
แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์ 2: ผะยองคำ (ต่อจากตอนที่ 1)
แขนขวาสักทรงองค์นารายณ์ เมื่อขุนแผนเผชิญยอดขุนศึกหนังเหนียวแห่งเชียงใหม่ ศึกอาคมสะท้านยุทธภพ คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- การใช้ผีและไสยศาสตร์ในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน ขุนแผนใช้วิชาอาคมและผีที่ตนสะกดไว้เป็นเครื่องมือ ทั้งในการปลอมตัว การสื่อสาร และการหลอกล่อผู้อื่นให้มาช่วยทำงาน สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และการใช้วิญญาณเพื่อประโยชน์ส่วนตน
- ความเชื่อและพิธีกรรมไสยศาสตร์ของล้านนา ผะยองคำเป็นสีผึ้งอาถรรพ์ที่มีกรรมวิธีสร้างเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมปลุกผีตายท้องกลม แสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติและพิธีกรรมอันน่าสะพรึงกลัวที่แตกต่างจากความเชื่อของภาคกลาง
- แสนตรีเพชรกล้าและความเชื่อเรื่องความคงกระพันชาตรี แสนตรีเพชรกล้าเป็นนักรบล้านนาผู้มีวิชาอาคม รอยสักยันต์ และเครื่องรางของขลังทั่วร่างกาย เชื่อว่าทำให้หนังเหนียวและอยู่ยงคงกระพัน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อขุนแผนและถูกสังหาร สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของอำนาจไสยศาสตร์และความเชื่อเรื่องความอยู่ยงคงกระพัน
เ รื่องการเลี้ยงผีใช้ผีต่างๆนี้ ก็เรียกได้ว่าน่าสงสารขนานมโนใหญ่และลูกชายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าขุนแผนผู้ซึ่งมีประวัติในการผ่าท้องเมียตัวเองควักเอาลูกมาย่างทำกุมารทองแกไม่เห็นจะได้มีปัญหาอะไรเลยในทางมโนธรรม ในงานการฆ่าสองพ่อลูกชาวเหนือ เอาเส้นผมและเสื้อผ้ามาใช้ปลอมตัว จนพวกเขากลายเป็นผีนั้น ขุนแผนยังใช้งานผีเหล่านี้ต่อไป โดยใช้วิชาหว่านเสน่ห์ใส่ผสมกับวิชาบีบให้เหยื่อที่ถูกฆาตกรรมมารักมาหลงแล้วก็หลอกใช้งานให้เป็นทูตคอยเจรจาภาษาคำเมืองต่ออีก
ทั้งนี้เพราะการแต่งกายที่เหมือนคนเหนือมัน เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ยังไม่ถึงขั้น เงื่อนไขที่เพียงพอ เพราะเมื่อเดินเข้าเมืองไปแล้วเดี๋ยวจะโดนตำรวจตรวจคนเข้าเมืองถามไถ่ไซ้ซักคราวนี้เมื่อตอบไปเป็นสำเนียงภาษาภาคกลางก็จะโป๊ะแตก (อันที่จริง 20ปีก่อน หน้านี้คำว่าโป๊ะแตกเป็นชื่อของเมนูอาหารชนิดหนึ่งเป็นการต้มยำน้ำใสแล้วก็ใส่อาหารทะเลหลากหลาย สื่อความหมายว่าสัตว์ทะเลทั้งปลากุ้งอยู่ในโป๊ะกลางทะเลที่เขาเอาไว้ดักไว้ต้อนจับสัตว์น้ำ ทีนี้พอโป๊ะมันแตกเข้า บรรดาซีฟู้ดก็เลยทะลักออกมาเต็มปอนปอก ลงมาอยู่ในหม้อไฟที่เรียกกันว่าหม้อหยวนโล้วแล้วกุ๊กทำเป็นต้มยำแบบรวมมิตร กุ้ง หอย ปู ปลา)
