
วิกฤตการเลือกข้าง: อย่าตกหลุมกับดักอารมณ์
วิกฤตการเลือกข้าง: อย่าตกหลุมกับดักอารมณ์ คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการ กลต
โลกตกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจแทรกแซงการเมืองภายในของอิหร่าน ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบรัฐอิสลามมานานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่การปฏิวัติล้มล้างระบอบราชาธิปไตยของ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี
ไม่ว่าการตัดสินใจนำกองทัพสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอีกครั้ง (หลังจากถอนตัวจากอิรักและอัฟกานิสถาน) จะเกิดจากความต้องการควบคุมอุปทานน้ำมัน การกำจัดรัฐกดขี่ หรือการป้องกันมิให้รัฐอิสลามมีอาวุธนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างสูงก็ตาม ความขัดแย้งเหล่านี้ล้วนเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุทั้งสิ้น
ความซับซ้อนเหนือมิติศาสนาและชาติพันธุ์
การเมืองในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนสูง ประกอบด้วยหลายชนชาติ เผ่าพันธุ์ และอารยธรรม ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่าง คริสเตียน ยิว ชิอาห์ สุนนี หรือยาซิดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มอำนาจตระกูลต่างๆ เช่น อัล-ซาอุด (Al Saud) และ อัล-ธานี (Al Thani) เป็นต้น
หัวใจสำคัญคือการควบคุม "ประตูยุทธศาสตร์" ระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งมีความสำคัญมาตั้งแต่สองพันปีก่อนที่จะมีศาสนาเหล่านี้เสียอีก (สะท้อนได้ชัดเจนจากการสัญจรผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ) ความขัดแย้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่พิสูจน์ว่า แม้วัตถุจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่สภาวะทางจิตใจและการแย่งชิงอำนาจยังคงเดิม
ผลกระทบต่อประเทศไทย
ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:
- วิกฤตพลังงาน : ราคาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
- โลจิสติกส์โลก : เส้นทางเดินเรือและสนามบินที่เป็นจุดเชื่อมต่อหลักถูกใช้เป็นตัวประกันในความขัดแย้ง
- การท่องเที่ยว : ความไม่มั่นคงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ
ก้าวข้าม "การเชียร์มวยข้างสนาม"
ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หลักภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สื่อโซเชียลกลับมักขยายความในลักษณะ "การเชียร์มวย" นับจำนวนเครื่องบินหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ราวกับเป็นกีฬาโอลิมปิก ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อสติปัญญาหรือการวางแผนรับมือของคนในชาติเลย
ประเทศไทยเติบโตมาจากระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-WWII Order) เราพึ่งพาสันติภาพเพื่อการส่งออกและการท่องเที่ยว สงครามไม่ว่าในรูปแบบใดล้วนเป็นผลลบต่อไทย เพราะสร้างความไม่แน่นอนมหาศาลต่อการลงทุน
การล่มสลายของความมั่นคงร่วม (Collective Security)
สันติภาพในช่วง 90 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อผู้คุมกฎอย่างสหรัฐฯ เริ่มสั่นคลอนทั้งด้านอุดมการณ์และการเงิน โลกกำลังย้อนกลับไปสู่ยุคของ Cardinal Richelieu ที่เน้น "ผลประโยชน์แห่งรัฐ" (National Interest) มากกว่า "ความมั่นคงร่วมกัน" (Collective Security)
เห็นได้ชัดจากความล้มเหลวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เนื่องจากสิทธิวีโต้ (Veto) ซึ่งไม่ต่างจากชะตากรรมของสันนิบาตชาติ (League of Nations) ในอดีต
ยุทธศาสตร์การปรับตัวของไทย
ในอดีต ผู้นำไทยมีความสามารถในการนำพาประเทศให้อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีเสมอ เราเด่นทั้งการทูต การค้า และการเงิน จนรักษาเอกราชมาได้ ปัจจุบันเรายังคงต้องการผู้นำที่
1. เลือกเฟ้นคนเก่ง : สร้างสังคมที่แข็งแรงผ่านการวางตัวผู้เล่นที่เหมาะสม
2. การทูตหลายมิติ : เชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้ง "บนโต๊ะ" และ "หลังบ้าน"
3. ปรับตัวตามบริบท : เปลี่ยนจากยุคเรือกลไฟสู่ยุคดิจิทัลและรถไฟความเร็วสูง
4. เปิดกว้างทางกลยุทธ์ : ให้ความสำคัญกับการวางแผนมากกว่าการใช้อารมณ์เลือกข้าง
ตลาดทุน: ปราการด่านหน้าและดัชนีความเชื่อมั่นของชาติ
ในบริบทโลกยุคใหม่ ตลาดทุน (Capital Market) ไม่ใช่เพียงกระดานซื้อขายหุ้น แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยยืนเด่นในภูมิภาคได้ หากเราต้องการเปลี่ยนวิกฤติโลกให้เป็นโอกาส เราต้องสร้าง "ตลาดทุน" ให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเม็ดเงินจากทั่วโลก โดยอาศัยรากฐานสำคัญ 3 ประการ
1. ความโปร่งใสและระบบยุติธรรมที่พึ่งพาได้ (Rule of Law)
ตลาดทุนจะเติบโตไม่ได้เลยหากขาดความเชื่อมั่น (Trust) รัฐต้องสร้างระบบที่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศอย่างเท่าเทียม
- ระบบการกำกับดูแล (Regulatory Standard): ต้องมีมาตรฐานสากลและมีความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย
- กระบวนการยุติธรรม: ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาล ต้องมีความเชี่ยวชาญในคดีเศรษฐกิจและซื่อตรงต่อหน้าที่ เพื่อกำจัด "คอร์รัปชันทางนโยบาย" หรือการปั่นหุ้นที่กัดกินความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
2. ความมั่นใจในอธิปไตยและเสถียรภาพ (Sovereignty & Stability)
ในยามที่โลกเกิดสงคราม เงินทุนมักจะไหลไปสู่ที่ที่ปลอดภัย (Safe Haven) หากประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงภายในประเทศและมีนโยบายต่างประเทศที่ชาญฉลาด เราจะกลายเป็นแหล่งพักเงินและฐานการลงทุนที่สำคัญ
- การแสดงออกถึง "อธิปไตยที่น่าเกรงขาม" ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร แต่คือการที่รัฐสามารถรักษาระเบียบและความสงบเรียบร้อยได้ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก
3. หน้าที่ของพลเมืองและระบบราชการ (The Pillars of the State)
หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดทุนคือ "คนของรัฐ"
- ข้าราชการและหน่วยงานกำกับดูแล : ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจและซื่อสัตย์ มากกว่าการทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง เพราะทุกการทุจริตในระบบราชการ คือการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของประเทศในระดับสากล
- พลเมือง : ต้องไม่ตื่นตระหนกไปกับกระแสโซเชียลที่ไร้รากฐาน แต่ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อรักษาระบบของรัฐให้เดินหน้าต่อไปได้
"หากปราศจากรัฐที่น่าเชื่อถือ ตลาดทุนก็พังทลาย และหากปราศจากตลาดทุนที่แข็งแกร่ง ประเทศก็ขาดเครื่องยนต์สำคัญในการแข่งขันบนเวทีโลก"
รากฐานที่สำคัญ: ความเชื่อมั่นและระบบรัฐ
เพื่อให้ไทยยืนเด่นในภูมิภาคได้ เราต้องสร้าง "ความเชื่อมั่น" ผ่าน :
- ระบบยุติธรรมที่น่าเชื่อถือและโปร่งใส
- ระบบการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสากล
- กลไกของรัฐ (ตำรวจ อัยการ ศาล) ที่พึ่งพาได้จริง
- ข้าราชการที่ภูมิใจในหน้าที่และทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง
บทสรุป
"รัฐ" คือพื้นฐานของคน และ "คน" คือผู้รักษาความเป็นรัฐ หากเราปล่อยให้อารมณ์เหนือเหตุผลหรือทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐเอง สุดท้ายคนในชาติจะเดือดร้อนที่สุด ในยุคนี้ หน้าที่ของพลเมืองคือการ รู้เท่าทันกระแสสังคม รู้หน้าที่ของตนเอง และรักษาระบบให้แข็งแกร่ง เพื่อเปลี่ยนวิกฤติโลกให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศที่ยั่งยืน










