

เคยรู้สึกไหมครับว่าตัวเองทำงานหนักมาทั้งชีวิต ไต่เต้าจากพนักงานระดับล่างขึ้นมาเป็นผู้จัดการระดับกลาง แต่แล้วก็เหมือนชนกำแพงแก้ว จะปีนขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงก็ไม่มีแรง จะลาออกไปพักผ่อนก็ยังไม่รวยพอ สุดท้ายก็ติดแหง็กอยู่ตรงกลาง ทำงานไปวันๆ รอวันเกษียณอย่างเหี่ยวเฉา สภาวะน่าอึดอัดนี้ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ ที่เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วัฏจักรเลวร้ายของการเติบโตเศรษฐกิจต่ำ” ที่น่าสะพรึงกลัว
ธนาคารโลก (World Bank) นิยามสภาวะนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกระดับตัวเองจนมีรายได้ต่อหัวในระดับปานกลางได้สำเร็จ แต่กลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ [1] เหมือนนักมวยที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แต่พอขึ้นมาชกในรุ่นใหญ่กลับโดนน็อกเอาๆ เพราะสู้ความเร็วของแชมป์เก่าไม่ได้ แถมยังเสียเปรียบเรื่องน้ำหนักเมื่อต้องกลับไปชกรุ่นเล็กเหมือนเดิม ปัจจุบันมีประเทศกว่า 108 ประเทศทั่วโลกที่กำลังติดอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยนี้ ซึ่งเป็นบ้านของประชากรถึง 75% ของโลก [2]
ลองจินตนาการถึงโรงพยาบาลเศรษฐกิจโลก ในวอร์ดผู้ป่วยรายได้ปานกลาง เราจะเห็นผู้ป่วยเรื้อรังนอนเรียงรายกันอยู่หลายเตียง เตียงที่เด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น เม็กซิโก และ บราซิล สองยักษ์ใหญ่แห่งละตินอเมริกาที่นอนรักษาตัวในวอร์ดนี้มาหลายทศวรรษ
เม็กซิโก เปรียบเสมือนคนไข้ที่ดูภายนอกแข็งแรง มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ภายในกลับอ่อนแอ ค่าจ้างไม่ขยับ อำนาจซื้อหดหาย แม้จะอยู่ติดกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่เศรษฐกิจกลับโตแบบกระปริบกระปรอย เฉลี่ยเพียง 2-2.5% ต่อปี ทั้งที่ศักยภาพควรจะไปได้ถึง 5-7% [3] ปัญหาหลักคือการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ การตัดสินใจที่ล่าช้า และการคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศเหมือนเนื้อร้าย
ส่วน บราซิล คือคนไข้ที่เคยมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ จากภาคอุตสาหกรรม แต่กลับฝ่อลีบก่อนเวลาอันควร (Premature De-industrialization) [4] หันไปพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ พอราคาตกก็ทรุดหนัก ปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า ทั้งระบบการศึกษาที่ล้มเหลว ขาดการพัฒนาทักษะแรงงาน และนโยบายรัฐที่เหมือนจะช่วยแต่กลับซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลง
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครออกจากวอร์ดนี้ได้ เกาหลีใต้ คือตัวอย่างของคนไข้ที่หายดีและกลายเป็นหมอเสียเอง
จากประเทศที่ยากจนในปี 1960 มีรายได้ต่อหัวเพียง 1,200 ดอลลาร์ สามารถทะยานสู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่มีรายได้ต่อหัวกว่า 33,000 ดอลลาร์ในปี 2023 [2] เคล็ดลับของเกาหลีใต้คือกลยุทธ์ “3i” ที่ธนาคารโลกถอดบทเรียนมา: เริ่มจาก Investment (การลงทุน) ตามด้วย Infusion (การซึมซับรับเทคโนโลยี) และปิดท้ายด้วย Innovation (การสร้างนวัตกรรม) [2] ซัมซุงที่เคยผลิตแค่เส้นก๋วยเตี๋ยว กล้าที่จะนำเข้าเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตทีวี และวันนี้ได้กลายเป็นผู้นำนวัตกรรมสมาร์ทโฟนของโลก
ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เราภูมิใจกับการเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle Income Country) มาพักใหญ่ แต่เมื่อมองดูตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ช่างน่าใจหาย จากที่เคยโต 2.9% ในปี 2024 กลับแผ่วลงเหลือ 2.4% ในปี 2025 และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะเหลือเพียง 1.6%
ในปี 2026 [5] นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่า เรากำลังเดินตามรอยผู้ป่วยเรื้อรังในวอร์ดนานาชาติ ทั้งๆ ที่เรายังไม่รวยเท่าเขาเลยด้วยซ้ำ
“Real competitiveness today comes from a few simple but difficult practices: First, decisions must have one clear owner. Not a group. Not a task force. One accountable leader. Second, decisions must be linked to action and measurable outcomes. If nothing changes on the ground, the decision did not really exist.” - Arinya Talerngsri, Bangkok Post [8]
คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า เรามีแต่การประชุม ตั้งคณะกรรมการ แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์อย่างแท้จริง เมื่อล้มเหลวก็หาเหตุผลมาอธิบายแทนที่จะรีบแก้ไข
หากประเทศไทยยังคงนิ่งนอนใจกับอาการป่วยเหล่านี้ อนาคตที่รออยู่คือ “วัฏจักรอุบาทว์ของการเติบโตต่ำ” ที่สมบูรณ์แบบ
มันคือภาพของประเทศที่แก่ก่อนรวย ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางอย่างถาวร ประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้น และความหวังที่จะเห็นประเทศพัฒนาแล้วก็เลือนลางเต็มที
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจตัดสินใจจะเลิก “ประชุม” แล้วหันมา “ลงมือทำ” อย่างจริงจัง
เลิกสร้างภาพสวยหรูด้วยแผนงานที่จับต้องไม่ได้ แล้วหันมาแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างกล้าหาญ ก่อนที่ “คนไข้”
ที่ชื่อประเทศไทยจะอาการทรุดหนักจนเกินเยียวยา และต้องนอนติดเตียงอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยรายได้ปานกลางไปตลอดกาล