จริงอยู่ว่าขุนแผนเคยขึ้นมาเมืองเหนืออาจจะพอถนัดบ้างแต่ว่าตัวลูกชายพลายงามไม่เคยมา คำอู้คำจามันจะต้องมีปัญหา ในเสภานั้นใช้คำว่า ตัวปีศาจน้อยศรีวิชัย คอยทำหน้าที่บอกบทออกเสียง ช่วยงานเจรจาจนผ่านตลอดไปได้ _บร้ะ
แถมผู้ที่มาคอยซักไซ้ไม่ใช่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแต่เพียงอย่างเดียว อาศัยว่าพลายงามนั้นเป็นหนุ่มเหน้า หน้าตาสวยสะงดงามผู้สาวชาวเหนือผ่านมาเห็นเข้า ก็ “แอ๊ว” ชวนคุยซักถามต่างๆ ก็ตัวปีศาจน้อยศรีวิชัยก็มาคอยช่วยตอบจนผ่านด่านเข้าไปอีก_ฮ่วย (อันนี้เป็นคำปลดปลงชีวิตภาษาล้านช้าง) ซึ่งถ้าฝ่ายล้านช้างผ่านมาเห็นสถานการณ์ก็คงจะบ่นเหนื่อยใจกับชาวล้านนา ในอารมณ์ประมาณว่าฮ่วย! มันเป็นอิหยัง กะด้อกะเดี้ย มันอีท่าไหนล่ะ ไอ่บักกะหนานเอ๊ย เดินกลับไร่กันสองพ่อลูกไปถูกอีขุนแผนไอ้พลายงามมันดักฆ่า ตัดเอาช้องผมมาแต่งตัวกันน่ำ ยังบ่พอแถมไปถูกมันสะกดสเน่ห์ใส่ กลายเป็นผี แล้วยังตามไปเปนขี้ข้ารับใช้เพิ่นอีก_สู คอยช่วยพูดช่วยตอบคำถามตอนมันลอบเข้าเวียง_มันเปนอิหยังงง
วิชาผีฝ่ายเราก็เยอะ แยะ พวกมันแค่ทำกุมารทองได้ทำน้ำมันพรายได้ ฝ่ายเราทำผะยองคำ หรูหราหมาเห่าหลอนในหลอนกว่าตั้งเยอะ! (อันนี้ชาวล้านอื่นผสมโรง) มาถึงจุดนี้ก็ต้องบอกว่าควรจะแวะพักมาดูกรรมวิธีที่น่าสยดสยองพอกันกับฝ่ายศูนย์กลาง อย่างอาณาจักรอยุธยาซึ่งขุนแผนแกผ่าท้องเมียควักลูกมาย่างทำกุมารไม่นับรวมการเลี้ยงผีที่หมายความว่าจัดปาร์ตี้ให้เขาผู้ไม่มีร่างกายแล้วได้เสพความอิ่มหนำสำราญแล้วค่อยเรียกใช้งานเข้ามาร่วมในการกำจัดศัตรูของหลอนๆฝ่ายเหนือนี้มีอยู่
บรรทัดนี้ก็จะขออู้ (พูด) พูดถึง ผะยองคำออกเสียงให้ขึ้นจมูกเป็นชาวเหนือว่า ผ่ะ/หย๋อง/ก๋ำ อันเป็นวัตถุอาถรรพ์ลักษณะอย่างสีผึ้งที่มีกรรมวิธีทำน่าสยดสยองและยังมีการใช้งานมาจนบัดนี้ ในปี 2569 ราคาในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสูงถึงหลักหมื่น หลักแสนบาท
