thansettakij
thansettakij
ถอดรหัส “พฤติกรรมทางเพศ”ที่เปลี่ยนไปในผู้ป่วยสมองเสื่อม

ถอดรหัส “พฤติกรรมทางเพศ”ที่เปลี่ยนไปในผู้ป่วยสมองเสื่อม

12 มิ.ย. 69 | 23:40 น.
อัปเดตล่าสุด :13 มิ.ย. 69 | 01:10 น.

ถอดรหัส “พฤติกรรมทางเพศ”ที่เปลี่ยนไปในผู้ป่วยสมองเสื่อม คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ภาวะสมองเสื่อมสามารถทำลายสมองส่วนที่ควบคุมการยับยั้งชั่งใจและพฤติกรรมทางสังคม ทำให้ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ได้เกิดจากเจตนาร้ายหรือการรับรู้ข้อห้ามทางสังคมตามปกติ
  • พฤติกรรมลวนลามของผู้ป่วยมักเกิดในสถานการณ์ที่อยู่กับผู้ดูแลเพียงลำพัง เพราะสมองที่เสื่อมถอยอาจตีความบุคคลตรงหน้าผิดเพี้ยนและตอบสนองต่อความต้องการด้านความผูกพันหรือความปลอดภัยอย่างไม่เหมาะสม
  • แนวทางดูแลที่เหมาะสมคือป้องกันการทำงานแบบตัวต่อตัว ใช้ผู้ดูแลอย่างน้อยสองคนในกิจกรรมใกล้ชิด และมองพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นอาการของโรค เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ดูแลและศักดิ์ศรีของผู้ป่วยสูงวัย

ในบ้านพักคนวัยเกษียณ มักจะมีเรื่องราวของผู้สูงวัยเกิดขึ้นอยู่มากมาย เหมือนคำที่ผมชอบพูดว่า “ผู้สูงวัยร้อยคน ก็มีโรคร้อยโรคที่ไม่เหมือนกัน” บางเรื่องบางโรคเราก็ไม่สามารถนำมาเล่าสู่สาธารณะได้ แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องจริง ที่สามารถนำมาเป็นบทเรียนให้แก่บุตร-หลานหรือผู้ดูแลได้รู้ และสามารถใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้เป็นอย่างดี ผมก็ต้องรอให้วันเวลาผ่านไปนานๆ แล้วจึงนำมาเล่าสู่กันฟังได้ แต่ด้วยจริยธรรมของผู้ประกอบการบ้านพักคนวัยเกษียณ ผมจะไม่สามารถบอกได้ว่า คือเรื่องราวของผู้สูงวัยท่านใดนะครับ ผมอยากให้เราอ่านด้วยใจที่เป็นธรรมและจิตที่เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็แล้วกันนะครับ

ปกติในบ้านพักคนวัยเกษียณ เรามักจะเห็นภาพคุณตา-คุณยายที่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งดูเป็นภาพที่อบอุ่นมาก แต่ทว่าสำหรับคนทำงานหน้างานหรือผู้ดูแลทุกคนต่างรู้ดีว่า หลังม่านความสงบนั้น มักจะมีพายุลูกใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆได้เสมอ จากความเสื่อมถอยของระบบประสาท พายุที่ไม่ได้ทำลายแค่ร่างกาย แต่กำลังกัดกินตัวตนของคุณตา-คุณยาย และกรอบศีลธรรมที่มนุษย์คนหนึ่งเคยยึดถือมาตลอดชีวิตครับ

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะเทือนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง คือเรื่องราวของคุณตาท่านหนึ่ง ซึ่งในอดีตท่านเคยเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ท่วงทำนองการพูดจาและกิริยาในยามที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์นั้น เป็นที่รักใคร่ของเจ้าหน้าที่ทุกคน ทว่าเมื่อโรคร้ายที่ชื่อว่า “สภาวะสมองเสื่อม” เริ่มคืบคลานเข้ามาทำลายเซลล์สมอง พฤติกรรมของคุณตาท่านก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย จากอาการหลงลืมธรรมดา เริ่มกลายเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะพฤติกรรมทางเพศ คุณตามักจะอาศัยจังหวะเวลาที่อยู่กันสองต่อสองกับผู้ดูแลสาวๆ ในห้องพัก เอื้อมมือไปจับหน้าอกหรือจับก้นของผู้ดูแล จนสร้างความอึดอัดใจและตระหนกตกใจให้แก่ทีมงานหน้างานเป็นอย่างยิ่งเสมอครับ หากเป็นคนทั่วไปที่ไม่เข้าใจในพฤติกรรมของผู้สูงวัย ก็จะไม่ทราบว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดจากอะไร? หรืออาจจะเข้าใจว่าแก่แล้ว “ตัณหากลับ” ก็ได้ แต่สำหรับคนทำงานด้านนี้ที่เข้าใจ โรคนี้จะไม่ถูกตราหน้าด้วยถ้อยคำใจร้ายอย่างนั้น เพราะในมิติทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สมอง เรื่องราวลักษณะนี้ มีคำอธิบายที่ลึกซึ้งและน่าเห็นใจกว่านั้นมาก เพราะตามปกติแล้ว มนุษย์เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข เพราะสมองส่วนหน้าสุดที่ทำหน้าที่เสมือนผู้คุมกฎหรือเบรกมือ คอยคิดวิเคราะห์ ยับยั้งชั่งใจ และควบคุมสัญชาตญาณดิบตามบรรทัดฐานของสังคม แต่ในผู้ป่วยสภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะกลุ่มโรคสมองเสื่อมส่วนหน้าและด้านข้าง หรือโรคอัลไซเมอร์ในระยะปานกลางถึงรุนแรง เซลล์สมองส่วนหน้าสุดนี้จะถูกทำลายและฝ่อลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบควบคุมพฤติกรรมได้พังทลายลงโดยสิ้นเชิงครับ

เมื่อไม่มีผู้คุมกฎ สมองมนุษย์จะถอยกลับไปสู่จุดกำเนิดดั้งเดิม ตามสัญชาตญาณดิบพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วยความหิว ความต้องการความปลอดภัย และความต้องการทางเพศ การที่คุณตาท่านเอื้อมมือออกไปสัมผัสผู้ดูแล จึงไม่ใช่เรื่องของ “ความลามกอนาจาร” ที่เกิดจากเจตนาชั่วร้าย แต่เป็นเพราะสมองสูญเสียความสามารถในการรับรู้ ว่าสิ่งนี้คือข้อห้ามทางสังคม ท่านเพียงแค่ทำตามสัญญาณประสาท ที่สั่งการออกมาดิบๆ โดยไม่มีสิ่งใดคอยกั้นครับ

คำถามที่ท้าทายที่สุดในเคสนี้คือ “ถ้าสมองเสื่อมจริง ทำไมท่านถึงเลือกทำเฉพาะเวลาอยู่สองต่อสอง” ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ มักทำให้ญาติหรือผู้ดูแลเข้าใจผิด หรืออาจจะคิดว่า “ผู้ป่วยแกล้งทำ” หรือยังมีสติรู้ผิดชอบชั่วดีอยู่ แต่ในทางประสาทวิทยามีคำอธิบายว่า เมื่อมีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก สมองของผู้ป่วยจะถูกดึงความสนใจไปรอบทิศทาง ทั้งเสียงพูดคุยและกิจกรรมรอบตัว แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่บรรยากาศรอบตัวเงียบลง เหลือเพียงการอยู่สองต่อสองในห้องปิด สมาธิอันน้อยนิดของผู้ป่วย จะถูกบีบให้โฟกัสไปที่สิ่งเร้าเดียวที่อยู่ตรงหน้า นั่นคือผู้ดูแล สมองที่บิดเบี้ยวจะแปรผลบุคคลตรงหน้าผิดเพี้ยนไป จากผู้ดูแลกลายเป็นคู่ชีวิตในอดีต หรือวัตถุแห่งความผูกพันทันที ประกอบกับความกลัวลึกๆที่อยู่ในใจ จะกระตุ้นให้ท่านอยากเอื้อมมือออกไปจับ หรือสัมผัสเพื่อความปลอดภัย แต่เนื่องจากสมองส่วนควบคุมท่าทางพังลง การสัมผัสจึงลนลานและกลายเป็นการลวนลามในที่สุดครับ

