

KEY
POINTS
เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แผลเป็นเชิงโครงสร้างที่สะสมยาวนาน ความสามารถแข่งขันที่ถดถอย พื้นที่การคลังที่เริ่มตึงตัว และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ กำลังบีบให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่าหมดแรงพร้อมกัน ขณะที่สัญญาณการเติบโตมีความเสี่ยงจะตํ่าสุดในรอบเกือบ 30 ปี หากไม่นับปีวิกฤติใหญ่
ในบริบทเช่นนี้ “ความผิดพลาดเชิงนโยบาย” ไม่ใช่ต้นทุนทางการเมืองอีกต่อไป แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่ออนาคตประเทศ
เวทีถกเถียงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลักในช่วงหาเสียง จึงไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงเกมวาทกรรม ใครพูดเก่งกว่า ใครแจกมากกว่า หรือ ใครโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้คมกว่า หากควรถูกยกระดับเป็นการเปรียบเทียบเชิงเหตุผลว่า นโยบายใดตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังและศักยภาพของรัฐ
ภาพรวมของข้อเสนอจากแต่ละพรรคสะท้อน “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บางแนวทางเน้นการใช้การคลังเชิงรุกเพื่อพยุงกำลังซื้อ แก้ปัญหาหนี้ และลดแรงกดดันค่าครองชีพในระยะสั้น ซึ่งมีข้อดีคือ เห็นผลเร็ว ลดความเปราะบางของครัวเรือน และช่วยประคองตลาดแรงงานในช่วงเศรษฐกิจชะลอ แต่ก็แลกมาด้วยคำถามเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง และความสามารถในการเชื่อมมาตรการระยะสั้นเข้ากับการเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว
อีกแนวทางพยายามผสานสวัสดิการกับการลงทุน เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง “ความทั่วถึง” และ “ประสิทธิภาพ” จุดแข็งคือ การรักษาวินัยการคลังและสร้างฐานการเติบโตใหม่ แต่ความท้าทาย คือความเร็วในการดำเนินการ ภายใต้ระบบราชการและกฎระเบียบที่ยังล่าช้า
ขณะที่อีกกลุ่มเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบภาษี งบประมาณ ธรรมาภิบาล และการแข่งขันในตลาด มุ่งแก้ “ต้นตอ” ของความเหลื่อมลํ้าและประสิทธิภาพรัฐตํ่า ซึ่งมีความยั่งยืนระยะยาว แต่ต้องยอมรับว่าให้ผลลัพธ์ช้า และเผชิญแรงต้านทางการเมืองสูง
ปัญหาของการเมืองไทยในอดีต คือ การถกเถียงมักวนอยู่กับ “ความนิยม” มากกว่า “ความเป็นไปได้จริง” นโยบายจำนวนไม่น้อยถูกออกแบบเพื่อชนะการเลือกตั้ง มากกว่าชนะโจทย์เศรษฐกิจระยะยาว ขณะที่สังคมเองก็มักตัดสินจากความรู้สึก มากกว่าการชั่งนํ้าหนักต้นทุน-ผลตอบแทน
ในวันที่พื้นที่ทางการคลังเริ่มจำกัด หนี้สาธารณะสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกผันผวน ความฟุ่มเฟือยเชิงนโยบายไม่ใช่สิ่งที่ประเทศแบกรับได้อีกต่อไป ทุกบาทของงบประมาณต้องตอบได้ว่า สร้างผลิตภาพ เพิ่มศักยภาพแรงงาน หรือเสริมความสามารถแข่งขันของประเทศอย่างไร ไม่ใช่เพียงสร้างความพอใจชั่วคราว
การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ควรเป็นเพียงการเลือก “ใครบริหารประเทศ” แต่คือการเลือก “ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า”
หน้าที่ของสื่อไม่ใช่การเชียร์พรรคใดพรรคหนึ่ง หากคือ การช่วยทำให้สังคมเห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างของนโยบายอย่างชัดเจน เปิดพื้นที่ให้การถกเถียงอยู่บนข้อมูล เหตุผล และ ผลกระทบระยะยาว มากกว่าวาทกรรมทางการเมือง
และหน้าที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ การตั้งคำถามให้ลึกกว่าสโลแกน ไม่ใช่เพียง “ใครให้มากกว่า” แต่ต้องถามว่า “นโยบายใดจะเปลี่ยนเงินภาษีวันนี้ ให้กลายเป็นศักยภาพของประเทศในวันข้างหน้าได้จริง”
นี่คือบททดสอบวุฒิภาวะทางนโยบายของสังคมไทย และอาจเป็นหนึ่งในการเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของอนาคตเศรษฐกิจประเทศ
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,166 วันที่ 15 -17 มกราคม พ.ศ. 2569