ผะยองคำ คืออะไร? ตอบว่าเป็นสีผึ้งชนิดหนึ่งแล้วสีผึ้ง ต่างกับ ขี้ผึ้ง อย่างไร? ก็ตอบว่าขี้ผึ้งนั้นก็คือแว็กซ์ธรรมชาติที่อยู่ในรังผึ้ง เมื่อเอาออกมาแล้ว จากรัง ผสมสมุนไพรเข้าหน่อย เวลาจะใช้ มีเจตนาใช้สีปากหรือใช้ทาปากก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นสีผึ้ง
ขั้นตอนการทำสีผึ้งผยองคำนี้ อันดับแรกกรรมวิธีขอสงวนไว้ ไปอันดับสอง คือเขาต้องตั้งต้นขึ้นมาเป็นยาก่อน เอาสมุนไพรว่านมงคลของทนสิทธิ์ต่างๆมาเสกซัด ตั้งเคี่ยว ได้มาแล้วผสมขี้ผึ้งเข้าไป กลายเป็นยาสีผึ้งจึง ไปขั้นสาม คือต้องเอาผู้หญิงตายท้องกลมคือตายทั้งกลม ที่ศพในท้องเป็นลูกหัวสาวผู้ชาย(ภาษาไทใหญ่ฝ่ายเหนือว่า คือ ลูกคนแรกผู้ชาย ที่ถูกฝังไว้ในป้าช้าเป็นเป้าหมายจะต้องปลุกแกขึ้นมา ในลักษณะที่เรียกว่าปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง
ซึ่งการจะปลุกนี้ไม่ง่ายครูบา ผู้ทำผะยองคำ ต้องทำการ เซ่นวักเซ่นสรวง บัดพลีหน้าหลุมแล้วให้ลูกศิษย์ขุดนำศพผีตายท้องกลมนั้นออกมา แกะเฝือก แกะตราสัง จับลุกขึ้นนั่ง แล้วเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าใหม่ให้พร้อมทั้งผัดหน้าทาแป้งให้ศพนั้น-โหย
ทีนี้แล้วจะต้องหาหนุ่มละอ่อน (ไทใหญ่ว่า ละอ่อนกร่อนจากคำว่าลูกอ่อน) ที่ผู้เป็นชายพรหมจรรย์มีหน้าตาหล่อเหลามีอายุไม่เกิน 20 ปีเข้าไปโอบกอดศพจากข้างหลัง ..อึ๋ยยย
แล้วครูบานำขันสำริดที่บรรจุยาสีผึ้งเสกจากขั้นตอนที่ 2 วางบนมือผีสาวนั้นโดยมีมือของผู้ชายหล่อ หมอนั่นช้อนประคองอยู่ มือผีอีกข้างที่ว่างอยู่ก็ให้ถือไม้คนสีผึ้งโดยมีมือของไอ้หนุ่มนั้นช่วยจับอยู่เช่นกันได้จังหวะก็เริ่มสวดมนต์เปิดพิธี
นาทีนี้ก็ให้ชายหนุ่มนั้นประคองมือศพคนสีผึ้งในขัน โดยครูบายืนบริกรรมคาถาอยู่ข้างๆ สักพักก็ให้ชายคนนั้นปล่อยมือจากศพผีตายท้องกลมจังหวะนี้ผีถูกปลุกได้ที่ ผีแม่สาวก็จะกวนสีผึ้งคนวนๆในขันได้เองอย่างน่าหลอน ยิ่งเมื่อผีนั้นคนสีผึ้งไปพลางก็จะหามุมยกขึ้นซดพลาง นัยว่าจะซดสีผึ้งนั้นซึ่งเชื่อว่าเป็นยาโอสถทิพย์สุดวิเศษ แต่กำลังแขนผีจะยังไม่พอ ยังไม่เป็นคนเต็มคน เอ๊ย ยังไม่เป็นผีเต็มคนเอ่_ หรือว่ายังไม่เป็นคนเต็มผี
ซึ่งถ้าผีนั้นซดได้ก็จะกลายเป็นผีดิบอมตะ จะยากแก่การปราบปรามรอจนเมื่อผีนั้นกำลังแขนมาเต็มจนยกขึ้นจะใกล้ปากที่สุดก็ครูบาจะสั่งแย่งเอาขันสีผึ้งจากมือผีนั้นแล้วก็สะกดถอยกำลังผีให้อีกลับลงไปนอนในโลงอย่างเดิม เป็นอันเสร็จพิธีการสร้างสีผึ้งผะยองคำอันวิเศษ!
