thansettakij
thansettakij
เมื่อโลกเดินเข้าสู่หมีคริปโต: มุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

เมื่อโลกเดินเข้าสู่หมีคริปโต: มุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

16 มี.ค. 2569 | 03:40 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 2569 | 03:41 น.

เมื่อโลกเดินเข้าสู่หมีคริปโต: มุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย คอลัมน์ Mr.Clean Capital นายทุนสะอาด โดย พชร นริพทะพันธุ์ คณะกรรมการ กลต

ข่าวดังอาทิตย์ที่ผ่านมาคือ วิมานหมื่นล้านที่ถูกลอกคราบ และซีอีโอพันล้านหายตัวไป หลงเหลือไว้เพียงหมายแดงกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผกผัน จากความฝันจะเป็นอายุน้อยร้อยล้าน เหลือเพียงจุดทศนิยมในกระเป๋าดิจิทัล นี่คือเหตุการณ์ปัจจุบันของตลาดลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ที่เคยหวังไว้ว่าจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านเศรษฐกิจยุคดิจิทัล 

ในโลกแห่ง 1% ที่โหดร้าย ความเหลื่อมล้ำที่สูงเป็นประวัติการณ์ ระบบทุนนิยมที่เอื้อแก่ผู้มีอันจะกินไม่ถึง 10% ของประชากรแปดพันล้านคนทั่วโลก โดยในกลุ่ม 10% นี้คือกลุ่มคนที่เป็นอภิสิทธิ์ชน และมีเพียงไม่กี่คนในไม่กี่ประเทศที่สามารถฝ่าด่านความจนมาได้ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบิล Daron Acemoglu ระบุไว้ในหนังสือ Why Nations Fail ว่า ระบบเศรษฐกิจและการปกครองที่เป็นกำแพงทำให้คนไม่สามารถสร้างฐานะได้ มักจะเป็นระบบที่ปิดและกีดกัน (Extractive) และระบบที่กลัวการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction) จะร่ำรวยได้ไม่นาน ประเทศเหล่านั้นมักจะไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชนแบบยั่งยืนได้ 

และสิ่งนั้นคือแนวคิดของนวัตกรรม "สินทรัพย์ดิจิทัล" บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่หวังว่าจะทำให้คนหมู่มากสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเดิม ทั้งระบบบริการ ระบบตัวกลาง และระบบอำนาจปกครอง เพราะในการลงทุนในสินทรัพย์ในตลาดทุนรูปแบบเดิม ต้องพึ่งพาระบบบริการ ระบบอำนาจ และระบบควบคุม ซึ่งเป็นต้นทุนของนักลงทุนทั้งสิ้น 

โดยคนรุ่นใหม่นั้นเห็นว่า การลงทุนที่หวังให้เกิดผลกำไรนั้นยากเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าถึงหรือเข้าใจ การซื้อหุ้นแต่ละตัว การหวัง Capital Gain ปันผล หรือ Upside ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีบัญชีเทรด ต้องซื้อในราคาสูง และต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าตัวแทน และค่าคำปรึกษา อีกทั้งมักจะถูกทำให้ "ติดดอย" หรือเป็น "แมงเม่า" อยู่เรื่อยไป โดยเฉพาะสถานการณ์ตลาดหุ้นในประเทศไทยที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะการเมืองในประเทศและสถานการณ์โลก และเมื่อตลาดไทยพึ่งพาการลงทุนจากสถาบันและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงยากที่จะมีรายย่อยเข้าไปทำกำไรได้ 

การเข้ามาของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ที่สามารถลงทุนได้ง่ายขึ้น มี Upside ที่สูง จนบางครั้งดูเป็นการพนันมากกว่าการลงทุนเสียด้วยซ้ำ และนั่นก็คือจุดอ่อนของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะผู้ลงทุนมักมองเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง คุ้มความเสี่ยงที่สูง โดยไม่ได้มีข้อมูลที่ชัดเจนของสินทรัพย์ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการหลอกลวง เช่น การเสนอขาย ICO และการ Exit ในกรอบ 100x ซึ่งหลายครั้งเป็นเพียงแค่การสร้างอุปสงค์เทียม หรือบางครั้งก็สร้างโครงการเทียมขึ้นมาอย่างที่เห็นตามหน้าข่าว 

สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์สูง มักจะฉงนกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะสินทรัพย์เหล่านี้มักไม่ได้มีกิจการรองรับ ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าผลประกอบการ กำไร หรือปันผลเกิดจากอะไร และหลายครั้งยังเกิดความสับสนระหว่าง "เงินดิจิทัล" เช่น Bitcoin/USDT กับ "สินทรัพย์ดิจิทัล" เช่น ETH ซึ่งมีพื้นฐานและประโยชน์การใช้งานที่ต่างกัน โดยหลักคือทำหน้าที่เก็บรักษามูลค่า (Store of Value) หรือการสร้างการใช้งาน (Utility) เป็นต้น ทำให้ยากต่อการคาดเดาและดูไม่เป็นการลงทุนในสายตาของนักลงทุนกลุ่มนี้ 

แต่สำหรับนักเทคโนโลยี ด้วยระบบเคลียริ่ง (Clearing) ที่รวดเร็วและต้นทุนการกระจายอำนาจที่ต่ำ ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Versatile Asset Class ซึ่งสามารถนำมาใช้จ่ายได้ในระบบที่รองรับ เช่น Sandbox ที่เปิดในประเทศไทย โดยไม่ต้องคอยแลกเปลี่ยนหรือเปลี่ยนสภาพเป็นเงินสด (Liquidate) ทุกครั้งที่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ทำให้เป็นสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสกุลเงิน (Currency) และที่เก็บรักษามูลค่าได้ในตัว 

มุมมองทั้งสองฝ่ายจึงเป็นตัวประกอบสำคัญในการมองอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเทคโนโลยีทำให้เกิดความคล่องตัว ต้นทุนต่ำ และเข้าถึงง่าย แต่การไร้ซึ่งกิจการรองรับและจับต้องได้ยาก ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและผันผวนสูง ความต้องการกำไรที่สูงเกินความเป็นจริงและการปั่นราคา ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นเกมการพนันมากกว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริงในบางมุม 

ในส่วนของการกำกับดูแล ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มี พ.ร.บ. ในการดูแลการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือมีการส่งเสริมการประกอบการในกรอบที่ชัดเจน ข้อเสียคือ พ.ร.บ. มักจะยากต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และทำให้ขาดความคล่องตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว 

การที่เงินของคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไหลเข้าไปในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในประเทศไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาซื้อขาย และพวกเขากลับพร้อมที่จะไปเสี่ยงในกระดานสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า และเมื่อตลาดปรับตัวลดลงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลหายไปกว่า 50% ก็ส่งผลให้เงินออมของคนรุ่นใหม่ไทยหายไปในอากาศด้วยเช่นกัน 

ในสหรัฐอเมริกาก็มีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยล่าสุดบริษัท Coinbase ได้ทดลองระบบ Cross-border Trading เพื่อให้คนทั้งสองรุ่นสามารถใช้ Exchange เดียวกันในการเทรดได้โดยไม่ต้องผ่านเงินตราปกติ (Fiat) และยังมีการออก ETF เพื่อรวมและกระจายความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์การลงทุน ในส่วนของภาครัฐก็พยายามใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้วยการออก Stablecoin เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างสกุลเงิน Fiat และ Exchange 

นี่คือมุมมองและจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเทคโนโลยีและการสร้างสินทรัพย์เพื่อการซื้อขายในสาธารณะ การหลอมรวมกันของสินทรัพย์รูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนลงทุน และเกิดผลกำไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมได้หรือไม่นั้นยังคงเป็นคำถาม แต่ในปัจจุบันยังมีอาชญากรหลายคนที่อาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีและความโลภของนักลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก