thansettakij
สุญญากาศอำนาจดันต้นทุนประเทศพุ่ง

สุญญากาศอำนาจดันต้นทุนประเทศพุ่ง

18 ก.พ. 2569 | 06:20 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.พ. 2569 | 07:07 น.

สุญญากาศอำนาจดันต้นทุนประเทศพุ่ง : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,176

KEY

POINTS

  • ภาวะสุญญากาศทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า สร้างความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • ความไม่แน่นอนทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ โดยคาดการณ์ GDP ปี 2569 จะโตเพียง 1.5-2.5%
  • การจัดทำงบประมาณที่ล่าช้าจะกระทบต่อการเบิกจ่าย การลงทุนภาครัฐ และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจเดิม 
  • ทุกวันที่การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า คือ ต้นทุนของประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำลายความเชื่อมั่น และเสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค

ผลการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ภาพรวมจะเริ่มเห็นเค้าโครงรัฐบาลใหม่ แต่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สิ้นสุดอย่างเป็นทางการ เสียงข้างมากที่พรรคภูมิใจไทยรวบรวมได้ เพื่อเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ยังต้องรอการรับรองผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และการคลี่คลายคำร้องทางกฎหมาย

ในอีกด้านหนึ่ง การยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งถูกตั้งคำถามว่า อาจกระทบหลักการลงคะแนนลับ ได้เพิ่มแรงสั่นสะเทือนทางการเมือง หากศาลมีคำสั่งรับคำร้อง หรือมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว อาจทำให้กระบวนการรับรองผลล่าช้าออกไปอีก

สุญญากาศเช่นนี้ไม่เพียงเป็นประเด็นทางกฎหมาย หรือเกมอำนาจทางการเมือง แต่กำลังซึมลึกสู่เศรษฐกิจจริง ภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภคต่างชะลอการตัดสินใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางงบประมาณและนโยบายในปีงบประมาณ 2570

ตัวเลขประมาณการล่าสุดสะท้อนภาพเปราะบาง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินจีดีพีไทย ปี 2569 โตเพียง 1.5-2.5% ขณะที่ World Bank และสำนักวิจัยหลายแห่งมองตํ่ากว่านั้น ที่ราว 1.5-1.6% เศรษฐกิจไทยจึงอยู่ในภาวะ “โตตํ่า-เสี่ยงสูง” ตั้งแต่ต้นปี

ขณะที่ความเสี่ยงภายนอกก็ถาโถม ทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ขณะที่ภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 87.8% ของจีดีพี บั่นทอนกำลังซื้อและจำกัดพื้นที่ใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้น

แม้คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่เครื่องมือการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่อาจทดแทนเสถียรภาพทางการเมืองได้ หากงบประมาณล่าช้า 1-2 เดือน ผลกระทบจะลามถึงการเบิกจ่าย การลงทุนภาครัฐ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่รอการอนุมัติ

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันเชิงโครงสร้างจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม ที่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดึงดูดเงินทุนต่างชาติ และตั้งเป้าเติบโตสูงต่อเนื่อง หลายฝ่ายประเมินว่า ในปี 2569 ขนาดเศรษฐกิจเวียดนาม อาจแซงหน้าไทย หากไทยยังติดกับดักการเมืองภายใน

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตั้งรัฐบาลให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ต้องตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเชิงนโยบาย กล้าตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องขยับสู่การผลิตมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตามข้อเสนอของธนาคารโลก

ควบคู่กันนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเร่งรักษาวินัยการคลัง ปรับระบบอนุมัติการลงทุนให้รวดเร็ว แก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน มาตรการประชานิยมระยะสั้น อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง แต่ไม่อาจสร้างศักยภาพแข่งขันระยะยาว

เศรษฐกิจและปากท้องประชาชนไม่อาจรอการต่อรองทางการเมืองได้อีก เพราะทุกวันที่การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า คือ วันที่ความเชื่อมั่นถดถอย และต้นทุนประเทศเพิ่มสูงขึ้น สุญญากาศวันนี้ หากไม่เร่งปิดช่องว่าง อาจกลายเป็นหลุมลึกที่ฉุดไทยให้หลุดวงโคจรเศรษฐกิจภูมิภาค และเสี่ยงถอยหลังในเวทีแข่งขันโลกอย่างยากจะไล่ทัน

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45  ฉบับที่ 4,176 วันที่ 19 -21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569