thansettakij
The Vicious Cycle of Low Economic Growth: เมื่อไทยยังไม่รวย แต่ดันป่วยก่อน

The Vicious Cycle of Low Economic Growth: เมื่อไทยยังไม่รวย แต่ดันป่วยก่อน

18 ก.พ. 2569 | 08:50 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.พ. 2569 | 09:11 น.

The Vicious Cycle of Low Economic Growth: เมื่อไทยยังไม่รวย แต่ดันป่วยก่อน คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์นอกขนบ โดย สุวิทย์ สรรพวิทยศิริ “มูลนิธิ สวค.”

เคยรู้สึกไหมครับว่าตัวเองทำงานหนักมาทั้งชีวิต ไต่เต้าจากพนักงานระดับล่างขึ้นมาเป็นผู้จัดการระดับกลาง แต่แล้วก็เหมือนชนกำแพงแก้ว จะปีนขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงก็ไม่มีแรง จะลาออกไปพักผ่อนก็ยังไม่รวยพอ สุดท้ายก็ติดแหง็กอยู่ตรงกลาง ทำงานไปวันๆ รอวันเกษียณอย่างเหี่ยวเฉา สภาวะน่าอึดอัดนี้ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ ที่เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle-Income Trap) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วัฏจักรเลวร้ายของการเติบโตเศรษฐกิจต่ำ” ที่น่าสะพรึงกลัว

ธนาคารโลก (World Bank) นิยามสภาวะนี้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถยกระดับตัวเองจนมีรายได้ต่อหัวในระดับปานกลางได้สำเร็จ แต่กลับสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้ [1] เหมือนนักมวยที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แต่พอขึ้นมาชกในรุ่นใหญ่กลับโดนน็อกเอาๆ เพราะสู้ความเร็วของแชมป์เก่าไม่ได้ แถมยังเสียเปรียบเรื่องน้ำหนักเมื่อต้องกลับไปชกรุ่นเล็กเหมือนเดิม ปัจจุบันมีประเทศกว่า 108 ประเทศทั่วโลกที่กำลังติดอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยนี้ ซึ่งเป็นบ้านของประชากรถึง 75% ของโลก [2]

วอร์ดผู้ป่วยนานาชาติ: กรณีศึกษาจากเพื่อนร่วมชะตากรรม

ลองจินตนาการถึงโรงพยาบาลเศรษฐกิจโลก ในวอร์ดผู้ป่วยรายได้ปานกลาง เราจะเห็นผู้ป่วยเรื้อรังนอนเรียงรายกันอยู่หลายเตียง เตียงที่เด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น เม็กซิโก และ บราซิล สองยักษ์ใหญ่แห่งละตินอเมริกาที่นอนรักษาตัวในวอร์ดนี้มาหลายทศวรรษ

เม็กซิโก เปรียบเสมือนคนไข้ที่ดูภายนอกแข็งแรง มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค แต่ภายในกลับอ่อนแอ ค่าจ้างไม่ขยับ อำนาจซื้อหดหาย แม้จะอยู่ติดกับตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่เศรษฐกิจกลับโตแบบกระปริบกระปรอย เฉลี่ยเพียง 2-2.5% ต่อปี ทั้งที่ศักยภาพควรจะไปได้ถึง 5-7% [3] ปัญหาหลักคือการบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ การตัดสินใจที่ล่าช้า และการคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศเหมือนเนื้อร้าย

ส่วน บราซิล คือคนไข้ที่เคยมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ จากภาคอุตสาหกรรม แต่กลับฝ่อลีบก่อนเวลาอันควร (Premature De-industrialization) [4] หันไปพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ พอราคาตกก็ทรุดหนัก ปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า ทั้งระบบการศึกษาที่ล้มเหลว ขาดการพัฒนาทักษะแรงงาน และนโยบายรัฐที่เหมือนจะช่วยแต่กลับซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลง

The Vicious Cycle of Low Economic Growth: เมื่อไทยยังไม่รวย แต่ดันป่วยก่อน

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครออกจากวอร์ดนี้ได้ เกาหลีใต้ คือตัวอย่างของคนไข้ที่หายดีและกลายเป็นหมอเสียเอง

จากประเทศที่ยากจนในปี 1960 มีรายได้ต่อหัวเพียง 1,200 ดอลลาร์ สามารถทะยานสู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่มีรายได้ต่อหัวกว่า 33,000 ดอลลาร์ในปี 2023 [2] เคล็ดลับของเกาหลีใต้คือกลยุทธ์ “3i” ที่ธนาคารโลกถอดบทเรียนมา: เริ่มจาก Investment (การลงทุน) ตามด้วย Infusion (การซึมซับรับเทคโนโลยี) และปิดท้ายด้วย Innovation (การสร้างนวัตกรรม) [2] ซัมซุงที่เคยผลิตแค่เส้นก๋วยเตี๋ยว กล้าที่จะนำเข้าเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตทีวี และวันนี้ได้กลายเป็นผู้นำนวัตกรรมสมาร์ทโฟนของโลก

 

