
เศรษฐกิจไทยที่ซึมลึกกับการใช้เงินกู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของรัฐบาล
เศรษฐกิจไทยที่ซึมลึกกับการใช้เงินกู้มาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของรัฐบาล โดยสมหมาย ภาษี
ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่น่ายินดีในด้านการเมืองของประเทศอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการที่ผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานครอีกเทอม ซึ่งได้แสดงให้เห็นชัดมากว่าในประเทศไทยเรา พื้นที่ไหนที่ประชาชนมีการศึกษาดี ประชาชนเขาก็สามารถเลือกคนดี คนที่ได้ทำงานเพื่อบ้านเมืองดีอย่างจริงจังและประจักษ์ชัด ให้มีโอกาสทำงานรับใช้บ้านเมืองได้อีกต่อไป
ส่วนเรื่องที่น่ายินดีอีกอย่าง คือการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเห็นชอบการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลมาแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤตน้ำมันอันเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลางได้
แต่ก็ยังปรากฏว่าเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในอาการซึมลึก การแจกจ่ายเงินตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วงแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ประเทศก็ยังอยู่ในภาวะที่ต้องดูแลแก้ไขปัญหาโครงสร้างที่ยังน่าเป็นห่วงอีก อยากขอให้ดูประเด็นดังต่อไปนี้
1. ภาพลวงตาของการเคลื่อนย้ายของตลาดทุนและตลาดเงินของไทยที่ยังดูดี แต่สภาพเศรษฐกิจไทยแท้จริงที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมบิดเบี้ยวมานานยังไม่ได้รับการแก้ไข
ค่าของเงินบาท อัตราดอกเบี้ยทางการ การไหวตัวของดัชนีตลาดหุ้น และแนวโน้มของผลตอบแทนของหลักทรัพย์คือพันธบัตร และหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ยังเป็นไปด้วยดีสำหรับประเทศไทย ที่เป็นดังนี้ก็เพราะภาวะทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยยังอยู่ในสภาพที่หนักแน่นแม้จะเกิดวิกฤตน้ำมันจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน
กล่าวได้ว่าตราบใดที่กองทุนต่างๆของต่างชาติยังหากินกับตลาดเงินและตลาดทุนของสกุลเงินบาทได้อย่างราบรื่น ตราบเท่าที่การค้ำจุนของบริษัทที่ดูแลอันดับเครดิตใหญ่ๆ ในโลก (Credit Rating Agency) ยังเป็นเชิงบวก ตอนนี้พอเห็นว่าเศรษฐกิจของไทยยังเดินหน้าตามประเทศที่พัฒนาแล้วได้อยู่ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงในกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม
แต่ถ้าจะดูว่ารัฐบาลใดบริหารด้านการเงินการคลังผิดพลาด ก็ให้ดูรัฐบาลอินโดนีเซียที่ขณะนี้กำลังถูกเล่นงานจากบรรดากองทุนทั่วโลกจนตลาดทุนและตลาดเงินกำลังตกต่ำและเอียงสั่นระทึกโดยขณะนี้กองทุนนานาชาติต่างย้ายเงินทุนออก ทำให้ตลาดหุ้นและค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำอย่างหนักตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
สำหรับประเทศไทยเราดูเหมือนว่าดูดีกว่าอินโดนีเซียแต่ในส่วนลึกของระบบเศรษฐกิจไทย ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ 95% ไม่ได้รู้สึกรู้สากับตลาดทุนและตลาดเงินแต่อย่างใด พวกเขาที่เป็นผู้คนหาเช้ากินค่ำ พวกเขาที่เป็นรากหญ้า รู้จักแต่เรื่องหนี้สินก้อนโตที่ห่อหุ้มตัวเขาแบบขยับตัวยากที่เรียกกว่า หนี้ครัวเรือน พวกเขารู้จักแต่การใช้ชีวิตแบบยากไร้ จนผู้คนส่วนหนึ่งจำเป็นต้องหันไปทำงานที่ผิดกฎหมาย ทำอาชีพสีเทา และรวมถึงการประพฤติมิชอบในการเข้าร่วมวงกับสังคมคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และยิ่งเพิ่มความเข้มข้นจนยากที่จะทำให้ลดน้อยถอยลงได้ นี่คือภาพลักษณ์ที่แท้จริงของภาวะเศรษฐกิจและสังคมไทยที่เห็นกันอย่างชัดแจ้งในขณะนี้
2. มีความพยายามในการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจและเข้าไปชี้นำการเดินหน้าด้วยวิธีการต่างๆของรัฐบาล แต่ไม่สามารถบรรลุการยกระดับให้ประเทศโตยั่งยืนได้ใกล้เคียงจีนและเกาหลี
ที่ยกการนำประเทศให้ก้าวหน้าแบบจีนและเกาหลี เพราะตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา สองประเทศนี้ยังมีสภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ดีกว่าประเทศไทยเลย แต่ในวันนี้ไทยเรากลับยิ่งห่างกับเขาแบบคนละชั้นอย่างฟ้ากับดิน
ไม่จำเป็นต้องไปฟื้นฝอยหาตะเข็บกับการละเลยของนักการเมืองทุกสมัยที่ปล่อยให้ข้าราชการและคนไทยเข้าไปคลุกเคล้ากับการบริหารสีเทามากขึ้นๆ เรื่อยมา โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ตกเป็นข่าวใหญ่รายวันเรื่องแล้วเรื่องเล่า จนบดบังภาพที่รัฐบาลกำลังเหนื่อยยากทุ่มเทเพื่อทำให้ประเทศดีขึ้นในขณะนี้
เห็นได้ชัดเจนว่า ขณะนี้ยิ่งรัฐบาลทุ่มเทจัดสวัสดิการช่วยคนรากหญ้าและการกู้เงินด้วยพระราชกำหนดไปแจกประชาชนกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป 43 ล้านคน เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้เงินไปประมาณ 43,218 ล้านบาท แต่ดูเหมือนว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยกลับยิ่งซึมลึกและมืดมัวมากขึ้นไปอีก เหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แม้ว่าแม่ค้าและประชาชนจะด่าว่ายังไงก็ตาม ผมเห็นว่าโครงการนี้ควรพอแล้ว จะแจกก็เฉพาะกลุ่มเปราะบาง แล้วนำเงินกู้ส่วนที่เหลือไปทำอย่างอื่นเถอะ
3. ยิ่งรัฐบาลเข้าไปก่อหนี้ด้วยการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มาหว่านแจกให้ประชาชน แต่ธนาคารพาณิชย์กลับนั่งอมยิ้มกระดิกเท้ารอรับปันผลปีละ 2 ครั้ง อย่างรื่นเริงบันเทิงใจ
ที่เห็นได้ชัดกว่านั้นยิ่งรัฐบาลเน้นส่งเสริมเพิ่มเม็ดเงินผ่านงบประมาณและสถาบันการเงินภาครัฐให้ธุรกิจขนาดเล็กตั้งแต่ระดับผู้ทำมาหากินระดับครัวเรือน ไปจนถึงระดับกิจการที่ต้องลงทุนขนาด SMEs ทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่เห็นภาวะกระปรี้กระเปร่าและการผงกหัวของผู้ที่ทำธุรกิจเหล่านั้นเลย
เมื่อเข้าไปดูข้อมูลอย่างจริงจัง ปรากฏชัดว่าเรื่องนี้ภาครัฐบาลก็ทำไปด้วยเจตนาที่ดีแต่ดูเหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปหมด มันเป็นเพราะอะไรรู้ไหมครับ ผมขอบอกกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ขณะที่ภาครัฐกำลังทุ่มตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทางสถาบันการเงินภาคเอกชนเขากลับเอาน้ำพริกอร่อยๆ ที่มีล้นหลามเก็บเข้าตู้เย็นแทน
เห็นๆ กันอยู่ว่าช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นแหล่งเงินใหญ่ที่ปล่อยเงินสินเชื่อสู่ระบบเศรษฐกิจมูลค่าพอๆกับ GDP เขาระมัดระวังมากในการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจต่างๆที่ยังซบเซาและที่เห็นว่าจะไม่สามารถคืนเงินกู้ให้เขาได้ เขาจะกล้าปล่อยเงินกู้ให้แก่ธุรกิจใหญ่ๆ หรือ SMEs ที่แข็งแกร่งด้านการเงินเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องเป็นธุรกิจที่แบงค์ชาติและสถาบันการเงินของรัฐจะช่วยเข้ามารับความเสี่ยงเหมือนครั้งที่โควิดกำลังระบาดเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เห็นไหมครับว่าทำไมเศรษฐกิจไทยจึงยังซึมลึกอยู่อีก
ผมไม่อยากจะคิดหรือชวนผู้รู้ทั้งหลายมาช่วยคิดว่า รัฐบาลควรจะเปลี่ยนแนวทางการพลิกฟื้นประเทศชาติที่อยู่ในสภาพนี้ให้ได้ดีอย่างไร ในเมื่อกระทรวงการคลังยังหลับหูหลับตายึดมั่นอยู่กับวินัยการคลัง ภายใต้กฎเกณฑ์แบบเก่าที่พ้นสมัยเหมือนนมบูด (เรื่องนี้ผมจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านทราบในบทความถัดไป) ซึ่งกระแสของผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นว่าได้เกิดวิกฤตศรัทธาของผู้คนต่อรัฐบาลแผ่กว้างขึ้น
นอกเหนือจากการซึมลึกของเศรษฐกิจไทยและวิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลที่มีมากขึ้นดังกล่าวข้างต้น ผมอยากบอกรัฐบาลว่าจากข่าวของภาวะวิปริตของธรรมชาติที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้ คือ ภัยจากน้ำท่วมในช่วงกันยายนและตุลาคมนี้ ภัยจากเอลนีโญขั้นรุนแรงที่จะกระทบต่อการเกษตรทั่วไปในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกหน้าตั้งแต่พฤศจิกายน บวกกับการเขม็งเกลียวและการสร้างความปั่นป่วนของประเทศมหาอำนาจอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดภาวะวิกฤตทางการเงินขึ้นในโลกใบนี้ได้ง่ายๆ เรื่องร้ายๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวกันทั้งนั้น แล้วรัฐบาลจะทำให้คนไทยไม่หดหู่ได้ไหม
ถ้าท่านผู้อ่านจะถามผมว่า แล้วจะให้แก้ไขกันอย่างไร ผมก็อยากจะบอกว่า ให้รัฐบาลนำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปจัดทำ 2 เรื่อง ดังต่อไปนี้
1) นำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปใช้เพิ่มในการลงทุนโครงการปรับโครงสร้างของสาธารณูปการที่จำเป็นและที่หน่วยงานต่างๆ เฝ้ารอให้รัฐบาลหาเงินมาทำเสียที โครงการประเภทนี้มีมาก ถ้ารัฐบาลสามารถจัดเงินกู้พิเศษที่ยังไม่ได้ใช้ซึ่งไหนๆก็ได้ผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วมาเพิ่มสัก 100,000 ล้านบาท ในงบลงทุนที่น่าสมเพทในปี 2570 นี้ ที่จัดสรรให้เพียง 496,062.5 ล้านบาท เป็น 596,062.5 ล้านบาท หรือให้งบลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 20% ของวงเงินที่ได้จัดสรร ถ้าหาวิธีทำได้ก็คงไม่มีใครมาประท้วงรัฐบาลแน่
2) นำเงินกู้พิเศษที่เหลือไปใช้ในโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณของข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการ (Early Retire) ที่ท่านรองนายกปกรณ์ นิลประพันธ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของเรื่องอยู่ ขอให้ประกาศเลยภายในก่อนสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ให้ข้าราชการและลูกจ้างอายุตั้งแต่ 54 ปีขึ้นไป ยื่นเจตจำนงเลย โดยรัฐบาลจะให้ออกโดยจ่ายเงินที่น่าจูงใจหน่อย ใช้งบจากเงินกู้พิเศษเช่นกันคงไม่เกิน 160,000 ล้านบาท หากทางการพิจารณาแล้วจะยับยั้งผู้ใดก็ได้ แต่ถ้าจะไม่ให้ผู้ใดออกรัฐบาลต้องเสนอเพิ่มเงินเดือนให้เขาอย่างน้อยปีละ 2 ขั้นตลอด
ทั้งนี้ ถ้าให้ใช้ AI คิดให้ 2 วันก็เสร็จ รีบทำโครงการนี้เถอะ รัฐบาลจะได้ใช้กระสุนนัดเดียวยิงนก 2 ตัว ตัวแรกจะได้ลดภาระต้องตั้งงบบุคลากรภาครัฐลงมากในอนาคต ตัวที่ 2 ถ้าสามารถทำก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทันทีดีกว่าไทยช่วยไทยพลัสแน่
ถ้ารีบทำ 2 โครงการนี้จะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงมากกว่าการเอาเงินไปหว่านแน่ครับ







