thansettakij
thansettakij
Data Center ขนาด 200 MW ใช้ทรัพยากรไฟฟ้า-น้ำมากเพียงใด?

Data Center ขนาด 200 MW ใช้ทรัพยากรไฟฟ้า-น้ำมากเพียงใด?

11 ก.ค. 69 | 10:12 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 69 | 10:12 น.

Data Center ขนาด 200 MW ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าทั้งจังหวัด และใช้น้ำหลายล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ดร.เมทังกร เสริมสุข (CIIM, สจล.) ชวนมองอนาคต Sustainable Data Center ของไทย

กระแสการลงทุนด้าน AI และ Cloud Computing กำลังผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนด้าน Data Center ของภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่ตระหนักคือ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงอาคารที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำขนาดมหาศาลที่ต้องได้รับการออกแบบและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ

Data Center ขนาด 200 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งถือเป็นขนาดที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มให้ความสนใจลงทุนในปัจจุบัน จะใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง คิดเป็นการใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับ ครัวเรือนประมาณ 200,000–400,000 ครัวเรือน หรือเทียบได้กับความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดขนาดกลางทั้งจังหวัด

นอกจากพลังงานไฟฟ้าแล้ว น้ำ ยังเป็นอีกหนึ่งทรัพยากรสำคัญสำหรับระบบทำความเย็น หากใช้ระบบที่มีค่า Water Usage Effectiveness (WUE) เท่ากับ 2.0 ลิตรต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ศูนย์ข้อมูลขนาด 200 MW จะใช้น้ำประมาณ 9,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือประมาณ 3.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เทียบเท่ากับการใช้น้ำของ 14,500–16,000 ครัวเรือนในแต่ละวัน

ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL)

เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของจังหวัด จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จังหวัดขนาดใหญ่พิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร มีจำนวนครัวเรือนมากกว่า 3 ล้านครัวเรือน ขณะที่จังหวัดหัวเมืองใหญ่ เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และสมุทรปราการ มีจำนวนครัวเรือนประมาณ 500,000–1,000,000 ครัวเรือน ดังนั้น Data Center ขนาด 200 MW จะใช้ไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 20–80% ของการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในจังหวัดกลุ่มนี้

จังหวัดขนาดกลาง เช่น พิษณุโลก นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา และลำปาง ซึ่งมีครัวเรือนประมาณ 200,000–400,000 ครัวเรือน การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ขนาด 200 MW จะอยู่ในระดับ ใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนทั้งจังหวัด

จังหวัดขนาดเล็ก เช่น แม่ฮ่องสอน สมุทรสงคราม ระนอง สิงห์บุรี ตราด และพังงา ที่มีครัวเรือนต่ำกว่า 100,000 ครัวเรือน Data Center ขนาดดังกล่าวอาจใช้ไฟฟ้า มากกว่าการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนทั้งจังหวัดถึง 2–4 เท่า

การใช้ทรัพยากรของ Data Center ขนาด 200 เมกะวัตต์ (MW)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ Data Center ใช้ไฟฟ้าหรือใช้น้ำมากเพียงใด หากแต่อยู่ที่ ประเทศไทยจะออกแบบการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรกับภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมอื่น

การพัฒนา Data Center ยุคใหม่จึงควรมุ่งสู่แนวคิด Sustainable Data Center โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในทุกมิติ ได้แก่

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการใช้ไฟฟ้าของระบบทำความเย็น
  • ใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำ
  • ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง เช่น Liquid Cooling และ LNG Cold Energy
  • ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำแบบปิด (Closed-loop Cooling) และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
  • ลดค่า Power Usage Effectiveness (PUE) และ Water Usage Effectiveness (WUE) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ

งานวิจัยที่ผู้เขียนตีพิมพ์ในวารสาร Results in Engineering (2026) แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการ LNG Cold Energy เข้ากับ AI Data Center สามารถยกระดับประสิทธิภาพของระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถลดการใช้ไฟฟ้าของระบบทำความเย็นได้ประมาณ 79% ลดค่า PUE จาก 2.00 เหลือ 1.36 และลดค่า WUE จาก 1.9–3.0 เหลือประมาณ 0.3 ลิตรต่อ kWh ส่งผลให้การใช้น้ำของระบบทำความเย็นลดลง 89–93% หรือประหยัดน้ำได้ประมาณ 29,000–144,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน (ขึ้นอยู่กับขนาดของสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว 10–30 ล้านตันต่อปี) พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 2.99 ล้านตันต่อปี

ในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะไม่ได้วัดจากจำนวน Data Center ที่สร้างได้เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจาก ความสามารถในการออกแบบ Data Center ที่ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

การพัฒนา Data Center จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านดิจิทัล หากแต่เป็นการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม ที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในทศวรรษหน้า.