ถึงคิวประเทศไทย: ยังไม่ทันรวย ก็ป่วยเสียแล้ว

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เราภูมิใจกับการเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” (Upper-Middle Income Country) มาพักใหญ่ แต่เมื่อมองดูตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ช่างน่าใจหาย จากที่เคยโต 2.9% ในปี 2024 กลับแผ่วลงเหลือ 2.4% ในปี 2025 และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจะเหลือเพียง 1.6%

ในปี 2026 [5] นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่า เรากำลังเดินตามรอยผู้ป่วยเรื้อรังในวอร์ดนานาชาติ ทั้งๆ ที่เรายังไม่รวยเท่าเขาเลยด้วยซ้ำ

 

อาการป่วยของเศรษฐกิจไทยนั้นซับซ้อนและมีหลายสาเหตุประกอบกัน:

  1. โรคหนี้ท่วมตัว: หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึงเกือบ 90% ของ GDP [6] ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายและฉุดรั้งการบริโภคและการเติบโตในระยะยาว ประชาชนหาเงินมาได้ก็ต้องเอาไปจ่ายหนี้ ไม่มีเงินเหลือไปใช้สอยหรือลงทุน
  2. โรคขาดนวัตกรรม: เราเก่งในการรับจ้างผลิต แต่ไม่เก่งในการสร้างแบรนด์หรือเทคโนโลยีของตัวเอง ดัชนีนวัตกรรมโลกปี 2025 เราอยู่อันดับที่ 45 [7] ซึ่งไม่น่าประทับใจนักสำหรับประเทศที่อยากจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวต่อไป เรายังคงติดอยู่กับการเป็น “โรงงานของโลก” ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  3. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (ด้านการแข่งขัน): บทความใน Bangkok Post ชี้ให้เห็นปัญหาที่เจ็บปวดว่า ปัญหาการแข่งขันของไทยไม่ได้อยู่ที่ “ไอเดีย” แต่อยู่ที่ “การลงมือทำ” [8] เรามีแผนยุทธศาสตร์ชาติ มีโรดแมปสวยหรูมากมาย แต่กลับขาดวินัยในการนำไปปฏิบัติ การตัดสินใจที่ล่าช้าเพราะเกรงใจกันไปมา และวัฒนธรรมการทำงานที่เน้น “กิจกรรม” มากกว่า “ผลลัพธ์” ทำให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ประเทศกลับไม่ไปไหน

“Real competitiveness today comes from a few simple but difficult practices: First, decisions must have one clear owner. Not a group. Not a task force. One accountable leader. Second, decisions must be linked to action and measurable outcomes. If nothing changes on the ground, the decision did not really exist.” - Arinya Talerngsri, Bangkok Post [8]

คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า เรามีแต่การประชุม ตั้งคณะกรรมการ แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์อย่างแท้จริง เมื่อล้มเหลวก็หาเหตุผลมาอธิบายแทนที่จะรีบแก้ไข

ภาพอนาคตในวัฏจักรอุบาทว์

หากประเทศไทยยังคงนิ่งนอนใจกับอาการป่วยเหล่านี้ อนาคตที่รออยู่คือ “วัฏจักรอุบาทว์ของการเติบโตต่ำ” ที่สมบูรณ์แบบ

  • เมื่อเศรษฐกิจโตช้า การลงทุนใหม่ๆ จะลดลง เพราะนักลงทุนไม่เห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า
  • เมื่อการลงทุนหดหาย การจ้างงานคุณภาพสูงก็น้อยลง คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจะหันไปทำงานต่างประเทศ (Brain Drain)
  • เมื่อขาดคนเก่งและขาดการลงทุน นวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่เกิด ประเทศจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นไปอีก
  • เมื่อแข่งขันไม่ได้ รายได้ของประเทศและประชาชนก็ไม่เพิ่ม หนี้สินที่มีอยู่ก็ยิ่งเป็นภาระหนักอึ้ง รัฐบาลมีรายได้จากภาษีน้อยลง แต่มีภาระสวัสดิการผู้สูงอายุมากขึ้น (เพราะเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์)
  • สุดท้ายก็จะวนกลับไปที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำอีกครั้ง แต่คราวนี้จะหนักกว่าเดิม เพราะโครงสร้างประชากรไม่เอื้ออำนวย และเราได้สูญเสียโอกาสในการปฏิรูปไปแล้ว

 

มันคือภาพของประเทศที่แก่ก่อนรวย ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางอย่างถาวร ประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างขึ้น และความหวังที่จะเห็นประเทศพัฒนาแล้วก็เลือนลางเต็มที

 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจตัดสินใจจะเลิก “ประชุม” แล้วหันมา “ลงมือทำ” อย่างจริงจัง

เลิกสร้างภาพสวยหรูด้วยแผนงานที่จับต้องไม่ได้ แล้วหันมาแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างกล้าหาญ ก่อนที่ “คนไข้”

ที่ชื่อประเทศไทยจะอาการทรุดหนักจนเกินเยียวยา และต้องนอนติดเตียงอยู่ในวอร์ดผู้ป่วยรายได้ปานกลางไปตลอดกาล  

 

อ้างอิง: