thansettakij
thansettakij
หัวใจพระพุทธศาสนา

หัวใจพระพุทธศาสนา

02 มี.ค. 2569 | 21:00 น.

หัวใจพระพุทธศาสนา คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก

เมื่อมีคำถาม ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร หรือ หัวใจพระพุทธศาสนาคืออะไร ชาวพุทธจะตอบตรงกันว่า "เว้นชั่ว สร้างกุศล และทำจิตใจให้ผ่องใส" ตรงกับภาษาบาลีว่า"สัพพะปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสูปสัมปทา สจิตตะปริโยทปนัง"

พระพุทธเจ้าทรงประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาแก่พระสาวก ที่เป็นพระอรหันต์ 1,250 รูป ที่มาประชุมกัน โดยไม่ได้นัดหมายมาก่อน ที่สวนป่าไผ่หรือเวฬุวัน เมื่อวันเพ็ญ กลางเดือน 3 ที่เรียกกันทั่วไปว่า วันมาฆบูชา วันนี้จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่อถึงวันมาฆบูชา ชาวพุทธจึงเข้าวัดฟังธรรม บำเพ็ญบุญและเวียนเทียนในวัดที่ใกล้บ้าน 

ส่วนรัฐบาลได้ให้ความสำคัญวันนี้ด้วย จึงประกาศให้วันมาฆบูชาเป็นวันวันหยุดราชการ 1 วัน ซึ่งปีนี้ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หรือ 3 มีนาคม 2569

ทำไมจึงไม่เป็นเดือน 4 คำตอบว่าเพราะ ปีนี้เป็นอธิกมาส มีเดือน 8  สอง หนตามจันทรคติ

อนึ่งหัวใจพุทธศาสนานั้นมาในโอวาทปาฏิโมกข์ ที่เป็นหลักการ มีดังนี้

ขนฺตี ปรมํ ตโปตีติกขา นิพพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทธา
คติคือความอดทนเป็นตบะ เป็นธรรมะเครื่องเผากิเลสพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นธรรมะสูงสุด ข้อนี้มุ่งถึงหลักปฏิบัติธรรมชั้นสูง

น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหทยนฺโต
ผู้ทำร้ายคนอื่นก็ดีผู้เบียดเบียนคนอื่นก็ดีไม่ใช่บรรพชิต และมิใช่สมณะ ข้อนี้มุ่งถึงหลักตัดสินความเป็นบรรพชิต ผู้ละเว้นและความเป็นสมณะผู้มีความสงบเป็นวัตร

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตตปริโยทปนํ เอตํ พุทธสาสนํ
การไม่ทำความชั่ว การทำความดี และการทำใจให้สะอาดคือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปถือเป็นหัวใจศาสนา

อนูปวาโท อะนูปฆาโต ปาฏิโมกเข จ สงฺวโร มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมิํ  ปตฺตญฺ จ สยนาสนํ อธิจิตเต จ อาโยโค เอตํนพุทธานสาสนํ
การไม่พูดค่อนขอด ไม่ว่าร้าย การไม่ทำร้าย คือไม่ประหัตประหารกัน การสำรวมในปาฏิโมกข์ คือสำรวมในศีลของตน ความรู้จักประมาณในอาหาร การนอนบนที่นอนอันสงัด การประกอบธรรมะทางจิตอย่างสูง(คือสมาธิ) อันเป็นคำสอนของท่านผู้รู้

ข้อนี้มุ่งหลักธรรมเกี่ยวกับนักบวชผู้มุ่งออกจากทุกข์เป็นส่วนใหญ่ และวันนี้ยังเรียกว่าวันจาตุรงคสันนิบาต อีกด้วย
 

''อธิกมาส" : เดือนที่เพิ่มเพื่อรักษาฤดูกาล

ในระบบปฏิทินจันทรคติซึ่งยึดการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลัก ที่หนึ่งเดือนมี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง เรียกว่า “เดือนขาด” และ “เดือนเต็ม” รวมแล้วหนึ่งปีมีประมาณ 354 วัน สั้นกว่าปีสุริยคติซึ่งยึดการโคจรของดวงอาทิตย์และมีประมาณ 365 วัน อยู่ราว 11 วัน

ความต่างเพียงปีละ 11 วัน แม้ดูเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี วันเดือนแบบจันทรคติจะเลื่อนห่างจากฤดูกาลมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ปรับแก้ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา อาจไม่ตรงกับฤดูฝนดังที่ควรจะเป็น จึงจำเป็นต้องมีวิธีปรับปฏิทินให้ใกล้เคียงกับปีสุริยคติ

วิธีการที่ใช้มาแต่โบราณ คือ เมื่อครบประมาณ 3 ปี ซึ่งปีจันทรคติจะสั้นกว่าสุริยคติรวมราว 33 วัน ให้เพิ่มเดือนหนึ่งเข้าไป 1 เดือน คือเพิ่ม “เดือน 8” อีกครั้งหนึ่ง ทำให้ปีนั้นมีเดือน 8 สองหน รวมทั้งปีมี 13 เดือน เดือนที่เพิ่มนี้เรียกว่า “อธิกมาส” แปลว่า เดือนที่เกินหรือเดือนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มเดือนทุก 3 ปียังไม่แม่นยำนัก เพราะในทางดาราศาสตร์ ปีสุริยคติมี 365.2422 วัน มิใช่ 365 วันถ้วน และปีจันทรคติก็มีประมาณ 354.36 วัน มิใช่ 354 วันพอดี จึงต้องวางหลักเกณฑ์ให้ละเอียดขึ้น ภายหลังจึงกำหนดว่า ในรอบ 19 ปี ให้มีอธิกมาส 7 ครั้ง เพื่อให้ความคลาดเคลื่อนสะสมน้อยที่สุด

นอกจากการเพิ่มเดือนแล้ว บางปียังมีการเพิ่มวันเข้าไปในเดือน 7 จาก 29 วันเป็น 30 วัน เรียกว่า “อธิกวาร” เพื่อชดเชยส่วนที่ยังขาดอยู่ แต่โดยหลักแล้ว ปีที่มีอธิกมาสจะไม่เพิ่มอธิกวารพร้อมกัน เพื่อไม่ให้การปรับเกินความจำเป็น ส่วนปีที่ไม่มีการเพิ่มเดือน เรียกว่า “ปีปกติมาส” 

กล่าวโดยสรุป อธิกมาสจึงเป็นกลไกสำคัญของปฏิทินจันทรคติ ที่ช่วยรักษาความสอดคล้องระหว่างวันเดือนทางจันทรคติกับฤดูกาลตามสุริยคติ ทำให้พิธีกรรมและเทศกาลสำคัญยังคงสัมพันธ์กับธรรมชาติและฤดูกาลดังเดิม แม้เวลาจะล่วงผ่านไปยาวนานเพียงใดก็ตาม