thansettakij
thansettakij
จากข่าวผู้ถือหุ้นใหญ่ 9 หมื่นล้าน สู่บทเรียนเรื่องพลังของการออมระยะยาว

จากข่าวผู้ถือหุ้นใหญ่ 9 หมื่นล้าน สู่บทเรียนเรื่องพลังของการออมระยะยาว

13 ก.ค. 69 | 02:39 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ค. 69 | 02:44 น.

ข่าวผู้ถือหุ้นใหญ่ 9 หมื่นล้านบาทที่กลายเป็นกระแส ชวนทำความเข้าใจว่าพลังของการออมสม่ำเสมอและดอกเบี้ยทบต้นสามารถสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวได้อย่างไร

KEY

POINTS

  • ข่าวผู้ถือหุ้น 9 หมื่นล้านบาทที่เกิดจากความผิดพลาดในการรายงาน กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมหันมาสนใจบทเรียนเรื่องพลังของการออมและการลงทุนระยะยาว
  • บทความชี้ให้เห็นถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่สามารถเปลี่ยนเงินออมจำนวนไม่มากในแต่ละเดือนให้เติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ หากมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานพอ
  • หัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่การรวยทางลัด แต่คือการมีวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การเริ่มต้นเร็ว และให้เวลาเป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทน

กรณีการแจ้งข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงในตลาดทุน เริ่มต้นจากการปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นรายใหม่ในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง โดยเมื่อรวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองแล้วสูงกว่า 90,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามทันทีว่า บุคคลทั่วไปสามารถสะสมความมั่งคั่งระดับนี้ได้อย่างไร

ภายหลังมีการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรายงาน ไม่ได้สะท้อนการถือครองหุ้นจริง อย่างไรก็ตาม คำอธิบายหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางและสร้างความขบขันในสังคม คือ เงินก้อนมหาศาลนั้นมาจากการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA เดือนละ 10,000 บาทต่อเนื่องเป็นเวลานาน

แม้คำอธิบายดังกล่าวจะไม่ใช่ข้อเท็จจริงของกรณีนี้ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการออม การลงทุน และพลังของดอกเบี้ยทบต้น

พลังของดอกเบี้ยทบต้นสามารถเปลี่ยนเงินก้อนเล็กให้เติบโตได้

ดอกเบี้ยทบต้นเกิดขึ้นเมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาไม่ได้ถูกนำออกมาใช้ แต่ถูกนำกลับไปลงทุนต่อ ทำให้เงินต้นและผลตอบแทนเดิมสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ยิ่งลงทุนเป็นเวลานาน ผลของการทบต้นก็ยิ่งรุนแรง

เมื่อมองในระยะสั้น การลงทุนเดือนละ 10,000 บาทอาจดูเหมือนไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งระดับหลายหมื่นล้านบาทได้ แต่หากกำหนดสมมติฐานว่าเงินลงทุนได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 20 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง การลงทุนจำนวนเท่าเดิมทุกเดือนอาจสะสมจนมีมูลค่าใกล้เคียง 90,000 ล้านบาทได้ในระยะเวลาประมาณ 60 ปี

ผลตอบแทนระดับร้อยละ 20 ต่อปีถือว่าสูงมากและทำได้ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยเกิดขึ้น นักลงทุนระดับโลกอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวได้ใกล้เคียงระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเช่นนี้ต้องอาศัยความรู้ วินัย ความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ และการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี ไม่ใช่เพียงการเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในบางช่วงเวลา

บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนเงินเดือนละ 10,000 บาทให้เป็น 90,000 ล้านบาทได้ง่าย ๆ แต่คือระยะเวลาและการทบต้นสามารถทำให้ผลลัพธ์ปลายทางแตกต่างจากเงินต้นอย่างมหาศาล

ผลตอบแทนร้อยละ 10 ก็สามารถสร้างความมั่นคงได้

หากลดสมมติฐานผลตอบแทนลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐในบางช่วงเวลา ผลลัพธ์ย่อมไม่เพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาเหมือนกรณีผลตอบแทนร้อยละ 20 แต่ยังคงมีความหมายอย่างมากต่อชีวิตของคนทั่วไป

ตัวอย่างเช่น หากพ่อแม่เริ่มลงทุนเดือนละ 10,000 บาทตั้งแต่วันที่ลูกเกิด และลงทุนต่อเนื่องจนลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย เงินสะสมอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8 ล้านบาทภายใต้สมมติฐานดังกล่าว เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้เป็นทุนการศึกษา เงินตั้งต้นในการประกอบอาชีพ หรือเงินทุนสำหรับสร้างความมั่นคงในช่วงเริ่มต้นของชีวิต

จุดสำคัญของตัวอย่างนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินปลายทาง แต่คือการเริ่มต้นเร็วช่วยให้ผู้ออมใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง ยิ่งเริ่มช้า ระยะเวลาที่เงินสามารถเติบโตแบบทบต้นก็ยิ่งสั้นลง และต้องใช้เงินลงทุนต่อเดือนสูงขึ้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน

การลงทุนที่ดีไม่ใช่การรวยทางลัด

เรื่องราวของผู้ถือหุ้นมูลค่า 90,000 ล้านบาทอาจเริ่มต้นจากความผิดพลาดของข้อมูลและกลายเป็นเรื่องขบขัน แต่บทเรียนที่ควรนำกลับไปคิดอย่างจริงจังคือ การสร้างความมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่เสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีวินัย ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม และให้เวลากับเงินลงทุนมากพอ

ในทางตรงกันข้าม การพยายามรวยเร็วจากการเก็งกำไร สินทรัพย์ที่ไม่เข้าใจ หรือผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ อาจทำให้เงินออมที่สะสมมาหายไปได้ในเวลาอันสั้น ผลตอบแทนที่ดีควรมาพร้อมการบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และความเข้าใจว่าสินทรัพย์ทุกประเภทมีช่วงเวลาที่มูลค่าปรับลดลงได้

ท้ายที่สุด เป้าหมายของการออมและการลงทุนไม่จำเป็นต้องเป็นการมีเงินหลายหมื่นล้านบาท แต่อาจหมายถึงการมีเงินเพียงพอสำหรับการศึกษา การดูแลครอบครัว การเกษียณอย่างมั่นคง หรือการมีอิสระในการเลือกใช้ชีวิตมากขึ้น

เงินก้อนใหญ่ไม่ได้เกิดจากทางลัดเสมอไป หลายครั้งมันเกิดจากเงินจำนวนไม่มากที่ถูกลงทุนอย่างถูกที่ ถูกทาง และต่อเนื่องยาวนานพอ