โดยไม่ได้มีน้ำเลือดน้ำหนองอะไรๆจากคางผีที่ฝ่ายภาคกลางเขาต้องลนไฟเทียนคางผีเอาน้ำมันพราย ฟีโรโมน! สีผึ้งผะยองคำ/ปะยองคำที่โด่งดัง ชื่อเสียงเป็นของครูบาวัดไม้ฮุงที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนราคาขายหลักหมื่นหลักแสนตามที่กล่าว ไม้ฮุงแปลว่าต้นกร่าง ไทรกร่าง ถ้าไพเราะๆ ต้องว่าต้น นิโครธ เป็นต้นไม้ในพุทธประวัติที่มีการกล่าวถึงเก่าแก่กาเล ว่าพระกัสสปพุทธเจ้า ได้ทรงบำเพ็ญเพียรใต้ร่มไม้นี้อยู่ 7 วัน ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและต่อมาในสมัยพระโคตมะพุทธเจ้า(เจ้าชายสิทธัตถะ) ได้เสวยข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดามาถวายที่ใต้ต้นไม้ชนิดนี้ และ หลังจากที่ทรงตรัสรู้แล้ว ได้ประทับอยู่ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ต่ออีก 7 วัน ก่อนจะทรงย้ายมาประทับที่ใต้ร่มไทรนิโครธอีก 7 วัน เมืองปางตะละหรือปีนดะยะในรัฐฉาน (เขตปกครองพิเศษชาติพันธุ์ชาวดะนุ) มีป่าไม้ฮุงเก่าแก่สวยงามมาก และแถบนั้นนับถือไม้ฮุง เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่คนไทใหญ่มีความเชื่อว่ามีรุกขเทวดาสิ่งสถิตอยู่ พอกับต้นโพธิ์ นิยมปลูกไว้เฉพาะในศาสนสถานเพื่อคุ้มครองดูแล อำนวยพร และ เป็นร่มเงาให้แก่ผู้ที่ได้มาเยี่ยมเยือน หากคิดถึงป่าไม้ฮุง หรือ ต้นไทรนิโครธ หรือ ต้นกร่างที่สูงต้นใหญ่ๆอายุหลายร้อยปีเชิญไปชมได้ที่รัฐฉาน
อีทีนี้ก็ได้เวลากลับมาถึงเรื่องของบุรุษผู้ซึ่งสักทรงองค์นารายณ์อย่างแสนตรีเพชรกล้า ที่จริงแล้วแสนตรีเพชรกล้าปรากฏตัวในท้องเรื่องตั้งแต่ตอนที่มีการไปแย่งตัวเจ้าหญิงสร้อยทองที่เขตภาคอีสานเอากลับไปถวายพระเจ้าเชียงใหม่
ลักษณะการสักทรงองค์นารายณ์…อันนี้ก่อให้เกิดความน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงขั้นเจ้าหญิงสร้อยทองเผชิญหน้ากับแสนตรีเพชรกล้าแล้วยังช้อค ตกใจว่าเป็นคนเป็นโจรหรือว่าเป็นผี “ฝ่ายนางสร้อยทองเห็นตรีเพชร ดังใครฟันคอเด็ดลงกับที่ ตกใจไม่เป็นสมประดีพี่เลี้ยงทั้งสี่ประคองไว้ ครั้นนางค่อยดำรงทรงกายา ตรีเพชรบอกมาหาช้าไม่ แม่เจ้าอย่าตระหนกตกพระทัยมิใช่โจรป่ามายํ่ายี” ที่เป็นอย่างนี้คงมิใช่จำเพาะว่ารอยสัก แขนขวาแขนซ้ายหรือตามร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวแสนตรีเพชรกล้านั้น “สูงใหญ่รูปร่างเหมือนเสือกำลังเหลือเนื้อหนังก็แน่นเหนียว หนวดโง้งฟันพันเป็นเกลียว ฟันขาวปากเขียวดังปลิงควาย นัยน์ตาดำคล้ำคล้ายกับตาเสือ ขอบตาแดงเรื่อดังชาดป้าย คิ้วกระหมวดหนวดแดงดูแรงร้ายผมมุ่นมวยคล้ายกับโยคี”
เอาเพียงเอกลักษณ์ของเอกบุรุษก็เป็นที่น่ากังวลแล้ว “แขนขวาสักรงค์เป็นองค์นารายณ์ แขนซ้ายสักชาดเป็นราชสีห์ ขาขวาหมึกสักพยัคฆี ขาซ้ายสักหมีมีกำลังสักอุระรูปพระโมคคัลลาน์ ภควัมปิดตานั้นสักหลังสีข้างสักอักขระนะจังงัง ศีรษะฝังพลอยนิลเม็ดจินดา” รอยสักไว้เต็มตัว มีงานฝังอีกต่างหาก เป็นปุ่มปปํ่าไปทั่ว กล่าวคือ “ฝังเข็มเล่มทองไว้สองไหล่ฝังเพชรเม็ดใหญ่ไว้แสกหน้า ฝังก้อนเหล็กไหลไว้ในอุราข้างหลังฝังเทียนคล้าแก้วตาแมว”
เป็นโปเปาปุนปิบยิบทั้งกาย ดูเรี่ยรายรอยร่องเป็นถ่องแถว แต่เกิดมาอาวุธไม่พ่องแพว ไม่มีแนวหนามขีดชักนิดเดียว นี่! ส่วนงานตบะเดชะความขลังนั้น แสนตรีเพชรกล้า “ไม่นอนด้วยภรรยาทั้งตาปี ต่อศึกมีเมื่อไหร่ได้อาบน้ำ” ซึ่งคำว่าตบะนี้แปลโดยนัยยะก็ได้ความว่าเป็นการฝืนสิ่งที่ตนเองหรือมนุษย์ทั่วไปอดรนทนไม่ได้จะต้องทำ เมื่อฝืนไม่ทำแล้วมันจะมีกำลังลึกลับเกิดขึ้นในตัวเรียกว่า ตบะ ฝ่ายฤาษีโยคีต่างๆชอบนักในการฝึกตบะ การไม่นอนกับเมียอันนี้ก็ถือว่าเป็นตบะอย่างหนึ่งเพราะฝืนในสิ่งที่ชอบ การอาบน้ำก็เช่นกัน ท่านที่เขารับทอดวิชา หนังเหนียวเขาไม่อาบน้ำกัน ร้อนก็ทนอยู่อย่างงั้น บางท่านครบปีอาบครั้งหนึ่งก็มี
ตัดมาในฉากสำคัญ มันก็จะเกิดขึ้นเมื่อขุนแผนเข้าไปบุกเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว คราวนี้ต้องปะทะกันกับ แสนตรีเพชรกล้า ซึ่งสักทรงองค์นารายณ์ออกมาปะทะศึก โดยแสนตรีเพชร แต่งเต็มออกมาทรงเครื่องง้าวเป็นศาสตราวุธ “..วันจันทร์นุ่งผ้าแต่งชุดขาว คาดตะกรุดเครื่องรางปรอทวาวใส่แหวนเพชรเม็ดพราวเหมือนดาวรายประเจียดประจงจับตะแบงมาน สอดสังวาลสะอิ้งรัดจำรัสฉาย โพกผ้าขริบพื้นขาวดาวกระจาย เข็มขัดสายทองถักล้วนอักขรา จบจับประคำทองเข้าคล้องคอ ผงดินสอเสกเสริมแล้วเจิมหน้าถือง้าวก้าวย่างสามขุมมาเผ่นขึ้นหลังม้าสง่างาม”
