
เมื่อชื่อเปลี่ยน แต่งานไม่ขยับ: ความล้มเหลวในการหา New S-Curve ด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อชื่อเปลี่ยน แต่งานไม่ขยับ : ความล้มเหลวในการหา New S-Curve ด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการ กลต
จากการวิเคราะห์สภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปัจจุบัน จะพบความจริงที่น่ากังวลว่า โครงสร้างบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ส่วนใหญ่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Old Economy) แทบทั้งสิ้น มูลค่าตลาดที่พยุงดัชนีไว้ได้ในทุกวันนี้ กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มธนาคารและพลังงานเท่านั้น
ในฟากฝั่งอุตสาหกรรมการผลิต เรามีเพียง DELTA ที่โดดเด่นขึ้นมาเพียงรายเดียว ด้วยมูลค่าการซื้อขายมหาศาลและระดับ P/E ที่สูงลิ่วเกินกว่าจะเป็นไปได้ตามทฤษฎีพื้นฐานทั่วไป DELTA เข้ามาตั้งรากฐานในไทยช่วงปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พอดี โดยได้รับอานิสงส์เต็มที่จากการที่โลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล แม้เราจะมีบริษัทอย่าง KCE ที่ค่อยๆ เติบโตตามมา แต่ปัจจัยที่ทำให้ DELTA ดูน่าตื่นเต้นกว่าในสายตานักวิเคราะห์ ส่วนหนึ่งอาจมาจากสถานะการเป็น Dual Listing ในตลาดสิงคโปร์ด้วย
บทเรียนจากโลก: ยุคทองของ Innovation ที่ไทยทำหลุดมือ
ปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลที่สุดคือ ตลาดหุ้นไทยขาดแคลนบริษัทจดทะเบียนที่สร้างความ "ตื่นเต้น" หรือมีนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก หากมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2551 ที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อกอบกู้วิกฤต Lehman Brothers เม็ดเงินมหาศาลที่มีต้นทุนต่ำได้ไหลเข้าสู่ระบบ จนเกิดยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)
ในช่วงเวลานั้น เราได้เห็นธุรกิจที่เข้ามาทำลายล้างตลาดเดิม (Market Disruption) นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Uber, Airbnb หรือ Zoom ธุรกิจเหล่านี้ผ่านช่วงเวลา "เผาเงิน" เพื่อสร้างนวัตกรรมมาทดแทนตลาดเก่า จนกระทั่งเมื่อยุค QE สิ้นสุดลงในปี 2565 บริษัทที่อยู่รอดต่างเข้าสู่กระบวนการสร้างรายได้อย่างเป็นระบบ และตบเท้าเข้าจดทะเบียนในตลาด NASDAQ กลายเป็นตัวเร่งมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนบริษัทที่ปรับตัวไม่ได้ก็ล้มหายตายจากไปตามกลไกตลาด
ไทย : เปลี่ยนแค่ชื่อ แต่ "ไส้ใน" ยังเหมือนเดิม
หันกลับมามองประเทศไทย ในปี 2558 เรามีความหวังจากการเสนอเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)" เป็น "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)" โดยมีเป้าหมายจะสร้าง "เศรษฐกิจดิจิทัล" ให้เป็นเครื่องยนต์หลักและเสาค้ำยันเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ
ทว่าในปี 2569 ผลลัพธ์กลับยังไม่เป็นรูปธรรม เราไม่เห็นธุรกิจดิจิทัลสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้เลย ปัจจัยหลักเกิดจากการที่เราไม่สามารถสร้างนิเวศอุตสาหกรรมให้แข่งในระดับโลกได้จริง และขาดนโยบายรัฐที่สนับสนุนอย่างเป็นระบบ นอกจาก "การเปลี่ยนชื่อกระทรวง" แล้ว แทบไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้น
หน่วยงานที่เป็นความหวังอย่าง DEPA, ETDA หรือ GBDi ซึ่งควรเป็นเครื่องมือหลักในการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล กลับไปทุ่มเทภารกิจส่วนใหญ่กับการไล่ปิดเว็บไซต์หรือต่อสู้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งหากภารกิจมีเพียงเท่านี้ การใช้ชื่อเดิมอย่าง "ไอซีที" ก็อาจจะเหมาะสมกับงานมากกว่าชื่อ "ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ" ที่เราตั้งความหวังไว้
การพ่ายแพ้ในภูมิภาคและการปรับกลยุทธ์ใหม่
ประเทศไทยควรเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลในกลุ่ม CLMV ก่อนชาติใดในตะวันตก แต่ระหว่างทางเรากลับถูกมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ แซงหน้าไปไกล แถมยังต้องเผชิญกับยักษ์ใหญ่จากจีน ทั้ง Lazada, Grab, Gojek หรือ Traveloka แม้แพลตฟอร์มเหล่านี้จะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แต่เขาสามารถปรับแต่งระบบ (Customize) ให้เข้ากับความต้องการของตลาดเป้าหมาย จนกลายเป็นบริษัทมูลค่ามหาศาลในตลาดหลักทรัพย์ของเพื่อนบ้าน
มันน่าแปลกใจและน่าผิดหวังที่ไทยพ่ายแพ้ในเกมนี้ ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ "ซื้ออนาคต" มากกว่าที่จะยึดติดกับอดีตหรือปัจจุบันที่กำลังถดถอย
ทางออก: เมื่อตามไม่ทัน ต้องปรับทิศทางใหม่
เมื่อเราก้าวตามดิจิทัลไม่ทัน เราต้องกล้าเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยใช้ทฤษฎี Input-Output ของไทยมาวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐศาสตร์ล่าสุดจากสภาพัฒน์ฯ เมื่อปี 2568 จะเห็นว่า "อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว" มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามคือเราลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพียงพอหรือยัง?
หากเราต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว เราต้องสร้างมากกว่าแค่แคมเปญโฆษณา แต่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน ความปลอดภัย และทรัพยากรมนุษย์ เหมือนที่เราสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อให้ได้ไฟฟ้า เราต้องสร้างทางและสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาใช้เงิน
สุดท้ายนี้ ผมหวังจะเห็นผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดในปี 2568 รัฐบาลมีการปรับปรุงกองทุน LTF และกำลังจะมี TISA ออกมาเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ตลาด "เติบโต" ได้จริง หรือจะเป็นเพียง "ที่พักเงิน" ของคนมีรายได้เหลือเฟือซึ่งมีจำนวนจำกัด
ในเวลาอันสั้นสิ่งที่ผมอยากเห็นจริงๆ คือบริษัทที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมจาก BOI มูลค่าแสนล้านบาทนั้น ควรเป็นบริษัทที่มีศักยภาพมากพอที่จะไประดมทุนและจดทะเบียนในไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป





