักวิชาการหลายท่านจึงคาดการณ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อัตราส่วนพึ่งพิงของผู้สูงอายุ จะพุ่งสูงขึ้นจนแรงงานหนึ่งร้อยคนต้องแบกรับผู้สูงวัยถึงสามสิบคน และศรีลังกาจะเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานผู้ดูแลผู้สูงอายุระยะยาวสูงถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นคนทีเดียว
แต่ท่ามกลางตัวเลขที่ดูน่ากังวลทั้งหมดนี้ ในมุมมองของผม ผมคิดว่าหากเราเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่า “นี่คือวิกฤต” ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ หรือที่เรียกว่า “เศรษฐกิจสีเงิน” ซึ่งในช่วงบ่ายของวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการร่วมงาน ผมได้เดินทางไปดูงานที่ Ayuwanna by Barberyn ซึ่งเป็นสถานบำบัดผู้สูงวัย ที่ใช้สมุนไพรที่ปลูกเองและผลิตขึ้นมาเป็น “ยารักษาโรค” ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับแพทย์ที่เกษียณอายุแล้ว และได้ปวารณาตนมาช่วยทำงานที่นี่ ทำให้ได้ข้อมูลของปัญหาของผู้สูงวัยในประเทศนี้ ซึ่งสิ่งที่ผมสังเกตเห็น จึงพบช่องว่างขนาดใหญ่ ที่ประเทศไทยและศรีลังกาสามารถจับมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ เช่น ประเทศศรีลังกามีจุดแข็งที่ไม่มีใครเหมือน นั่นคือเรื่องของ “ศาสตร์อายุรเวทโบราณ”และทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมุนไพรในป่าลึกตามธรรมชาติ ในขณะที่ประเทศไทยเราก็มีความเชี่ยวชาญในฐานะศูนย์กลางทางการแพทย์ และการบริการระดับโลก ถ้าหากสามารถนำมาผสมผสานจุดแข็งร่วมกัน ระหว่างนวัตกรรมการดูแลสุขภาพของไทยเรา เข้ากับศาสตร์การฟื้นฟูแบบธรรมชาติบำบัดของประเทศศรีลังกา เพื่อสร้าง “โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของทฤษฎีเท่านั้น แต่เป็นโมเดลธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล และตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยละครับ
เราไม่ได้มาเพื่อพูดถึงแค่ตัวเลขสถิติ หรือกราฟประชากรที่ดิ่งลง ในขณะที่จำนวนผู้สูงวัยมีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เรากำลังพูดถึงอนาคตของครอบครัวเรา ทั้งในกรุงเทพมหานครและในกรุงโคลัมโบ ในเมื่อเรากำลังเผชิญหน้ากับพายุลูกเดียวกัน วิธีที่ดีที่สุดที่จะรอดพ้น “ไม่ใช่การต่างคนต่างอยู่” แต่คือการสร้างที่หลบภัยและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจร่วมกันตั้งแต่วันนี้ครับ







