thansettakij
thansettakij
บทบาทของรัฐ ภาษี และความท้าทายในวิกฤตเศรษฐกิจไทย

บทบาทของรัฐ ภาษี และความท้าทายในวิกฤตเศรษฐกิจไทย

27 เม.ย. 69 | 02:35 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 69 | 02:50 น.

บทบาทของรัฐ ภาษี และความท้าทายในวิกฤตเศรษฐกิจไทย คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการ กลต

รัฐมีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ 1) รักษาความปลอดภัย 2) ดูแลความมั่นคง และ 3) สร้างความมั่งคั่ง ทว่าการที่รัฐจะบรรลุภารกิจเหล่านี้ได้ จำเป็นต้องมีงบประมาณมหาศาลเพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนา

โดยทั่วไป รัฐหารายได้จากการจัดเก็บภาษีและการประกอบกิจการรัฐวิสาหกิจ สำหรับประเทศไทย รายได้หลักมาจากภาษีเป็นสำคัญ เราไม่อาจคาดหวังรายได้กอบเป็นกำจากรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากโครงสร้างไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแสวงหากำไรเป็นหลัก แต่มีไว้เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในส่วนที่กลไกตลาดยังไม่เอื้ออำนวย ดังนั้น การจัดทำงบประมาณของไทยจึงพึ่งพาภาษี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) ภาษีสรรพสามิต (สุรา ยาสูบ น้ำมัน และรถยนต์) 2) ภาษีศุลกากร (สินค้านำเข้า) 3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา และ 4) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ความท้าทายในการจัดเก็บภาษียุคปัจจุบัน รายได้ของรัฐผันแปรโดยตรงตามความมั่งคั่งของประชาชน เมื่อเศรษฐกิจหดตัว รายได้ของรัฐย่อมลดลงตามไปด้วย ในขณะที่รายจ่ายประจำยังคงเดิม การจะสร้างความมั่งคั่งใหม่จึงต้องอาศัยการลงทุนเพิ่ม รัฐจึงจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล โดยใช้เครดิตของประเทศในการกู้ยืมผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำมาหมุนเวียนและรอชำระคืนเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง กำลังซื้อลดต่ำลง ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ทำให้ภาระสวัสดิการเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานภาษีแคบลงจากอัตราการเกิดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีในอนาคตทำได้ยากขึ้น การปรับขึ้น VAT เป็น 10% ที่เคยถูกชะลอมาอย่างยาวนานเพื่อลดภาระประชาชน จึงอาจกลายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อพยุงฐานะทางการคลังและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ทำไมประชาชนจึงกลัวการจ่ายภาษี? เหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนไม่อยากจ่ายภาษี สามารถวิเคราะห์ได้ 3 ประเด็นคลาสสิก: 

1) ความไม่คุ้มค่าและความไม่ไว้วางใจ : ประชาชนรู้สึกว่าภาษีที่จ่ายไปไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมถึงความกังวลด้านความโปร่งใสและความยุติธรรมในการจัดสรรงบประมาณ 

2) ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินแบกรับ : เมื่อรัฐไม่สามารถจัดหาสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ เช่น โรงเรียนหรือโรงพยาบาลให้ได้อย่างทั่วถึง ประชาชนจึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง ทำให้การจ่ายภาษีเพิ่มกลายเป็นภาระที่ซ้ำเติมคุณภาพชีวิต 

3) ความเหลื่อมล้ำทางระบบ : ทัศนคติของคนบางกลุ่มที่พยายามอยู่เหนือระบบเพื่อเลี่ยงภาษี ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคม

ทางออกและโอกาสในวิกฤต ในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลควรใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างชาญฉลาด เช่น การปรับปรุงการจัดเก็บรายได้ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดทุน หรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อส่งเสริมการลงทุนของบริษัทจดทะเบียน

บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่าเราเสียโอกาสในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรอรับการฟื้นตัว เช่น การพัฒนาการคมนาคมในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก (ภูเก็ต พังงา เชียงใหม่) หรือการปรับปรุงป้ายภาษาและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เมื่อเราไม่ได้ลงทุนในช่วงที่ควรทำ เมื่อวิกฤตซ้อนวิกฤตเข้ามา (เช่น ปัญหาราคาน้ำมัน) เราจึงขาดเครื่องมือและพื้นที่ในการบริหารจัดการ

ระบบนิเวศเศรษฐกิจ (Ecosystem) ที่ผิดเพี้ยน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจนอกระบบได้บั่นทอนสมดุลของเศรษฐกิจมหภาค ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบภาษีพอ ๆ กับที่ขาดความเชื่อมั่นในการบริหารงานของบริษัทในตลาดทุน ตลาดหุ้นไทยจึงซบเซาและขาดนวัตกรรม SME ไทยขาดการพัฒนา สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเจอปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทบต่อต้นทุนพลังงานเพียงไม่กี่วัน ประชาชนก็ได้รับผลกระทบในทันที สะท้อนว่าโครงสร้างเราไม่มี "แรงต้านทาน" (Resilience) ที่เพียงพอ

ข้อเสนอแนะเร่งด่วนสำหรับรัฐบาล รัฐบาลต้องมีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ต่อความเดือดร้อนของประชาชน แต่ต้องไม่อ่อนไหวจนไม่กล้าตัดสินใจในทางที่ถูกต้อง โดยต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน: 

1) เร่งหารายได้และสร้างเครดิต : ขยายขีดความสามารถทางการคลังโดยไม่กระทบกำลังซื้อของประชาชน เน้นการเพิ่มรายได้ผ่านค่าจ้างและค่าแรงที่มีประสิทธิภาพ 

2) ดึงดูดการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ : ใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อหาต้นทุนเงินทุนราคาถูก และเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ

3) การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน : พิจารณามาตรการ เช่น การขยายระยะเวลาเช่าที่ดินหรือสัดส่วนการถือครองคอนโดมีเนียมของต่างชาติอย่างเหมาะสม เพื่อดึงเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบ

เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลต้องสร้าง "ความไว้วางใจ" (Trust) ผ่านความโปร่งใสในการใช้เงินภาษี เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าหยาดเหงื่อของเขาจะถูกนำไปสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง