
อย่าจิตตกกับวิกฤตพลังงาน
อย่าจิตตกกับวิกฤตพลังงาน คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการ กลต
สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าเข้าสู่สภาวะวิกฤต เมื่อเราเริ่มเห็นภาพประชาชนในหลายจังหวัดต้องเข้าคิวรอต่อแถวเพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิง นี่คือผลพวงที่ชัดเจนของโลกยุค VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity) ซึ่งอธิบายถึงสภาวะโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน หลังจากที่โลกตกอยู่ในความสงบเรียบร้อยตามระบบระเบียบเดิมมานานกว่าหนึ่งร้อยปี
สาเหตุที่เรารู้สึกตื่นตระหนก เป็นเพราะเราคุ้นชินกับความแน่นอน เชื่อมั่นในระบบห่วงโซ่อุปทาน การค้าเสรี และระบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งภาครัฐและผู้บริหารรุ่นใหม่ต่างบริหารประเทศภายใต้บริบทนี้มานานหลายทศวรรษ แม้เราจะผ่านวิกฤต COVID-19 มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนเรามักจะลืมบทเรียนและสภาพความจำเป็นในช่วงวิกฤตไปอย่างรวดเร็ว
วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ทำให้เรากลับเข้าสู่สภาวะคับขันอีกครั้ง เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานถูกโจมตีและส่อเค้ายืดเยื้อ แม้ประเทศไทยจะมีน้ำมันสำรองตามกฎหมายถึง 60 วัน และมีน้ำมันในระบบก่อนดึงสำรองมาใช้อีกกว่า 30 วัน แต่ความตื่นตระหนกมักทำให้สถานการณ์จริงแย่กว่าที่ควรจะเป็น เมื่อราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 150% ย่อมกระทบต่อเงินเฟ้อและความเป็นอยู่ของประชาชนระดับรากหญ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมกลับ ย้อนไปในปี ค.ศ. 2011 ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยมีราคาใกล้เคียงกับปัจจุบัน วิกฤตครั้งนั้นคือ "จุดเปลี่ยน" ที่ทำให้เกิดนวัตกรรมพลังงานสะอาด และการแจ้งเกิดของรถยนต์ประหยัดพลังงาน (Eco Car) รวมถึงธุรกิจพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตลอดเกือบ 20 ปี สร้างมูลค่าหลายแสนล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ โดยเฉพาะการลงทุนที่เกิดจากการปรับสมดุลความเสี่ยง (Risk Realignment) ระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายที่มีความพร้อมที่สุด แต่รัฐบาลต้องมีกลยุทธ์ที่ "เหนือชั้น" ในการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะการดึงดูดอุตสาหกรรม Data Center เราต้องยอมรับว่า Data Center คือผู้บริโภคทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามหาศาล จนกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ดังที่ Marietje Schaake อดีตสมาชิกสภายุโรป ได้ออกมาเคลื่อนไหวระบุถึงผลกระทบต่อทรัพยากรส่วนรวม หรือใน รัฐอริโซน่า (Arizona) สหรัฐอเมริกา ที่เผชิญวิกฤตการณ์แย่งชิงน้ำอย่างรุนแรง แต่สำหรับประเทศไทย นี่คือ "โอกาสทอง" หากเราไม่ดำเนินนโยบายแบบวัวหายล้อมคอก แต่ใช้การวางแผนเชิงรุกผ่าน 4 มิติหลัก:
1. ด้านไฟฟ้า : จัดโซนนิ่งและบังคับให้ผู้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าสะอาดทดแทน โดยต้องมีกำลังผลิตเกินกว่าที่ตนใช้ 20% เพื่อขายกลับให้รัฐในราคาต้นทุน (ตามโมเดลรัฐนิวยอร์ก) เพื่อลดการกระจุกตัวและกระจายความเจริญสู่พื้นที่
2. ด้านน้ำ : บังคับให้มีระบบกักเก็บน้ำฝนและน้ำล้นที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้กระทบแหล่งน้ำสาธารณะ และต้องเผื่อแผ่ทรัพยากรให้เกษตรกรในพื้นที่ใช้งานได้จริง
3. ด้านมลภาวะ : กำหนดมาตรฐานวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย ทันต่อเทคโนโลยี และตรวจสอบได้เข้มข้น
4. ด้านตัวคูณผลผลิต (Multiplier Effect) : กำหนดเงื่อนไขการใช้อุปกรณ์ในห่วงโซ่อุปทานที่ผลิตในไทย เช่น PCBs หรือระบบจ่ายพลังงาน และต้องสำรอง Cloud/AI Service 5% ให้รัฐบาลเพื่อสนับสนุนให้คนรากหญ้าเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคต
บทสรุปและข้อเสนอถึงรัฐบาล
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่เวลามานั่งวิตก แต่คือเวลาที่รัฐต้อง "กล้าแลกและกล้าเลือก" อุตสาหกรรม Data Center ต้องไม่เป็นเพียงผู้มาสูบใช้ทรัพยากรแล้วจากไป แต่ต้องถูกวางเงื่อนไขให้เป็น "เครื่องยนต์ใหม่" ที่มาอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและพลังงานให้คนไทยทั้งประเทศ
หากรัฐบาลบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม และดึงบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้สำเร็จ เราจะไม่ได้เห็นเพียงแค่ทางรอดจากวิกฤตพลังงาน แต่เราจะได้เห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยแตะระดับ 2,000 จุด และการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าจะมาถึงอย่างแน่นอน