ในการรบครั้งนี้ แสนตรีเพชรเจอะกับพลายงามก่อน มีการถามชื่อแซ่แนะนำกันตามธรรมเนียม ตอนนี้จึงทำให้ได้ทราบชีวประวัติของแสนตรีเพชรกล้าว่า “…เป็นเชื้อเจ้าท้าวคำแมนมียศเป็นแสนตรีเพชรกล้า เป็นเชื้อชาติทหารชาญศักดาในลานนาใครใครไม่ต่อแรงพระครูผู้บอกวิทยา ชื่อศรีแก้วฟ้ากล้าแข็ง สถิตยังเขาคำถ้ำวัวแดงทุกหนแห่งเลื่องลือนับถือจริง”
เมื่อปะทะกันแล้ว พลายงามก็งงงันเพราะพอสบท่าฝ่าฟันลงตึง ก็ “หยุ่นเปล่าหาเข้าตรีเพชรไม่” ในการตะลุมบอนกันถัดมาก็มีการใช้วิชาอาคมเรียกลมเรียกฝนมาสู้กันฝ่ายขุนแผนที่มีวิชาเสกใบมะขามเป็นตัวต่อก็ลูกชายสืบวิชาดำเนินการเสกเอาแมลงร้ายมาต่อยกองทัพ ล้านนา ม้าของเพชรกล้าก็โดนต่อยเลยพากันวิ่งกระจัดกระเจิงไป สักพักใหญ่พอหายเจ็บหมดพิษต่อก็หันม้าเข้าสมรภูมิอีก คราวนี้แสนตรีเพชร ปะทะขุนแผน มีการด่ากันเล็กน้อยพอเป็นสังเขป เสร็จแล้วขุนแผนก็ตวาดด้วยอำนาจยักษ์ แสนตรีเพชรตกใจชะงักกึกขุนแผนก็เอาง้าวฟัน เล่นเอาแสนตรีเพชรฟุบไปกับอานม้า ทีนี้ใครต่อใครก็เข้ารุมสะกรัมกันใหญ่ ตาหลอมือขวาพระท้ายน้ำแค้นจัดเข้าไปเอาขวานฟัน ตารักมือซ้ายพระท้ายน้ำเอาพลองกระทุ้งจนแสนตรีเพชรกล้าตกหลังม้า นายโห้ใช้ทั้งหอกทั้งทวน นายปานเอาดาบฟันถึงจะโดนอาวุธเครื่องทุ่นแรงนานาชนิดแสนตรีเพชรก็ไม่เป็นไร “ราวกับฟาดทองแดงแทงก้อนหิน หัวบินยู่ยื่นไปจนกันแม้กระดูกก็ไม่หักแต่สักอัน คงกระพันชาตรีดทั้งกาย”
นาทีนี้แสนตรีเพชรกล้าก็ยังนอนหายใจอยู่ขุนแผนร้องว่า..เฮ้ยพวกเราเอาหลาวทะลวงก้นถึงมาดแม้นอยู่ยงมันคงทนแยงให้จนถึงคอคงมรณา....ตาหลอกับตารักยืนหยักรั้งพวยทะลึ่งตึงตังเข้าแก้ผ้านายโม้กับนายเม้าเอาหลาวมาผ่าทวารเข้าปร๊อดตลอดตัว
หลายคนช่วยกันดันกระดอกเอาไม้ตอกกังกังกระทั่งหัวหน้าเผือดเลือดแดงดังแทงวัวถูกรูรั่วเลือดราดลงดาษดินฯเป็นอันกำจัดแสนตรีเพชรของเราให้ตายสนิทปิดตำนาน คนที่หนังเหนียว ด้วยกรรมวิธีแบบเดียวกับ โจรจันทศร ใช้กับคุณพ่อของขุนช้างทิ้งให้การสักทรงองค์นารายณ์… กลายเป็นตำนานเล่าขานกันสืบมาจนปัจจุบัน