เรื่องราวของคุณตาที่ผมนำมาเล่า ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดในแวดวงการแพทย์ มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับสากลอย่าง American Journal of Alzheimer's Disease & Other Dementias ระบุว่า “ผู้ป่วยสภาวะสมองเสื่อม จะมีอัตราการเกิดพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม แฝงอยู่สูงถึงหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยพฤติกรรมที่พบบ่อยที่สุดคือ การพูดจาแทะโลม รองลงมาคือ การสัมผัส แตะเนื้อต้องตัวอย่างไม่เหมาะสม” ซึ่งงานวิจัยชิ้นอื่นๆ ก็ย้ำเตือนตรงกันว่า พฤติกรรมเหล่านี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ดูแลเกิดภาวะหมดไฟ และนำไปสู่ความขัดแย้งในครอบครัวเนื่องจากความไม่เข้าใจนั่นเองครับ

เพื่อปกป้องสวัสดิภาพทางจิตใจของเจ้าหน้าที่หรือผู้ดูแล และรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย สถานดูแลผู้สูงวัยระดับสากล จึงมักใช้แนวทางรับมือด้วยการ ละทิ้งระบบการทำงานคนเดียวทันที ทุกกิจกรรมตั้งแต่การเช็ดตัวหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม จะต้องทำโดยมีเจ้าหน้าที่ร่วมด้วยอย่างน้อยสองคนเสมอ เพื่อลดโอกาสการเกิดสิ่งเร้าแบบสองต่อสอง ควบคู่ไปกับการเบี่ยงเบนระบบประสาทสัมผัส โดยก่อนที่ผู้ดูแลจะเข้าประชิดตัว ให้ส่งสิ่งของบางอย่างให้ผู้ป่วยกุมไว้ด้วยมือทั้งสองข้างทันที เช่น ลูกบอลยางบีบมือ หรือผ้าขนหนูผืนหนา วิธีนี้ช่วยให้นิ้วมือและสมองส่วนรับสัมผัสไม่ว่าง และลดโอกาสที่มือจะเอื้อมไปจับผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญที่สุด คือการปรับมุมมองของผู้ดูแล โดยต้องตระหนักร่วมกันว่า เรากำลังต่อสู้กับโรค ไม่ได้ต่อสู้กับตัวบุคคล การแยกแยะที่ว่านี่คืออาการของสมองที่บาดเจ็บ จะช่วยลดความโกรธ และทำให้สามารถส่งมอบการดูแลด้วยความเมตตาได้อย่างต่อเนื่องครับ

ในวันนี้ คุณตาผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวที่ผมนำมาเล่า ท่านได้เดินทางจากโลกนี้ไปอย่างสงบแล้ว ทิ้งไว้เพียงบทเรียนอันล้ำค่าให้แก่พวกเราทุกคน การที่ผมได้หยิบยกเรื่องราวนี้ขึ้นมาเล่า ไม่ใช่เพื่อการขุดคุ้ย แต่เป็นการเปิดไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปยังมุมมืดที่ไร้เสียงของสังคมผู้สูงวัย พฤติกรรมของคุณตาในวันนั้น คือ เสียงตะโกนเงียบๆ จากสมองที่กำลังแตกสลาย บทความนี้จึงขอเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ดูแลทุกคน ให้ได้มองผู้สูงวัยที่มีอาการสภาวะสมองเสื่อม ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและเมตตา เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้สูงวัยต้องการ อาจไม่ใช่แค่ยาเม็ดโต แต่คือ “อ้อมกอดแห่งความเข้าใจ” ในวันที่พวกเขาเองก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า...ตัวเองเคยเป็นใครในโลกใบนี้ครับ