ปมร้อน “แรร์เอิร์ธ” ไทยต้องรอบคอบ

29 ต.ค. 2568 | 05:30 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ต.ค. 2568 | 05:37 น.

ปมร้อน “แรร์เอิร์ธ” ไทยต้องรอบคอบ : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4144

KEY

POINTS

  • การลงนาม MOU ด้านแร่แรร์เอิร์ธ กับสหรัฐฯ เป็นทั้งโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และความเสี่ยงสูงด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไทยยังขาดความพร้อม
  • เกิดเสียงคัดค้านเนื่องจากไทยยังไม่มีกฎหมาย เทคโนโลยี และความรู้ที่เพียงพอในการจัดการเหมืองแร่ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง และเสนอให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ
  • ข้อเสนอแนะสำคัญ คือ ไทยต้องเตรียมความพร้อมรอบด้าน และควรเปิดกว้างความร่วมมือกับหลายประเทศ ไม่จำกัดเพียงสหรัฐฯ เพื่อสร้างดุลยภาพและรับประโยชน์สูงสุด

กลายเป็นประเด็นถกเถียงทางนโยบายที่สะท้อนจุดเปราะบางของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) หรือแร่ธาตุหายาก ระหว่าง “โอกาส” ที่จะยกระดับสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต กับ “ความเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นภาระสิ่งแวดล้อมและความไม่พร้อมเชิงกฎหมายภายในประเทศ

แม้สาระของ MOU ฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และสามารถยกเลิกได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ แต่สาระสำคัญ คือ การเปิดประตูให้ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานด้านการสำรวจ แปรรูป และ รีไซเคิล “แรร์เอิร์ธ” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ทั่วโลกกำลังช่วงชิงเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง ทว่าคำถามสำคัญคือ “ไทยพร้อมหรือยัง” ที่จะก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่ดังกล่าวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

งานนี้ “เสียงคัดค้าน” ดูเหมือนจะดังกว่า “เสียงสนับสนุน” เพราะต่างมองตรงกันว่า ประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมทางกฎหมาย ความรู้ และเทคโนโลยีในการจัดการเหมืองแรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมสูง

ขณะที่รัฐบาลชั่วคราวชุดปัจจุบัน ไม่ควรเป็นผู้ให้สัมปทาน หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ โดยขาดฉันทามติจากประชาชน ข้อเสนอที่ควรพิจารณา คือ ให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดทิศทาง พร้อมจัดทำกฎหมายควบคุมและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อป้องกันมลพิษ และการนำเข้าแร่เถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ในอีกมุมหนึ่ง ไทยไม่ควรตีกรอบความร่วมมือไว้เพียงกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ควรเปิดกว้างให้กับทุกประเทศ ทั้ง สหภาพยุโรป จีน หรือพันธมิตรอื่น ๆ ที่มีข้อเสนอด้านเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ และมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกว่า เพื่อสร้างดุลทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ

หากวันนี้ไทยต้องการก้าวสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมแร่แรร์เอิร์ธอย่างยั่งยืน โจทย์ใหญ่คือ การวางรากฐานความพร้อมทั้งด้านกฎหมายเฉพาะกิจ เพื่อควบคุมการสำรวจ-ผลิต-กำจัดของเสียอย่างปลอดภัย, เทคโนโลยีสกัดและแปรรูปสะอาด ที่ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีและเคมีหายาก

และระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา รวมถึงการเปิดความร่วมมือกับนานาชาติทั้งสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป เพื่อรับถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับอุตสาหกรรมให้ไทยเป็นผู้เล่นที่มีมาตรฐานในตลาดโลก

MOU ครั้งนี้อาจเป็นเพียง “ประตูทดลอง” ของไทยในเวทีแร่ยุทธศาสตร์โลก แต่การเดินหน้าโดยขาดความพร้อมอาจทำให้ “โอกาส” กลายเป็น “ความเสี่ยง” ระยะยาว

ดังนั้น การผลักดันความร่วมมือใด ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และผลประโยชน์ของชาติในระยะยาวเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เพียงการขยับตามเกมภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ...

บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45  ฉบับที่ 4,144 วันที่ 30 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568