thansettakij
ธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย: เมื่อสนิมเนื้อในกัดกินรัฐนาวา

ธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย: เมื่อสนิมเนื้อในกัดกินรัฐนาวา

16 ก.พ. 2569 | 05:04 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.พ. 2569 | 05:17 น.

ธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย: เมื่อสนิมเนื้อในกัดกินรัฐนาวา คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการ กลต

 

การทุจริตคอร์รัปชันเปรียบเสมือน "สนิมเนื้อใน" ที่กำลังกัดกินรัฐนาวาไทยจนโครงสร้างผุพัง สะท้อนผ่านโศกนาฏกรรมหลายเหตุการณ์ เช่น อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว, อุบัติเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถไฟ หรือปัญหาการก่อสร้างถนนพระราม 2 เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่คือความสูญเสียที่เกิดจากความไร้จิตสำนึกของบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่ม

พชร นริพทะพันธุ์​​ กรรมการ กลต.

ที่น่ากังวลคือ หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายย่อยและสถาบันร่วมลงทุน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ปี 2535 เพื่อปกป้องนักลงทุนที่ขาดทรัพยากรในการตรวจสอบด้วยตนเอง การกำกับดูแลด้านงบการเงินและธรรมาภิบาลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เงินลงทุนของประชาชนต้องสูญเสียไปจากการกระทำผิดกฎหมาย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในปี 2568 ก.ล.ต. สหรัฐฯ (US SEC) ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมดำเนินคดีกว่า 5 ราย โดยหนึ่งในนั้นพบการจ่ายเงินสินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐในประเทศไทยเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญา ส่งผลให้บริษัทถูกปรับทางแพ่งกว่า 400 ล้านบาท และผู้บริหารต้องถูกดำเนินคดี

ก.ล.ต. ไทยถือเป็นตัวละครสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น หากผู้บริหารนำเงินบริษัทไปทุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและเข้าข่ายความผิดทั้งทางอาญา, กฎหมาย ป.ป.ช. และ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ หมวด 11 (มาตรา 306, 307 และอื่นๆ) ที่ผ่านมาแม้ ก.ล.ต. จะมุ่งเน้นการตรวจสอบการสร้างราคาหุ้นหรือการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) แต่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบาย

ในปี 2569 นี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีนโยบายยกระดับการกำกับดูแลผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อป้องกันการสนับสนุนการกระทำผิดในทุกรูปแบบ แม้จะเป็นความคาดหวังที่สูง แต่การป้องกันที่มีประสิทธิภาพไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของบทลงโทษ แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเท่าเทียมตามหลัก "ตาวิเศษเห็นนะ" โดยไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย

ท้ายที่สุด หน้าที่ของคณะกรรมการ ก.ล.ต. คือการตรวจสอบการทำงานของสำนักงานฯ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนอย่างโปร่งใส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพลังแห่งการตรวจสอบนี้จะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยได้ลงจาก "ดอย" และกอบกู้เงินลงทุนที่หายไปให้กลับคืนมาในเร็ววัน

กลต ของ สหรัฐอเมริกา (US SEC) ได้มีการรวบรวมหลักฐาน ดำเนินคดีร่วมกับ กระทรวงยุติธรรมกว่า 5 รายในปี พศ 2568 โดยหนึ่งในนี้มีการจับได้ว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะกับเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศไทย

ในปี 2569 นี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีนโยบายยกระดับการกำกับดูแลผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อป้องกันการสนับสนุนการกระทำผิดในทุกรูปแบบ